posttoday

“ฮาตาริ” รับต้นทุนพลาสติกพุ่ง 30% ยันไม่ขึ้นราคาพัดลมตอนนี้

23 มีนาคม 2569

"ฮาตาริ" เผยต้นทุนเม็ดพลาสติกพุ่งราว 25-30% วางแผนรับมือสงครามแย่งชิงวัตถุดิบ มุ่งบริหารประสิทธิภาพภายใน-ตรึงราคาช่วยผู้บริโภค

จากสถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง กระทบต้นทุนวัตถุดิบหลายอย่าง โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของการผลิตสินค้าหลากหลายประเภท ฮาตาริ (HATARI) ในฐานะผู้ผลิตพัดลมแบรนด์ไทยยอมรับว่า ต้นทุนเม็ดพลาสติกตอนนี้เพิ่มขึ้นราว 25-30% 

 

โดย ชัญญา พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานขายและการตลาด และทัศน์ลักษณ์ พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการวิจัยและพัฒนา บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ต้นทุนเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้น และภาวะขาดแคลนในตลาด เริ่มส่งผลกระทบอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา โดยราคาปรับตัวขึ้นในสเต็ปแรกประมาณ 25-30% และบางวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์มีปรับเพิ่มมาถึง 60% ก็มี ทำให้ปัจจุบันเริ่มเกิดภาพของ "การแย่งชิงวัตถุดิบ" ในตลาด เนื่องจากมีความต้องการสูงทั่วโลก ใครที่พร้อมจะให้ราคาที่สูงที่สุด ก็จะได้ล็อตนั้นไป 

 

อย่างไรก็ตามฮาตาริยืนยันว่ายังสามารถจัดหาวัตถุดิบได้จากการมีแหล่งคู่ค้าที่หลากหลาย (Multi-sourcing) ทั้งในและต่างประเทศ แต่ต้องใช้ "พละกำลังภายใน" อย่างมากในการบริหารจัดการ

 

ซึ่งกลยุทธ์การบริหารจัดการในภาวะขาดแคลน เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว ฮาตาริได้วางมาตรการบริหารจัดการสต็อก และกระบวนการผลิตอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการบริหารสต็อกและประเมินรายสัปดาห์

 

ปัจจุบันบริษัทมีสต็อกเม็ดพลาสติกสำรองไว้ใช้ประมาณ 2-3 เดือน โดยฝ่ายบริหารต้องมีการวางกลยุทธ์และประเมินสถานการณ์แบบ "สัปดาห์ต่อสัปดาห์" เพื่อตัดสินใจเรื่องการผลิตให้สอดคล้องกับวัตถุดิบที่มี

ชัญญา พานิชตระกูล

คัดรุ่นและลดสีสินค้า 

 

มีการคัดรุ่นและสีสินค้าเพิ่มประสิทธิภาพ และลดความสูญเสีย บริษัททำการรีวิวลำดับความสำคัญ ของโมเดลสินค้าทั้งหมด เพื่อให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจาก ลด Setup Time การเปลี่ยนแม่พิมพ์บ่อยๆ ทำให้เสียเวลาในการตั้งค่าเครื่องจักร รวมถึงลดการเสียเม็ดพลาสติก เพราะในกระบวนการเปลี่ยนสีสินค้าแต่ละครั้ง จะต้องใช้เม็ดพลาสติกจำนวนมากในการเคลียร์สีเก่า ออกจากแม่พิมพ์ โดยบางแม่พิมพ์อาจต้องใช้พลาสติกถึง 100-200 กิโลกรัมในการล้างสี ซึ่งถือเป็นความสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์

 

เกณฑ์ในการเลือกคัดรุ่นและสีออก หากสถานการณ์ด้านต้นทุนวัตถุดิบยังไม่ดีขึ้น วางมาตรการรองรับ เน้นรุ่นและสีที่ขายดี อาจเลือกผลิตเฉพาะสีที่ได้รับความนิยมสูง ตัดรุ่นที่มียอดขายน้อย โมเดลสินค้าที่ไม่ได้เป็นโฟกัสหลักของเซกเมนต์ หรือมียอดขายน้อยจะถูกพิจารณาตัดออกจากการผลิต

 

แผนงานที่วางไว้คือจะเริ่มจาก "คัดโมเดลสินค้า" ก่อน แล้วจึงตามด้วยการ "คัดสี" ออกไปตามลำดับความสำคัญ

 

ทัศน์ลักษณ์ พานิชตระกูล

ผู้บริหารระบุว่า ผู้บริโภคอาจจะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในตลาดทันที เพราะบริษัทยังมีสต็อกสินค้าที่เคยผลิตตุนเอาไว้ก่อนหน้านี้กระจายอยู่ในตลาด แต่ในอนาคตหากวัตถุดิบขาดแคลนหรือราคาสูงเกินไป จะประเมินสถานการณ์เป็นรายสัปดาห์ (Strategize weekly) เพื่อดูว่ารุ่นใด SKU ไหน ที่ยังสามารถผลิตได้บ้างภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่

 

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ได้รับโจทย์สำคัญในการออกแบบสินค้าที่ "ใช้ทรัพยากรโลกให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้" เช่น การลดน้ำหนักพลาสติกเพียง 1-2 กรัม โดยที่คุณภาพและประสิทธิภาพของสินค้าต้องไม่ลดลง รวมถึงการลดส่วนประกอบที่ไม่จำเป็น มีการปรับปรุงวิธีการประกอบสินค้าให้ใช้ส่วนประกอบน้อยลง และปรับเปลี่ยนการแพ็คสินค้าเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก เช่น การรวมสกรูและคู่มือไว้ในถุงเดียวกัน

 

ยันยังไม่ปรับราคา

 

อย่างไรก็ตาม แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง แต่ฮาตาริยืนยัน "ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาพัดลมในขณะนี้" 

 

"ตอนนี้ยังไม่มีการปรับราคา การจะปรับขึ้นราคานั้น เราต้องดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน ว่าเป็นจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งที่ผ่านมา เราอยากให้ผู้บริโภคซื้อพัดลมของเราในราคาที่จับต้องได้ อย่างในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา ทางบริษัทฯ พยายามที่จะตรึงราคาเดิมเอาไว้ จนกระทั่งโควิดจบลงไป แล้วเราไม่ไหวจริงๆ เราถึงขึ้นราคา” ผู้บริหารกล่าว

 

พร้อมยืนยันว่า จะพยายามทำให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นต้องไปตกอยู่ที่ผู้บริโภค

 

ทั้งนี้ สองผู้บริหารมองว่า วิกฤตครั้งนี้เปรียบเสมือน "Reminder" (การเตือนสติ) ให้องค์กรต้องยกระดับประสิทธิภาพ (Efficiency) ให้มากกว่าเดิมเพื่อให้แบรนด์ไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของทรัพยากรโลก

 

35 ปี ฮาตาริในมือทายาทรุ่น 3 รุกภารกิจยั่งยืน ฝ่าวิกฤตต้นทุนพุ่ง

ข่าวล่าสุด

หุ้นไทยปิดดิ่ง 35.65 จุด สงครามตะวันออกกลางไม่จบ กดดันเงินเฟ้อ-น้ำมันพุ่ง