


12+













จากเงินเก็บ 5 หมื่น สู่เจ้าของ “Zuwala Hotel” ปลุกบางแสนไวรัลด้วยสไตล์มินิมอล
จากเงินเก็บ 5 หมื่น สู่เจ้าของโรงแรม เจาะสูตรลับ Zuwala Hotel โรงแรมมินิมอล รักษ์โลก ดึง Gen Z เที่ยวบางแสน ไม่ง้อ OTA ใช้ กลยุทธ์ “Direct Booking 100%” ปั้นรายได้สู่ 60 ล้าน
KEY
POINTS
- เรื่องราวของอดีตพนักงานบริษัทเอกชน ที่ลาออกจากงาน แล้วกำเงินเก็บ 50,000 พร้อมสเตทเม้นยื่นกู้ธนาคาร ซื้อคอนโด-บ้านมารีโนเวทปล่อยเช่า-ขาย
- ต่อยอดความคิดจนกลายเป็นเจ้าของ Zuwala Hotel โรงแรมมินิมอลบางแสน จุดเด่นห้องน้ำใหญ่-กำแพงหนา เห็นวิวทะเล และมี DNA รักษ์โลก
- โตแบบไม่ทุ่มงบโฆษณา ไม่ง้อ OTA ใช้กลยุทธ์จองตรง 100% พร้อมวางเป้าหมายใหญ่อยากมีบูทีควิลล่า 10 สาขาติดเมืองทะเลทั่วตะวันออก
ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายปีก่อน “บางแสน” ในความทรงจำของใครหลายคน อาจเป็นเพียงเมืองชายทะเลธรรมดา ๆ
ภาพที่คุ้นตาคือแถวของ “บังกาโล” ริมหาด บรรยากาศสบาย ๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรให้ซับซ้อน มาเพื่อพักผ่อน…แล้วก็กลับ ยังไม่มีจุดหมายปลายทางที่ทำให้คนอยาก “อยู่ต่อ” มากกว่า “แวะมา” ในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ บางแสนแทบไม่อยู่ในแผนที่การเดินทาง มันเป็นเพียงทางผ่าน ระหว่างกรุงเทพฯ กับพัทยา
นี่คือภาพบางแสนในอดีต ผ่านสายตาของ “วราภรณ์ สุขกำเนิด” และ “ศุภกร ไชยรงศรี” ก่อนที่บางแสนจะบูมในช่วงหลัง จนทั้งสองมองเห็นช่องว่างเกี่ยวกับที่พัก จึงได้ก่อตั้ง Zuwala Hotel หรือโรงแรม ซูวาลา โรงแรมสไตล์มินิมอลขึ้นมา เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
กำเงิน 5 หมื่น รีโนเวทคอนโดปล่อยเช่า
จุดเริ่มต้นการเป็นนักธุรกิจของทั้งสองคนไม่ได้เกิดจากมรดกตกทอด หรือมีเงินถุงเงินถังที่พอนึกอยากจะทำก็ทำทันที วราภรณ์ ไม่ใช่คนพื้นที่ด้วยซ้ำ
เธอเป็นเด็กโคราชที่เดินทางมาร่ำเรียนที่มหาวิทยาลัยบูรพา ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตการทำงานในตำแหน่ง “วิศวกรฝ่ายขาย” ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ในขณะที่ ศุภกร เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Acoustic
ตลอด 10 ปีในสายงานเทคนิคของวราภรณ์ เธอเรียนรู้เรื่องโครงสร้าง ต้นทุน และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สิ่งที่เธอสังเกตเห็นตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตในบางแสนคือ “พลังของการท่องเที่ยว” ที่เริ่มคึกคักขึ้นทุกวัน จากเมื่อก่อนเงียบเหงาราวกับป่าช้า ภาพลักษณ์ไม่ค่อยดี บวกกับได้อ่านหนังสือเล่มนึงเกี่ยวกับ "พ่อรวยสอนลูก" จึงเริ่มมองหาโอกาสในการสร้างรายได้ของตัวเอง
จนกระทั่งคิดว่าตัวเองมั่นคง จึงตัดสินใจยื่นสเตทเม้นกู้เงินก้อนแรกราว 7-8 แสนบาท ซื้อคอนโดเก่า บวกกับเงินเก็บตัวเอง 50,000 บาท ใช้รีโนเวท ตั้งใจจะอยู่เอง และปล่อยเช่า
