
Data Center ไม่ใช่แค่เรื่องดิจิทัล เมื่อ "พลังงาน" ชี้ขาดการแข่งขันอาเซียน
AI กำลังเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรม Data Center และทำให้ "พลังงาน" กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดการแข่งขันของอาเซียน เมื่อไฟฟ้าคือหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่!
KEY
POINTS
- การเติบโตของเทคโนโลยี AI ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลให้ "พลังงาน" กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด
- การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุน Data Center ในภูมิภาคอาเซียนไม่ได้วัดกันที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอีกต่อไป แต่ตัดสินกันที่ความสามารถในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคง มีราคาแข่งขันได้ และเป็นพลังงานสะอาด
- นโยบายและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ เช่น การพัฒนาสายส่งไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และกลไกการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (PPA) ได้กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจดิจิทัล
กระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่หลายประเทศกำลังค้นพบคือ การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนไม่ได้วัดกันเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่อไป หากแต่ "พลังงานไฟฟ้า" กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในยุค AI
ประเด็นดังกล่าวเป็นหัวใจของการประชุม Data Center & Power Southeast Asia Summit 2026 (DCPSEA 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–9 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรม Grande Centre Point Terminal 21 กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยี ผู้พัฒนา Data Center ผู้ผลิตไฟฟ้า นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากทั่วภูมิภาคเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลและระบบไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ตลอดการประชุมมีสารสำคัญตรงกันว่า การเติบโตของ AI กำลังทำให้ "ไฟฟ้า" กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจดิจิทัล
และประเทศที่สามารถจัดหาไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง มีต้นทุนแข่งขันได้ และมีสัดส่วนพลังงานสะอาดสูง จะได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุนจากผู้ให้บริการ Cloud และผู้พัฒนา AI ระดับโลก
AI เปลี่ยนสมการการใช้ไฟฟ้าของโลก
ในอดีต ศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากอยู่แล้ว แต่การมาถึงของ Generative AI ทำให้ความต้องการพลังประมวลผลเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เนื่องจากการฝึก (Training) และการประมวลผล (Inference) ของโมเดล AI ต้องอาศัยชิปประสิทธิภาพสูงหรือ GPU จำนวนมหาศาล ซึ่งกินไฟมากกว่าศูนย์ข้อมูลแบบดั้งเดิม
ข้อมูลของ Wood Mackenzie ที่ถูกอ้างอิงภายในงาน ระบุว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มขึ้นจาก 2.6 กิกะวัตต์ในปี 2025 เป็น 10.7 กิกะวัตต์ในปี 2035 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า ภายใต้กรณีฐาน (Base Case) ของบริษัทวิจัยพลังงานระดับโลกแห่งนี้
Wood Mackenzie ยังประเมินว่า ภายในปี 2035 ความต้องการไฟฟ้าของ Data Center จะคิดเป็น 3–4% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) ของภูมิภาค เพิ่มขึ้นจากเพียงประมาณ 1% ในปี 2025 ขณะที่ในช่วงทศวรรษข้างหน้า การเติบโตของ Data Center จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ในภูมิภาคราว 7–10% ของการเติบโตทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 48–70 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh)
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า อุตสาหกรรม Data Center กำลังเปลี่ยนจาก "ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่" ไปสู่การเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางการลงทุนด้านพลังงานของประเทศต่าง ๆ
จากการแข่งขันด้านดิจิทัล สู่การแข่งขันด้านพลังงาน
หัวข้อการประชุมใน DCPSEA 2026 จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้าง Data Center แต่ครอบคลุมถึงการจัดหาแหล่งพลังงานเพื่อรองรับการเติบโตของ AI ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) การจัดหาไฟฟ้าผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) การใช้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ไมโครกริด การผลิตไฟฟ้าภายในพื้นที่ (On-site Power Generation) ตลอดจนแนวทางการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในศูนย์ข้อมูล
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือ การพัฒนาแหล่งพลังงานรูปแบบใหม่ ทั้งก๊าซธรรมชาติ LNG เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และไฮโดรเจน เพื่อเป็นทางเลือกเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero แต่ยังต้องรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าไว้ควบคู่กัน
ประเทศไทยอยู่ในสายตานักลงทุนโลก
ประเทศไทยถูกกล่าวถึงในฐานะหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงของภูมิภาค ทั้งจากทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ
ข้อมูลที่นำเสนอในงานระบุว่า ในปี 2025 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติโครงการ Data Center รวม 36 โครงการ มูลค่าการลงทุนประมาณ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และประเทศไทยมีแผนทดลองรูปแบบ Direct PPA สำหรับ Data Center ขนาด 2 กิกะวัตต์ในปี 2026 เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถจัดหาไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรงมากขึ้น
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของหลายประเทศในอาเซียน เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ ที่เริ่มใช้สัญญา Virtual PPA และ Direct PPA เพื่อรองรับความต้องการของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานหมุนเวียนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กับการขยาย Data Center
ผู้เชี่ยวชาญชี้ "ไฟฟ้าที่เชื่อถือได้" คือปัจจัยตัดสินการลงทุน
หนึ่งในวิทยากรของงาน คือ สุเมธ เทพคม (Sumet Tepkhom) ผู้อำนวยการโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (Director of Utility Power Projects) บริษัท Peak Energy ซึ่งดูแลโครงการพลังงานหมุนเวียนในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการเติบโตของตลาด Data Center และความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเน้นบทบาทของโซลาร์ฟาร์ม ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และพลังงานลม ในการสร้างระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและยั่งยืนสำหรับยุค AI
นอกจากนี้ เวทีเสวนายังมีผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ อาทิ ดร. Saji PK ตำแหน่ง Director of Infrastructure Operations for Asia Pacific, Middle East and Africa (APMEA), Amazon Web Services (AWS), Emmeline Tang ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (Chief Technology Officer) ของ Digital Edge Singapore, และ Varoon Raghavan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและผู้ร่วมก่อตั้ง (COO & Co-founder) ของ Princeton Digital Group ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลกต่างให้ความสำคัญกับ "ความพร้อมด้านพลังงาน" ไม่แพ้โครงข่ายสื่อสารหรือที่ดินสำหรับการลงทุน
ยุค AI ทำให้ "พลังงาน" กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
บทสรุปสำคัญจาก Data Center & Power Southeast Asia Summit 2026 คือ โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลกับการพัฒนาระบบพลังงานไม่สามารถแยกออกจากกันได้อีกต่อไป
การลงทุน Data Center ในยุค AI ไม่ได้ต้องการเพียงที่ดินหรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แต่ต้องการไฟฟ้าปริมาณมหาศาลที่สามารถจ่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีต้นทุนแข่งขันได้ และตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนผ่านการใช้พลังงานสะอาด
ด้วยเหตุนี้ การลงทุนในระบบสายส่งไฟฟ้า แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน พลังงานหมุนเวียน ระบบสมาร์ตกริด และกลไกซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบใหม่ เช่น Direct PPA หรือ Virtual PPA จึงไม่ได้เป็นเพียงนโยบายด้านพลังงานอีกต่อไป แต่กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการแข่งขันเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้าน AI และ Cloud Computing ที่จะกำหนดศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในทศวรรษหน้า







