
CPF ไตรมาส 1/69 กำไรวูบ 43% เซ่นหมูราคาตก จีน-ไทยกดดันหนัก ท่ามกลางต้นทุนพลังงานพุ่ง
ยักษ์ใหญ่เกษตรอุตสาหกรรมไทย "CPF" กำไรไตรมาส 1/2569 ทำได้ 4,875 ล้านบาท ลดลง 43% จากปีก่อน เหตุราคาสุกรหลายประเทศดิ่งแรง โดยเฉพาะไทยและจีน จากภาวะเนื้อหมูล้นตลาด กำลังซื้อผู้บริโภคอ่อนตัว ขณะที่ต้นทุนพลังงาน-ขนส่งยังพุ่งต่อเนื่อง ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและโรคระบาดใหม่ที่ต้องจับตา
KEY
POINTS
- ยักษ์ใหญ่เกษตรอุตสาหกรรมไทย "CPF" กำไรไตรมาส 1/2569 ทำได้ 4,875 ล้านบาท ลดลง 43% จากปีก่อน
- เหตุราคาสุกรหลายประเทศดิ่งแรง โดยเฉพาะไทยและจีน จากภาวะเนื้อหมูล้นตลาด กำลังซื้อผู้บริโภคอ่อนตัว
- ขณะที่ต้นทุนพลังงาน-ขนส่งยังพุ่งต่อเนื่อง ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและโรคระบาดใหม่ที่ต้องจับตา
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จํากัด (มหาชน) หรือ CPF ดําเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกําไรสุทธิในส่วนของบริษัทมีจํานวน 4,875 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 43 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยมีสาเหตุหลักดังต่อไปนี้
1. รายได้จากการขายจํานวน 136,697 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งหากไม่นับรวมผลกระทบจากการแปลงค่างบการเงินที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของสกุลเงินบาท รายได้จากการขายจะลดลงร้อยละ 1.6 โดยมีเหตุผลสําคัญจากระดับราคาขายเฉลี่ยของสุกรในหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศไทย อยู่ในระดับที่ตํ่ากว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน
2. กําไรขั้นต้นลดลงจากปีที่ผ่านมาจํานวน 5,156 ล้านบาท โดยอัตรากําไรขั้นต้นปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากระดับราคาสุกรในหลายประเทศที่ตํ่ากว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากเกิดภาวะเนื้อสุกรล้นตลาดในหลายประเทศ กําลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนตัวลง ส่งผลให้ระดับราคาสุกรปรับตัวลดลงและกดดันอัตรากําไรขั้นต้น
3. ส่วนแบ่งกําไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าจํานวน 1,367 ล้านบาท ลดลง 2,076 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากผลขาดทุนของบริษัทร่วมในประเทศจีนที่ดําเนินธุรกิจอาหารสัตว์และเลี้ยงสัตว์ประเภทสุกร ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะราคาสุกรตกตํ่าเนื่องจากอุปทานส่วนเกินภายในประเทศ
ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการดําเนินงานหรือการเติบโตในอนาคต
เศรษฐกิจโลกปี 2569 ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนการดําเนินงาน โดยเฉพาะการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานที่กระทบต่อต้นทุนการขนส่งโดยตรง
รวมถึงความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบสําคัญที่ต้องนําเข้าจากต่างประเทศ อาทิ วัตถุดิบสําหรับบรรจุภัณฑ์และเคมีภัณฑ์เกษตร ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อต้นทุนการผลิตในภาพรวม บริษัทจึงมุ่งเน้นการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างใกล้ชิดเพื่อรองรับความผันผวนดังกล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสําคัญกับการเฝ้าระวังความเสี่ยงจากโรคระบาดอุบัติใหม่ อาทิ ไวรัสฮันตา (Hantavirus) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุกและรักษามาตรฐานสุขอนามัยที่เข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและรับประกันความต่อเนื่องของการดําเนินธุรกิจ.







