พาณิชย์สรุป “มะพร้าวน้ำหอมไทย” 4 ปมใหญ่ วิกฤตที่สะสมมานาน
กระทรวงพาณิชย์ สรุปสถานการณ์ “มะพร้าวน้ำหอมไทย” วิกฤติที่สะสมมานาน เร่งแก้ 4 ปมใหญ่ ทางออกที่ต้องร่วมกันแก้ทั้งระบบ
กระทรวงพาณิชย์ รายงานสรุปสถานการณ์เกี่ยวกับวิกฤตมะพร้าวน้ำหอมไทย หลังจากเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา ระบุว่า วิกฤตมะพร้าวน้ำหอมไทยในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน และมีความซับซ้อนหลายมิติ ทั้งด้านการผลิต โครงสร้างตลาด ห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการแข่งขันในตลาดโลก ดังนั้น
การแก้ไขปัญหาจึงไม่สามารถใช้มาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียวได้ แต่จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ผู้รวบรวม โรงงานแปรรูป ผู้ส่งออก และภาครัฐ
เช่นเดียวกับปัญหาสินค้าเกษตรหลายชนิด ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ภาวะเศรษฐกิจโลก และ ภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ล้วนมีผลต่อราคาและการค้าระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์โครงสร้างของปัญหาในห่วงโซ่มะพร้าวน้ำหอมไทย จะพบว่ามี 4 มิติสำคัญ ที่ต้องเร่งบริหารจัดการ ได้แก่
- ภาคการผลิต
- กระบวนการคัดและรวบรวมเพื่อจำหน่าย
- กระบวนการแปรรูป
- การตลาดและการส่งออก
โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ภาคส่วนการผลิต
ปัญหาคุณภาพผลผลิตและผลผลิตล้นตลาด ภาคการผลิตถือเป็นต้นน้ำของปัญหาในห่วงโซ่มะพร้าวน้ำหอม โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกและผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลการผลิตพบว่า
- ปี 2566 มีพื้นที่ยืนต้นประมาณ 265,269 ไร่ ผลผลิต 648,821 ตัน
- ปี 2567 มีพื้นที่ยืนต้นประมาณ 302,692 ไร่ ผลผลิต 585,906 ตัน (ปี 2567 มีภาวะแล้งรุนแรง)
- ปี 2568 พื้นที่ยืนต้นประมาณ 305,706 ไร่ ผลผลิต 877,681 ตัน
โดยพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดสำคัญ ได้แก่ 1.ราชบุรี 2.สมุทรสาคร 3.นครปฐม 4.สมุทรสงคราม และ 5.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของผลผลิตอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเกิดจากการขยายพื้นที่ปลูกในช่วงก่อนหน้า แต่ในขณะเดียวกันคุณภาพผลผลิตกลับลดลง เนื่องจากปัญหาที่สะสมในระบบการผลิต เช่น การจัดการน้ำ การใช้ปุ๋ยและสารอาหารพืช การดูแลโรคและแมลง และคุณภาพพันธุ์
โดยเฉพาะในปี 2567 ที่เกิดภาวะแล้งรุนแรง ทำให้ต้นมะพร้าวขาดการบำรุง ส่งผลให้ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในปี 2568 มีจำนวนมากที่ไม่ได้คุณภาพ โดยมีข้อมูลว่ามะพร้าว ตกเกรดมากกว่า 70% เมื่อผลผลิตจำนวนมากมีคุณภาพไม่ถึงมาตรฐานส่งออก จึงถูกส่งเข้าสู่ตลาดแปรรูปหรือขายในราคาที่ต่ำ ส่งผลให้ ราคาหน้าสวนลดลงอย่างมาก
กระบวนการคัดและรวบรวม
โครงสร้างตลาดที่เกษตรกรเสียเปรียบ หลังจากเก็บเกี่ยว มะพร้าวน้ำหอมจะเข้าสู่กระบวนการรวบรวมผ่าน ล้ง พ่อค้าคนกลาง หรือโรงงานคัดและตัดแต่ง ก่อนเข้าสู่ตลาด
โครงสร้างตลาดในขั้นตอนนี้มีลักษณะสำคัญคือ
- เกษตรกรเป็นผู้ขายรายย่อยจำนวนมาก
- ผู้รวบรวมและผู้ส่งออกมีจำนวนน้อยกว่า
- ราคามักถูกกำหนดจากปลายทางของตลาด
ในช่วงที่ผลผลิตออกมาก ผู้รวบรวมสามารถกดราคารับซื้อได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีการกำหนดราคาจากตลาดปลายทาง เช่น ตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักของมะพร้าวไทย
นอกจากนี้ยังพบประเด็นที่สร้างแรงกดดันต่อราคา ทำให้เกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาผลผลิตของตนเองได้มากนัก ได้แก่
- กลุ่มทุนต่างชาติบางส่วนเข้ามาลงทุนในล้งหรือพื้นที่ปลูก
- มีการกำหนดราคารับซื้อจากปลายทาง
- การแข่งขันของผู้ส่งออกสูง
กระบวนการแปรรูป
มะพร้าวตกเกรดจำนวนมากเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม จากโครงสร้างตลาด มะพร้าวน้ำหอมจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก
- มะพร้าวเกรดส่งออก (ประมาณ 30%) ราคาหน้าสวนประมาณ 4–5 บาท/ลูก น้ำหนักเฉลี่ยมากกว่า 1 กิโลกรัม
- มะพร้าวตกเกรด (ประมาณ 70%) ราคาหน้าสวนประมาณ 2 บาท/ลูก ถูกส่งเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูป เช่น น้ำมะพร้าว อาหารและขนม เป็นต้น
เมื่อสัดส่วนมะพร้าวตกเกรดมีจำนวนมาก โรงงานแปรรูปจะมีวัตถุดิบจำนวนมากและเกิด ภาวะ Over Supply ทำให้ราคาวัตถุดิบลดลง และส่งผลย้อนกลับไปยังกระบวนการรับซื้อจากเกษตรกร
