posttoday

พาณิชย์สรุป “มะพร้าวน้ำหอมไทย” 4 ปมใหญ่ วิกฤตที่สะสมมานาน

22 มีนาคม 2569

กระทรวงพาณิชย์ สรุปสถานการณ์ “มะพร้าวน้ำหอมไทย” วิกฤติที่สะสมมานาน เร่งแก้ 4 ปมใหญ่ ทางออกที่ต้องร่วมกันแก้ทั้งระบบ

กระทรวงพาณิชย์ รายงานสรุปสถานการณ์เกี่ยวกับวิกฤตมะพร้าวน้ำหอมไทย หลังจากเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา ระบุว่า วิกฤตมะพร้าวน้ำหอมไทยในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน และมีความซับซ้อนหลายมิติ ทั้งด้านการผลิต โครงสร้างตลาด ห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการแข่งขันในตลาดโลก ดังนั้น 

 

การแก้ไขปัญหาจึงไม่สามารถใช้มาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียวได้ แต่จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ผู้รวบรวม โรงงานแปรรูป ผู้ส่งออก และภาครัฐ

 

เช่นเดียวกับปัญหาสินค้าเกษตรหลายชนิด ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ภาวะเศรษฐกิจโลก และ ภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ล้วนมีผลต่อราคาและการค้าระหว่างประเทศ 

 

อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์โครงสร้างของปัญหาในห่วงโซ่มะพร้าวน้ำหอมไทย จะพบว่ามี 4 มิติสำคัญ ที่ต้องเร่งบริหารจัดการ ได้แก่

  1. ภาคการผลิต
  2. กระบวนการคัดและรวบรวมเพื่อจำหน่าย
  3. กระบวนการแปรรูป
  4. การตลาดและการส่งออก

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

 

ภาคส่วนการผลิต

 

ปัญหาคุณภาพผลผลิตและผลผลิตล้นตลาด ภาคการผลิตถือเป็นต้นน้ำของปัญหาในห่วงโซ่มะพร้าวน้ำหอม โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกและผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ข้อมูลการผลิตพบว่า 

  • ปี 2566 มีพื้นที่ยืนต้นประมาณ 265,269 ไร่ ผลผลิต  648,821 ตัน
  • ปี 2567 มีพื้นที่ยืนต้นประมาณ 302,692 ไร่ ผลผลิต 585,906 ตัน  (ปี 2567 มีภาวะแล้งรุนแรง)
  • ปี 2568 พื้นที่ยืนต้นประมาณ 305,706 ไร่ ผลผลิต 877,681 ตัน

 

โดยพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดสำคัญ ได้แก่ 1.ราชบุรี 2.สมุทรสาคร 3.นครปฐม 4.สมุทรสงคราม และ 5.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของผลผลิตอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเกิดจากการขยายพื้นที่ปลูกในช่วงก่อนหน้า แต่ในขณะเดียวกันคุณภาพผลผลิตกลับลดลง เนื่องจากปัญหาที่สะสมในระบบการผลิต เช่น การจัดการน้ำ การใช้ปุ๋ยและสารอาหารพืช การดูแลโรคและแมลง และคุณภาพพันธุ์

 

โดยเฉพาะในปี 2567 ที่เกิดภาวะแล้งรุนแรง ทำให้ต้นมะพร้าวขาดการบำรุง ส่งผลให้ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในปี 2568 มีจำนวนมากที่ไม่ได้คุณภาพ โดยมีข้อมูลว่ามะพร้าว ตกเกรดมากกว่า 70% เมื่อผลผลิตจำนวนมากมีคุณภาพไม่ถึงมาตรฐานส่งออก จึงถูกส่งเข้าสู่ตลาดแปรรูปหรือขายในราคาที่ต่ำ ส่งผลให้ ราคาหน้าสวนลดลงอย่างมาก

 

กระบวนการคัดและรวบรวม

 

โครงสร้างตลาดที่เกษตรกรเสียเปรียบ หลังจากเก็บเกี่ยว มะพร้าวน้ำหอมจะเข้าสู่กระบวนการรวบรวมผ่าน ล้ง พ่อค้าคนกลาง หรือโรงงานคัดและตัดแต่ง ก่อนเข้าสู่ตลาด

 

โครงสร้างตลาดในขั้นตอนนี้มีลักษณะสำคัญคือ

  • เกษตรกรเป็นผู้ขายรายย่อยจำนวนมาก
  • ผู้รวบรวมและผู้ส่งออกมีจำนวนน้อยกว่า
  • ราคามักถูกกำหนดจากปลายทางของตลาด

 

ในช่วงที่ผลผลิตออกมาก ผู้รวบรวมสามารถกดราคารับซื้อได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีการกำหนดราคาจากตลาดปลายทาง เช่น ตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักของมะพร้าวไทย

 

นอกจากนี้ยังพบประเด็นที่สร้างแรงกดดันต่อราคา ทำให้เกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาผลผลิตของตนเองได้มากนัก ได้แก่

  • กลุ่มทุนต่างชาติบางส่วนเข้ามาลงทุนในล้งหรือพื้นที่ปลูก
  • มีการกำหนดราคารับซื้อจากปลายทาง
  • การแข่งขันของผู้ส่งออกสูง

 

กระบวนการแปรรูป

 

มะพร้าวตกเกรดจำนวนมากเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม จากโครงสร้างตลาด มะพร้าวน้ำหอมจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก

  1. มะพร้าวเกรดส่งออก (ประมาณ 30%) ราคาหน้าสวนประมาณ 4–5 บาท/ลูก น้ำหนักเฉลี่ยมากกว่า 1 กิโลกรัม
  2. มะพร้าวตกเกรด (ประมาณ 70%) ราคาหน้าสวนประมาณ 2 บาท/ลูก ถูกส่งเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูป เช่น น้ำมะพร้าว อาหารและขนม เป็นต้น

 

เมื่อสัดส่วนมะพร้าวตกเกรดมีจำนวนมาก โรงงานแปรรูปจะมีวัตถุดิบจำนวนมากและเกิด ภาวะ Over Supply ทำให้ราคาวัตถุดิบลดลง และส่งผลย้อนกลับไปยังกระบวนการรับซื้อจากเกษตรกร

 

นอกจากนี้ ภาคการแปรรูปยังเผชิญปัญหาด้านมาตรฐานสินค้าและการแข่งขันด้านต้นทุน โดยมีรายงานว่ามีผู้ประกอบการบางส่วนผลิตสินค้าที่มีการ ปลอมปนหรือแต่งสีแต่งกลิ่นเพื่อเลียนแบบน้ำมะพร้าวแท้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้มาก เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมะพร้าวจริง

 

การตลาดและการส่งออก ความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว

 

โครงสร้างตลาดของมะพร้าวน้ำหอมไทยมีลักษณะสำคัญคือ พึ่งพาการส่งออกสูง บริโภคในประเทศประมาณ 30% ส่งออกประมาณ 70% โดยในปี 2568 ไทยส่งออกมะพร้าวอ่อน 282,467 ตัน มูลค่า 197.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,456 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม มูลค่าการส่งออกลดลง 9.2% จากปีก่อนหน้า

 

ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ 1.จีน (สัดส่วนกว่า 81%) 2.สหรัฐอเมริกา 3.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4.สิงคโปร์ และ 5.ฮ่องกง ตามลำดับ

 

ซึ่งการพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก ทำให้ตลาดมะพร้าวไทยมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยสำคัญที่กระทบตลาดจีน ได้แก่

  • ผู้บริโภคหันไปนิยม น้ำมะพร้าวบรรจุขวด มากขึ้น
  • เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย
  • การแข่งขันด้านราคาจากประเทศคู่แข่ง

 

อินโดนีเซีย-เวียดนาม-จีนแข่งผลิต

 

นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไทยต้องเผชิญการแข่งขันจากประเทศผู้ผลิตรายใหม่ ได้แก่ 

  • อินโดนีเซีย ที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทย มีความร่วมมือกับแบรนด์เครื่องดื่มในจีน และมีการลงทุนปลูกมะพร้าวขนาดใหญ่
  • เวียดนาม มีต้นทุนขนส่งต่ำกว่าเนื่องจากอยู่ติดกับจีน และผลผลิตจำนวนมากและสามารถเสนอราคาที่แข่งขันได้
  • นอกจากนี้ จีนยังมีการพัฒนาแหล่งปลูกมะพร้าวในพื้นที่ของตนเอง เช่น มณฑลไห่หนาน ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการนำเข้าในระยะยาว

 

สำหรับสถานการณ์ราคา

 

ในปี 2568 ราคามะพร้าวเริ่มลดลงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และลดลงมากในช่วง เดือนตุลาคม ซึ่งเป็นฤดูหนาวของจีน ทำให้ความต้องการเครื่องดื่มเย็นลดลง ขณะเดียวกันผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ยิ่งทำให้ตลาดมีภาวะล้น ล่าสุด (12 มีนาคม 2569) ราคาหน้าสวน 4–5 บาท/ลูก ล้งรับซื้อ 6–7 บาท/ลูก

 

ทั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายในช่วง เดือนเมษายน เนื่องจากอากาศที่ร้อนขึ้นผลผลิตลดลง และความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น

 

แนวทางแก้ไขปัญหา

 

การแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมจำเป็นต้องดำเนินการในหลายด้านพร้อมกัน

 

ภาคการเกษตร

  • ควบคุมการขยายพื้นที่ปลูก
  • สนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย น้ำ และการจัดการสวน
  • ปรับปรุงพันธุ์และเพิ่มคุณภาพผลผลิต

 

ภาคการผลิตและอุตสาหกรรม

  • ปราบปรามสินค้าเลียนแบบหรือการปลอมแปลงสินค้า
  • ตรวจสอบและปราบปรามธุรกิจที่ใช้ “นอมินี”
  • ยกระดับมาตรฐานสินค้า
  • สนับสนุนการแปรรูปควรให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากมะพร้าวให้ครบทุกส่วน ไม่เฉพาะแต่น้ำมะพร้าว เช่น เนื้อมะพร้าว เปลือก และกะลาและอาจต่อยอดไปสู่การทำคาร์บอนเครดิตในอนาคต

 

ภาคการตลาด

  • รักษาตลาดส่งออกเดิม
  • ขยายตลาดใหม่
  • หาตลาดรองรับผลผลิต มะพร้าวเกรดรอง ที่ไม่ได้ขนาดหรือน้ำหนักตามมาตรฐานส่งออก
  • กระตุ้นการบริโภคในประเทศ

 

พาณิชย์ คิดตั้ง "ล้งกลาง" หนุนอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีแนวคิดในการจัดตั้ง “ล้งกลาง” โดยอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทยและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนากลไกการรับซื้อที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดยให้ชุมชนและภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วม ขณะที่ภาครัฐจะสนับสนุนด้านการกำกับดูแลมาตรฐานคุณภาพสินค้า ตลอดจนสร้างกลไกราคาให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรมต่อเกษตรกร

 

วิกฤติมะพร้าวน้ำหอมไทยเป็นผลจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณภาพผลผลิตที่ลดลง โครงสร้างตลาดที่เกษตรกรเสียเปรียบ ไปจนถึงการแข่งขันในตลาดโลกและการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงไม่กี่ประเทศ

 

ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงต้องใช้เวลาและต้องดำเนินการอย่างบูรณาการทั้งระบบ ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยในระยะยาว

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด บุรีรัมย์ พบ เมืองทอง ยูไนเต็ด ไทยลีก วันนี้ 22 มี.ค.69