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กลับเหนือความคาดหมาย ห้องถูกปล่อยเช่าได้ภายใน “วันเดียว” (ซึ่งเคยแชร์ประสบการณ์นี้ลงใน Pantip ด้วย)
ความสำเร็จเล็ก ๆ นั้น กลายเป็นเชื้อไฟสำคัญ ทำให้เธอเริ่มขยับไปรีโนเวทบ้านเก่าเพื่อขาย และขายได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน
“จนเราเริ่มมองเห็นบางอย่างชัดขึ้นว่า อสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่มันคือสินค้าไลฟ์สไตล์ ถ้าปรุงให้ถูกใจคน มันสามารถสร้างมูลค่าได้มหาศาล"
นำบ้านเก่ามารีโนเวท เป็นโฮสเทล
จากการ “ซื้อมาขายไป” เธอเริ่มมองหาความมั่นคงระยะยาว และนั่นคือจุดเริ่มต้นของที่พักแห่งแรกชื่อ "มาลาเลอ บูทิก" (Ma-La-Loe Boutique) โดยนำบ้านเก่า 2 ชั้นแถวแหลมแท่นมาทำเป็นโฮสเทล
“ตลอด 3 ปีที่ทำมาลาเลอ เราได้เก็บ Data อย่างจริงจัง จนพบว่าห้องแบบ Suite ที่มีราคาสูงที่สุด กลับมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 80-90% ทุกเดือน ข้อมูลนี้มันบอกชัดว่า บางแสนยังมีช่องว่างสำหรับโรงแรมบูติกที่เน้นดีไซน์"
แต่เมื่อถึงช่วงโควิดมีคนมาขอซื้อกิจการพอดี จึงตัดสินใจขายเพื่อระดมทุนก้อนใหญ่มาสร้าง Zuwala Hotel
Zuwala Hotel มินิมอล แบบรักษ์โลก
Zuwala Hotel ถูกสร้างขึ้นด้วยงบลงทุนรวมที่ดินกว่า 50 ล้านบาท ออกแบบภายใต้คอนเส็ปต์ Minimal Bohemian ที่เน้นความอบอุ่น โดยนำความโค้งมนของสถาปัตยกรรมยุคเก่า เช่น บ้านจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือโรงแรมยุคก่อนมาประยุกต์ให้ร่วมสมัย
หัวใจสำคัญของที่นี่ ศุภกร และวราภรณ์ บอกว่า ตอบโจทย์ลูกค้าให้ "ตรงจุด" โดยโรงแรมมีทั้งหมด 36 ห้อง จุดขายคือ พวกเขาเห็น Pain Point ของผู้หญิงที่ชอบใช้เวลาในห้องน้ำนานๆ จึงออกแบบห้องน้ำให้กว้าง มีอ่างอาบน้ำ และเห็นวิวสวย เพื่อให้เป็นจุดขายหลัก และด้วยความเชี่ยวชาญด้าน Acoustic ของ ศุภกร ทุกห้องจึงใช้กระจกลามิเนต 2 ชั้นและฉนวนกันเสียงคุณภาพสูง เพื่อให้ลูกค้าพักผ่อนได้โดยไม่มีเสียงรบกวนจากภายนอก
แม้แต่เรื่องสิ่งแวดล้อม ก็ถูกใส่เข้าไปในดีเอ็นเอของโรงแรม เพราะทั้งคู่ชอบเก็บขยะชายหาดเป็นทุนเดิม จึงใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก โดยที่นี่ไม่ใช้ถุงพลาสติกในถังขยะ (เน้นการล้างถัง) มีจุดเติมน้ำดื่มเพื่อลดขวดพลาสติก และแยกขยะอย่างจริงจังเพื่อลด Carbon Footprint และโรงแรมยังมีบริการจักรยานสำหรับผู้เข้าพักด้วย
“ในปีแรกเราเน้นการตลาดแบบ Organic 100% โดยไม่ได้จ้างอินฟลูเอนเซอร์เลย เพราะเชื่อว่าการบอกต่อจากลูกค้าที่ประทับใจจริงนั้นยั่งยืนกว่า แต่โชคดีที่พอเปิดตัวปุ๊ป ก็กลายเป็นไวรัลทันที”
กลยุทธ์ “Direct Booking 100%” ไม่ง้อ OTA
อีกหนึ่งหมากสำคัญที่ทำให้ Zuwala แตกต่างจากโรงแรมทั่วไป คือการ สวนทางกับทั้งอุตสาหกรรม ในวันที่โรงแรมส่วนใหญ่เลือกพึ่งแพลตฟอร์มจองห้องพัก ยอมจ่ายค่าคอมมิชชันให้ OTA สูงถึง 15–20% เพื่อแลกกับยอดจองที่เพิ่มขึ้น แต่พวกเขาทั้งสอง ใช้กลยุทธ์ “Direct Booking 100%” ไม่มีการเปิดขายผ่านแพลตฟอร์มใดเลย ทุกการจองเกิดขึ้นผ่านเว็บไซต์และระบบของตัวเองเท่านั้น
แม้จะดูเสี่ยงในช่วงเริ่มต้น แต่ผลลัพธ์กลับชัดเจนกว่าที่คิด อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 60–70% ตลอดทั้งปี และพุ่งสูงถึง 90–95% ในช่วงไฮซีซัน
“บางแสนแทบไม่มีคำว่าโลว์ซีซัน จริง ๆ แม้ช่วงพีคอย่างมีนาคมถึงพฤษภาคม ยอดเข้าพักจะขึ้นไปแตะ 70–90% แต่ในช่วงเวลาที่ควรเงียบ ยอดจองก็ยังคงอยู่ราว 60% เพราะพฤติกรรมของคนกรุงเทพฯ
ที่นิยมเที่ยวสั้น ๆ เสาร์–อาทิตย์ ทำให้บางแสนกลายเป็นเมืองที่มีคนหมุนเวียนตลอดปีโดยแทบไม่ต้องบริหารซีซันให้วุ่นวาย”
วราภรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังเปิดมา 3 ปี ก็ยังคงเติบโตดี โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials อายุ 20-40 ปี ที่กลายเป็นลูกค้าหลักกว่า 98% ของโรงแรม สังเกตเห็นว่าลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ค่อยแพลน มักจะบุ๊กกิ้งล่วงหน้าเพียง 2 อาทิตย์ – 1 เดือน พักเฉลี่ย 1-2 คืน โดยเน้นกลุ่มคู่รักเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือเพื่อนและครอบครัว
ไม่พึ่ง OTA เพราะบริหารง่าย
วราภรณ์ อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า การไม่พึ่ง OTA ไม่ใช่แค่เรื่องของช่องทางขาย แต่มันคือการออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมด ข้อได้เปรียบแรกคือ “กำไร” เมื่อไม่ต้องให้คนกลาง ทุกยอดจองจึงกลายเป็นรายได้ที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น ข้อที่สองคือการควบคุม การคุยกับลูกค้าโดยตรง ทำให้การเลื่อน ยกเลิก หรือแก้ปัญหา ทำได้ยืดหยุ่นและรวดเร็วกว่า และข้อสุดท้ายคือพลังของการบอกต่อ เพราะอย่างที่บอกคือปีแรก เขาไม่ใช่เงินไปกับโฆษณาเลย แต่ให้ประสบการณ์ลูกค้าเป็นผู้เล่าเรื่องแทน ไม่ว่าจะเป็นรีวิว ภาพถ่ายบนโซเชียล ซึ่งก็เป็นข้อดีที่สร้างชื่อให้โรงแรม
วางเกมการเงิน ให้เหมาะสม
การวางเกมการเงิน ทั้งวราภรณ์ และศุภกร บอกว่า ในช่วงเริ่มต้นก่อสร้างโรงแรมเราไม่ได้กู้เงินผ่าน SME D Bank โดยตรงตั้งแต่แรก แต่ได้กู้ยืมจากธนาคารอื่นก่อน หลังจากสร้างเสร็จจึงได้ทำการ รีไฟแนนซ์ (Refinance) มาที่ SME D Bank ซึ่งได้รับ อัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงและได้วงเงินที่เยอะมาก และปัจจุบันเรากำลังวางแผนที่จะขอสินเชื่อจาก SME D Bank เพิ่มเติม เพื่อนำมาใช้ในโครงการติดตั้งโซล่าเซลล์ (Solar Cells) ภายในโรงแรม เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและตอบโจทย์แนวคิดโรงแรมรักษ์โลก
วราภรณ์ ประเมินว่า Zuwala ลงทุนไป 50 ล้าน คาดจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 5 ปี และวันนี้เส้นชัยนั้นก็ใกล้เข้ามาทุกที เหลือเวลาอีกเพียงประมาณ 2 ปีเท่านั้น ถึงแม้ว่าในปี 2569 นี้ ยอดจองจะชะลอลงเล็กน้อยราว 5–6% จากภาวะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุด ลูกค้ากลับมาบรรยากาศเริ่มมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
อยากมีบูทีควิลล่า 10 สาขา
สำหรับวราภรณ์ และศุภกร พวกเขาบอกว่า Zuwala ไม่ใช่ปลายทาง…แต่มันคือจุดเริ่มต้น
ปัจจุบันกำลังคิดจะซุ่มทำโปรเจกต์ใหม่เป็น “Boutique Villa Chain” ในบางแสน และมีเป้าหมายจะขยายแบรนด์ไปสู่เมืองติดทะเลอื่นๆ ให้ครบ 10 สาขา
"นับเป็นการขยายภาพฝันให้ใหญ่ขึ้น ส่วนโลเคชันวางไว้ตามแนวชายทะเลฝั่งตะวันออก อาจจะเปิดให้ได้ปีละ 1-2 แห่งอาจจะไล่ยาวไปจนถึงหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่สิ่งที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่ จะไปที่ไหน แต่คือ จะไปยังไง เราไม่ได้เลือกเดินตามกระแส แต่พยายามมองหาว่าตลาดยังขาดอะไร แล้วค่อยเข้าไปเติมตรงนั้น”
ในขณะที่หลายคนมองตลาดโรงแรมราคาประหยัด ว่าเป็นสนามแข่งขันที่ดุเดือด วราภรณ์กลับมองเห็นโอกาส เธอเชื่อว่า “โรงแรมบัดเจท” ยังไปต่อได้ ถ้าถูกยกระดับให้เป็น “บูทีค”
"ห้องอาจไม่ต้องใหญ่ วิวอาจไม่ต้องดีที่สุด แต่ถ้าดีไซน์โดนใจ ลูกค้าก็พร้อมจ่าย โดยเฉพาะในช่วงราคาที่เข้าถึงได้ ไม่เกิน 2,000 บาทต่อคืน"
ซึ่งแผนที่คิดในระยะอันใกล้นี้ ไม่ได้เร่งที่จะโตแบบก้าวกระโดดนัก เธอไม่ได้เร่งขยายแบบก้าวกระโดด แต่เลือก “อัปเกรดสิ่งที่มีอยู่” ให้แข็งแรงก่อน ทั้งการปรับปรุงอาคาร ทาสีใหม่ถ้าธุรกิจมันคืนทุนแล้ว เราอาจจะเปลี่ยนลุคใหม่บ้าง และยกระดับประสบการณ์เล็ก ๆ อย่างอาหารเช้า ให้กลายเป็นความประทับใจที่ลูกค้าจดจำ เช่น ให้ลูกค้าทำก๋วยเตี๋ยวเอง ได้
“เพราะในมุมของพวกเรา ธุรกิจที่พักไม่ใช่แค่การขาย ‘ห้อง’ แต่มันคือการขาย “ความรู้สึก” เราพยายามชูจุดนี้ เพื่อค่อย ๆ พาแบรนด์เล็ก ๆ เติบโตไปสู่เครือวิลล่าที่ขายความฝันระดับลักชัวรีในวันข้างหน้า”
วันนึงอาจลงสนามใหญ่ “พัทยา” ที่มีโรงแรมนับร้อย
ไม่เพียงเท่านั้น วราภรณ์ยังมองเกมล่วงหน้าไปไกลกว่าบางแสน หากวันหนึ่งต้องขยับเข้าสู่สนามใหญ่อย่าง “พัทยา” เมืองที่เต็มไปด้วยโรงแรมนับร้อย และการแข่งขันที่ดุเดือดแทบทุกระดับ เธอไม่ได้คิดจะ “ลงไปชนตรง ๆ”แต่เลือกจะ “เดินคนละเกม”
“พัทยามีโรงแรมเยอะมาก ถ้าเราเข้าไป เราจะไม่ทำโรงแรมแบบเดิม”
เธอเล่าถึงแผนในอนาคตอย่างชัดเจน แทนที่จะลงแข่งในตลาดเดียวกับทุนใหญ่ เลือกจะสร้าง “บ้านบูทีค” เพื่อจับกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ ที่มองหาประสบการณ์เฉพาะตัวมากกว่าความแมส มันคือการ “เลี่ยงการปะทะ” แล้วเปลี่ยนสนามแข่งขันให้กลายเป็นพื้นที่ของตัวเอง เพราะในมุมของเธอ การชนะในธุรกิจ…ไม่จำเป็นต้องแข่งในเกมเดียวกับคนอื่นเสมอไป



12+