นอกจากนี้ ภาคการแปรรูปยังเผชิญปัญหาด้านมาตรฐานสินค้าและการแข่งขันด้านต้นทุน โดยมีรายงานว่ามีผู้ประกอบการบางส่วนผลิตสินค้าที่มีการ ปลอมปนหรือแต่งสีแต่งกลิ่นเพื่อเลียนแบบน้ำมะพร้าวแท้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้มาก เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมะพร้าวจริง
การตลาดและการส่งออก ความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว
โครงสร้างตลาดของมะพร้าวน้ำหอมไทยมีลักษณะสำคัญคือ พึ่งพาการส่งออกสูง บริโภคในประเทศประมาณ 30% ส่งออกประมาณ 70% โดยในปี 2568 ไทยส่งออกมะพร้าวอ่อน 282,467 ตัน มูลค่า 197.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,456 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม มูลค่าการส่งออกลดลง 9.2% จากปีก่อนหน้า
ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ 1.จีน (สัดส่วนกว่า 81%) 2.สหรัฐอเมริกา 3.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4.สิงคโปร์ และ 5.ฮ่องกง ตามลำดับ
ซึ่งการพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก ทำให้ตลาดมะพร้าวไทยมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยสำคัญที่กระทบตลาดจีน ได้แก่
- ผู้บริโภคหันไปนิยม น้ำมะพร้าวบรรจุขวด มากขึ้น
- เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย
- การแข่งขันด้านราคาจากประเทศคู่แข่ง
อินโดนีเซีย-เวียดนาม-จีนแข่งผลิต
นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไทยต้องเผชิญการแข่งขันจากประเทศผู้ผลิตรายใหม่ ได้แก่
- อินโดนีเซีย ที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทย มีความร่วมมือกับแบรนด์เครื่องดื่มในจีน และมีการลงทุนปลูกมะพร้าวขนาดใหญ่
- เวียดนาม มีต้นทุนขนส่งต่ำกว่าเนื่องจากอยู่ติดกับจีน และผลผลิตจำนวนมากและสามารถเสนอราคาที่แข่งขันได้
- นอกจากนี้ จีนยังมีการพัฒนาแหล่งปลูกมะพร้าวในพื้นที่ของตนเอง เช่น มณฑลไห่หนาน ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการนำเข้าในระยะยาว
สำหรับสถานการณ์ราคา
ในปี 2568 ราคามะพร้าวเริ่มลดลงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และลดลงมากในช่วง เดือนตุลาคม ซึ่งเป็นฤดูหนาวของจีน ทำให้ความต้องการเครื่องดื่มเย็นลดลง ขณะเดียวกันผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ยิ่งทำให้ตลาดมีภาวะล้น ล่าสุด (12 มีนาคม 2569) ราคาหน้าสวน 4–5 บาท/ลูก ล้งรับซื้อ 6–7 บาท/ลูก
ทั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายในช่วง เดือนเมษายน เนื่องจากอากาศที่ร้อนขึ้นผลผลิตลดลง และความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น
แนวทางแก้ไขปัญหา
การแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมจำเป็นต้องดำเนินการในหลายด้านพร้อมกัน
ภาคการเกษตร
- ควบคุมการขยายพื้นที่ปลูก
- สนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย น้ำ และการจัดการสวน
- ปรับปรุงพันธุ์และเพิ่มคุณภาพผลผลิต
ภาคการผลิตและอุตสาหกรรม
- ปราบปรามสินค้าเลียนแบบหรือการปลอมแปลงสินค้า
- ตรวจสอบและปราบปรามธุรกิจที่ใช้ “นอมินี”
- ยกระดับมาตรฐานสินค้า
- สนับสนุนการแปรรูปควรให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากมะพร้าวให้ครบทุกส่วน ไม่เฉพาะแต่น้ำมะพร้าว เช่น เนื้อมะพร้าว เปลือก และกะลาและอาจต่อยอดไปสู่การทำคาร์บอนเครดิตในอนาคต
ภาคการตลาด
- รักษาตลาดส่งออกเดิม
- ขยายตลาดใหม่
- หาตลาดรองรับผลผลิต มะพร้าวเกรดรอง ที่ไม่ได้ขนาดหรือน้ำหนักตามมาตรฐานส่งออก
- กระตุ้นการบริโภคในประเทศ
พาณิชย์ คิดตั้ง "ล้งกลาง" หนุนอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีแนวคิดในการจัดตั้ง “ล้งกลาง” โดยอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทยและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนากลไกการรับซื้อที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดยให้ชุมชนและภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วม ขณะที่ภาครัฐจะสนับสนุนด้านการกำกับดูแลมาตรฐานคุณภาพสินค้า ตลอดจนสร้างกลไกราคาให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรมต่อเกษตรกร
วิกฤติมะพร้าวน้ำหอมไทยเป็นผลจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณภาพผลผลิตที่ลดลง โครงสร้างตลาดที่เกษตรกรเสียเปรียบ ไปจนถึงการแข่งขันในตลาดโลกและการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงไม่กี่ประเทศ
ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงต้องใช้เวลาและต้องดำเนินการอย่างบูรณาการทั้งระบบ ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยในระยะยาว


