posttoday
เปิดตัวเลขสุดสยอง ทำไมโลกเริ่มรังเกียจ Data Center “โรงงานดูดน้ำ-กินไฟ” ยุค AI

เปิดตัวเลขสุดสยอง ทำไมโลกเริ่มรังเกียจ Data Center “โรงงานดูดน้ำ-กินไฟ” ยุค AI

14 พฤษภาคม 2569

ในสายตาของรัฐบาลหลายประเทศ “Data Center” คือสัญลักษณ์ของอนาคตดิจิทัล แต่ในสายตาของคนท้องถิ่นจำนวนมาก มันกำลังกลายเป็น “โรงงานดูดน้ำ-กินไฟ” ที่แทบไม่สร้างงานให้ชุมชน

KEY

POINTS

  • Data Center สำหรับ AI ใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมหาศาลจนน่ากังวล โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 จะใช้ไฟฟ้ามากกว่าประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศ และยังใช้น้ำปริมาณมากเพื่อระบายความร้อน ซึ่งสร้างผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรของโลก
  • แม้จะใช้ทรัพยากรสูงและมีมูลค่าการลงทุนมหาศาล แต่ Data Center สมัยใหม่กลับสร้างการจ้างงานในพื้นที่น้อยมาก ทำให้ชุมชนท้องถิ่นเริ่มต่อต้านเพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับประโยชน์ที่คุ้มค่ากับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ต้องแบกรับ
  • เกิดความกังวลเรื่อง "Greenwashing" หรือการสร้างภาพลักษณ์สีเขียวที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หลังจากพบกรณีที่บริษัทเทคโนโลยีประเมินการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งสวนทางกับข้อมูลที่ชี้ว่าการเติบโตของ AI กำลังทำให้การปล่อยมลพิษเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

โลกกำลังเริ่ม “ไม่ต้อนรับ” Data Center เมื่อ AI โตขึ้น แต่ทรัพยากรโลกกลับลดลง

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา “Data Center” หรือศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของเศรษฐกิจยุคใหม่ ภาพของการเข้าสู่ยุคดิจิทัล ประเทศไหนดึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาตั้งศูนย์ข้อมูลได้ ก็เหมือนกำลังได้เป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค ทั้ง Cloud, AI, ระบบการเงินออนไลน์ หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ล้วนทำงานอยู่บนอาคารขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยเซิร์ฟเวอร์นับแสนเครื่องตลอด 24 ชั่วโมง

 

แต่ขณะที่หลายประเทศ รวมทั้งไทยกำลังแข่งขันดึงดูดการลงทุน Data Center ด้วยงบหลายแสนล้านบาท หลายพื้นที่ในยุโรปและสหรัฐฯ กลับเริ่มเกิดกระแส “ต่อต้าน” อย่างจริงจัง เพราะผู้คนเริ่มตั้งคำถามว่า เบื้องหลังความสะดวกสบายของโลก AI นั้น แท้จริงแล้วกำลังแลกมาด้วยต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมมหาศาลหรือไม่?

 

เบื้องหลัง AI คือ “โรงงานกินไฟ” ขนาดยักษ์

เมื่อพูดถึง AI คนส่วนใหญ่มักนึกถึงแชตบอตอย่าง ChatGPT หรือโปรแกรมสร้างภาพอัจฉริยะ แต่สิ่งที่คนไม่ค่อยเห็นคือ ทุกคำถาม ทุกภาพ ทุกวิดีโอที่ AI ประมวลผล ต้องอาศัยพลังคำนวณมหาศาลจาก Data Center ที่ทำงานตลอดเวลา

 

ศูนย์ข้อมูลยุคใหม่ โดยเฉพาะประเภท “Hyperscale Data Center” ของบริษัทอย่าง Google, Microsoft, Amazon หรือ Meta ไม่ต่างจากโรงงานอุตสาหกรรมพลังงานสูง อาคารคล้ายโกดังเหล่านี้อัดแน่นด้วย GPU และเซิร์ฟเวอร์จำนวนมหาศาล ซึ่งปล่อยความร้อนออกมาตลอด 24 ชั่วโมง และจำเป็นต้องใช้ระบบทำความเย็นขนาดใหญ่เพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์เสียหาย

 

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่า ภายในปี 2030 ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกจะใช้ไฟฟ้ารวมกันประมาณ 945 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปี มากกว่าการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันเสียอีก

 

การเติบโตของ AI กำลังทำให้ความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกพุ่งขึ้นในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และในบางประเทศ Data Center เริ่มกลายเป็น “ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ที่สุด” ของระบบเศรษฐกิจ

 

ในสหรัฐอเมริกา รายงานด้านพลังงานระบุว่า ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า การเติบโตของ Data Center อาจคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั้งประเทศ ขณะที่หลายรัฐเริ่มกังวลว่าโครงข่ายไฟฟ้าเดิมอาจไม่เพียงพอ จนต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับ AI โดยเฉพาะ

 

เปิดตัวเลขสุดสยอง ทำไมโลกเริ่มรังเกียจ Data Center “โรงงานดูดน้ำ-กินไฟ” ยุค AI

 

ไม่ได้ใช้แค่ไฟ แต่ “ใช้น้ำ” มหาศาลด้วย

อีกเรื่องที่กำลังกลายเป็นประเด็นใหญ่คือ “การใช้น้ำ” ของ Data Center เพราะเซิร์ฟเวอร์ AI สร้างความร้อนสูงมาก การระบายความร้อนจึงต้องใช้น้ำจำนวนมหาศาลในระบบ Cooling

 

ในหลายพื้นที่ที่เผชิญปัญหาภัยแล้งหรือขาดแคลนน้ำ ชาวบ้านเริ่มตั้งคำถามว่า เหตุใดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจึงได้รับสิทธิในการใช้น้ำปริมาณมาก ขณะที่ภาคเกษตรหรือประชาชนในพื้นที่กลับต้องเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร

 

ที่สเปน กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชื่อ “Tu Nube Seca Mi Río” ซึ่งแปลได้ประมาณว่า “คลาวด์ของคุณกำลังทำให้แม่น้ำของฉันแห้ง” ได้ออกมาต่อต้านโครงการ Data Center หลายแห่ง โดยชี้ว่า ศูนย์ข้อมูลจำนวนมากถูกสร้างในพื้นที่ชนบทที่ยากจน มีอัตราว่างงานสูง และมีปัญหาขาดแคลนน้ำอยู่ก่อนแล้ว

 

สิ่งที่ทำให้ชุมชนไม่พอใจยิ่งกว่า คือหลายโครงการเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ ชาวบ้านและแม้แต่นายกเทศมนตรีในท้องถิ่นบางแห่ง เพิ่งทราบข่าวจากสื่อหลังจากที่ข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกับบริษัทเทคโนโลยีถูกอนุมัติไปแล้ว

 

สร้างงานต่ำ แต่ใช้ทรัพยากรสูง

แม้รัฐบาลหลายประเทศมักใช้เหตุผลเรื่อง “การจ้างงาน” เพื่อสนับสนุนโครงการ Data Center แต่ในความเป็นจริง ศูนย์ข้อมูลสมัยใหม่ใช้แรงงานน้อยมากเมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ใช้

 

หลังการก่อสร้างเสร็จ Data Center จำนวนมากใช้พนักงานประจำเพียงหลักสิบถึงหลักร้อยคน เพราะระบบส่วนใหญ่ถูกควบคุมด้วยซอฟต์แวร์อัตโนมัติ มีการศึกษาหลายกรณีในยุโรปพบว่า คำสัญญาเรื่องการสร้างงานหลายพันตำแหน่งเกิดขึ้นจริงเพียงประมาณหนึ่งในสี่เท่านั้น

 

นั่นทำให้ชาวบ้านจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า พื้นที่ของพวกเขากำลังถูกเปลี่ยนให้เป็น “แหล่งผลิตพลังงานสำหรับ AI” โดยที่ชุมชนแทบไม่ได้ประโยชน์โดยตรงกลับมาเลย

 

กรณี Google ในอังกฤษ จุดชนวนคำถามเรื่อง “Greenwashing”

ประเด็นที่ทำให้ความกังวลเรื่อง Data Center รุนแรงขึ้น คือกรณีอื้อฉาวในสหราชอาณาจักรเกี่ยวกับโครงการศูนย์ข้อมูล AI ของ Google

 

องค์กรด้านความยุติธรรมทางเทคโนโลยีชื่อ Foxglove เปิดเผยว่า เอกสารด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ Data Center ขนาดใหญ่ 2 แห่งในเขตเอสเซกซ์ มีการประเมินการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก

 

สาเหตุสำคัญเกิดจากการนำ “ปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยใน 1 ปี” ไปเปรียบเทียบกับ “งบประมาณคาร์บอนระดับประเทศในช่วง 5 ปี” ส่งผลให้ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมดูต่ำกว่าความจริงถึงประมาณ 5 เท่า

 

ตัวเลขที่โครงการอ้างว่าปล่อยคาร์บอนเพียง 0.033% ของงบประมาณประเทศ แท้จริงอาจสูงถึง 0.165% ขณะที่อีกโครงการหนึ่งซึ่งอ้างตัวเลข 0.043% อาจมีค่าจริงสูงถึง 0.215% เมื่อรวมทั้งสามโครงการเข้าด้วยกัน นักวิเคราะห์ประเมินว่า ภายในปี 2033 ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้อาจใช้ “งบคาร์บอน” ของสหราชอาณาจักรมากกว่า 1% ซึ่งเทียบเท่าการปล่อยมลพิษของเมืองขนาดกลางทั้งเมืองอย่าง Bristol

 

กรณีนี้กลายเป็นตัวอย่างสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า บริษัทเทคโนโลยีกำลังสร้างภาพลักษณ์ “AI สีเขียว” มากกว่าความเป็นจริงหรือไม่

 

เปิดตัวเลขสุดสยอง ทำไมโลกเริ่มรังเกียจ Data Center “โรงงานดูดน้ำ-กินไฟ” ยุค AI

 

หลายประเทศเริ่มชะลอหรือจำกัด Data Center

ความกังวลเรื่องพลังงาน น้ำ และการปล่อยคาร์บอน ทำให้หลายประเทศเริ่มเปลี่ยนท่าทีต่อ Data Center

 

ไอร์แลนด์ ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลาง Data Center สำคัญของยุโรป เริ่มจำกัดการเชื่อมต่อไฟฟ้าให้โครงการใหม่ในบางพื้นที่ เพราะกังวลว่าโครงข่ายไฟฟ้าจะไม่เพียงพอ ขณะที่เนเธอร์แลนด์เคยระงับโครงการขนาดใหญ่ของ Meta หลังเกิดแรงต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่

 

ในหลายเมืองของยุโรป ชุมชนเริ่มเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้น เช่น

  • บังคับใช้พลังงานหมุนเวียน 100%
  • จำกัดปริมาณการใช้น้ำ
  • เปิดเผยตัวเลขการใช้พลังงานต่อสาธารณะ
  • นำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์
  • ให้ชุมชนมีสิทธิร่วมตัดสินใจก่อนอนุมัติโครงการ

เพราะผู้คนเริ่มมองว่า Data Center ไม่ใช่เพียง “ธุรกิจเทคโนโลยี” อีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง

 

โลกไม่ได้ต่อต้าน AI แต่กำลังถามว่า “AI แบบไหนถึงยั่งยืน”

แม้จะเกิดกระแสต่อต้านในหลายประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้คนกำลังปฏิเสธเทคโนโลยี AI โดยสิ้นเชิง สิ่งที่กำลังถูกตั้งคำถามจริงๆ คือ รูปแบบการเติบโตของ AI ที่ใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาลโดยไม่มีขีดจำกัด

 

หลายฝ่ายเริ่มเสนอว่า AI ในอนาคตอาจไม่จำเป็นต้องพึ่ง Data Center ขนาดมหึมาเสมอไป แต่ควรออกแบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้พลังงานน้อยลง และกระจายศูนย์มากขึ้น

 

ตัวอย่างที่ถูกพูดถึงบ่อยคือเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ที่นำ “ความร้อนทิ้ง” จาก Data Center กลับมาใช้ในระบบทำความร้อนของเมือง ขณะที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตชุมชนอย่าง Guifi.net ในสเปน แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสามารถถูกบริหารร่วมกับชุมชนได้เช่นกัน

 

เปิดตัวเลขที่ทำให้หลายประเทศเริ่ม “กลัว” Data Center

 

สิ่งที่ทำให้กระแสต่อต้าน Data Center รุนแรงขึ้นในหลายประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึกหรืออุดมการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเพราะ “ตัวเลขจริง” ของการใช้ไฟฟ้า น้ำ และการปล่อยคาร์บอน เริ่มใหญ่ระดับที่กระทบทั้งระบบเศรษฐกิจและทรัพยากรของประเทศ

 

ปี 2030 Data Center จะใช้ไฟมากกว่าญี่ปุ่นทั้งประเทศ

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 ความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ “945 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh)” ต่อปี

ตัวเลขนี้มากกว่าการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ราว 850–900 TWh ต่อปี

พูดง่ายๆ คือ ภายในเวลาไม่กี่ปี “อุตสาหกรรม AI” จะใช้ไฟฟ้าระดับเดียวกับประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งประเทศ

และที่สำคัญ การเติบโตส่วนใหญ่มาจาก AI โดยเฉพาะ Generative AI ซึ่งใช้พลังงานมากกว่าการค้นหาหรือประมวลผลแบบเดิมหลายเท่า

 

คำถาม AI หนึ่งครั้ง ใช้พลังงานมากกว่าการค้นหา Google หลายเท่า

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และสถาบันด้านพลังงานหลายแห่งประเมินว่า การค้นหาบน Google แบบปกติ ใช้ไฟประมาณ 0.3 วัตต์ชั่วโมงต่อครั้ง แต่การใช้ AI อย่าง ChatGPT อาจใช้พลังงานสูงกว่าประมาณ 10 เท่า สาเหตุเพราะ AI ต้องประมวลผลผ่าน GPU จำนวนมหาศาล ไม่ใช่แค่ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลเหมือน Search Engine แบบเก่า

เมื่อคนทั่วโลกใช้งาน AI หลายร้อยล้านครั้งต่อวัน พลังงานที่ต้องใช้จึงพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล

 

Data Center แห่งเดียว ใช้ไฟเท่าเมืองทั้งเมือง

Hyperscale Data Center รุ่นใหม่หลายแห่ง ใช้ไฟระดับ 100–500 เมกะวัตต์ตลอดเวลา

เพื่อให้เห็นภาพ

  • เมืองขนาดเล็กทั้งเมือง อาจใช้ไฟเพียง 50–100 เมกะวัตต์
  • แต่ Data Center AI เพียงแห่งเดียว สามารถใช้ไฟมากกว่าเมืองทั้งเมืองได้

 

บางโครงการในสหรัฐฯ ถูกออกแบบให้ใช้ไฟระดับ “1 กิกะวัตต์” ซึ่งเทียบเท่ากำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้งโรง

ปัจจุบันบริษัทเทคยักษ์ใหญ่หลายแห่งเริ่มเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าระยะยาวโดยตรงจากผู้ผลิตพลังงาน เพราะระบบไฟฟ้าทั่วไปเริ่มไม่เพียงพอรองรับความต้องการ AI

 

AI กำลังทำให้การใช้น้ำพุ่งขึ้นแบบเงียบๆ

หนึ่งในตัวเลขที่ถูกพูดถึงน้อยที่สุด คือ “การใช้น้ำ”

งานวิจัยจาก University of California พบว่า การใช้งาน ChatGPT เพื่อสร้างอีเมลสั้นๆ ประมาณ 100 คำ อาจใช้น้ำทางอ้อมประมาณ 500 มิลลิลิตร หรือประมาณน้ำ 1 ขวดเล็ก

ฟังดูเหมือนไม่มาก
แต่เมื่อคูณกับผู้ใช้งานหลายร้อยล้านคนต่อวัน ปริมาณน้ำที่ใช้เพื่อระบายความร้อน Data Center จะเพิ่มขึ้นมหาศาล

Microsoft เปิดเผยว่า ในปี 2022 บริษัทใช้น้ำรวมกว่า 6.4 พันล้านลิตร เพิ่มขึ้นกว่า 34% จากปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากการขยายระบบ AI

Google ก็รายงานว่าการใช้น้ำของบริษัทเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ภายในปีเดียว โดย Data Center เป็นสาเหตุหลัก

ในบางรัฐของสหรัฐฯ Data Center ขนาดใหญ่สามารถใช้น้ำได้วันละหลายล้านลิตร เทียบเท่าการใช้น้ำของประชาชนหลายหมื่นครัวเรือน

 

การปล่อยคาร์บอนของ AI อาจพุ่งเร็วกว่าที่โลกคาด

แม้บริษัทเทคโนโลยีจะประกาศเป้าหมาย Net Zero หรือ Carbon Neutral แต่ในความเป็นจริง AI กำลังทำให้การปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นเร็วมาก

รายงานความยั่งยืนของ Google ระบุว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่า 48% เมื่อเทียบกับปี 2019 โดยสาเหตุหลักมาจากการขยาย Data Center และ AI Infrastructure

Microsoft ก็ยอมรับว่า การปล่อยคาร์บอนของบริษัทเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ตั้งแต่ปี 2020 เพราะการสร้างศูนย์ข้อมูลรองรับ AI

สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า
บริษัทเทคโนโลยีกำลัง “ไล่ล่า AI” เร็วกว่าความสามารถในการลดคาร์บอนของตัวเองหรือไม่

 

สร้างมูลค่ามหาศาล แต่สร้างงานน้อยจนน่าตกใจ

อีกตัวเลขที่ทำให้หลายชุมชนเริ่มไม่พอใจ คืออัตราการจ้างงาน

แม้โครงการ Data Center จะมีมูลค่าหลายหมื่นล้านถึงแสนล้านบาท แต่หลังสร้างเสร็จกลับใช้พนักงานจริงเพียงหลักสิบหรือหลักร้อยคน

 

รายงานในยุโรปหลายชิ้นพบว่า คำสัญญาเรื่อง “งานหลายพันตำแหน่ง” ที่ใช้ในการขออนุมัติโครงการ เกิดขึ้นจริงเพียงประมาณ 25%

 

โลกเริ่มมอง Data Center เป็น “โรงงานอุตสาหกรรม” ไม่ใช่แค่ธุรกิจเทค

นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อ Data Center จากเดิมที่เคยมองว่าเป็น “เศรษฐกิจดิจิทัลสะอาด” ตอนนี้หลายฝ่ายเริ่มมองว่า มันคืออุตสาหกรรมพลังงานสูงรูปแบบใหม่ เพียงแต่โรงงานยุคนี้ไม่ได้ผลิตเหล็กหรือรถยนต์ แต่กำลังผลิต “ข้อมูล” และ “AI”

และคำถามสำคัญที่สุดในตอนนี้คือโลกพร้อมหรือยัง ที่จะแลกทรัพยากรระดับมหาศาล เพื่อให้ AI เติบโตต่อไปแบบไม่จำกัด?

ข่าวล่าสุด

"นิพนธ์" นำทีมบุกขยายตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงต่างประเทศ! หลังไทยก้าวเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก

"นิพนธ์" นำทีมบุกขยายตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงต่างประเทศ! หลังไทยก้าวเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก