วิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ เขย่าส่งออกไทย “ข้าว-ทูน่า” อ่วมสุด
วิกฤตตะวันออกกลางเขย่าอุตสาหกรรมอาหารไทย ต้นทุนพลังงาน–ค่าระวางเรือพุ่ง “ข้าว-ทูน่ากระป๋อง” เปราะบางสุด
KEY
POINTS
- วิกฤตตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกอาหารไทยสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้น 20-30% และค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น
- สินค้าที่ได้รับผลกระทบและมีความเปราะบางมากที่สุดคือข้าวและทูน่ากระป๋อง ซึ่งมีมูลค่าส่งออกรวมกันเกือบ 60% ของการส่งออกอาหารไทยไปยังตะวันออกกลาง
- มีการประเมินว่าวิกฤตอาจทำให้มูลค่าการส่งออกอาหารไทยโดยรวมในปี 2569 ลดลงได้ตั้งแต่ 10,000 - 55,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังเริ่มส่งแรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมอาหารไทยผ่านหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าระวางเรือ และความไม่แน่นอนของระบบการค้าโลก
ข้อมูลจากสภาบันอาหาร โดยจีระศักดิ์ คำสุริย์ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า วิกฤตในตะวันออกกลางส่งผลต่ออุตสาหกรรมอาหารไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นราว 20–30% ค่าระวางเรือและโลจิสติกส์ที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและการชำระเงินระหว่างประเทศที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน สินค้าที่มีความเปราะบางต่อสถานการณ์ดังกล่าวมากที่สุด คือ ข้าวและทูน่ากระป๋อง ซึ่งรวมกันคิดเป็นเกือบ 60% ของมูลค่าการส่งออกอาหารไทยไปยังตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ SME ในห่วงโซ่อุปทานยังถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านอำนาจต่อรองราคาและความสามารถในการบริหารต้นทุน
ตลาดฮาลาล 5 หมื่นล้าน
สำหรับไทย ตะวันออกกลางถือเป็นตลาดฮาลาลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าส่งออกอาหารไปยังภูมิภาคนี้ 53,210 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 3.5% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด 1,510,066 ล้านบาท และสัดส่วนยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับตลาดหลักอื่น แต่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
โดยช่วงปี 2563-2568 มูลค่าส่งออกเพิ่มจาก 24,973 ล้านบาทเป็น 53,210 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยห้าปี 16.3% สูงกว่าการเติบโตเฉลี่ยของการส่งอาหารไทยไปตลาดโลกที่ 7.0% มากกว่าสองเท่า และเคยแตะระดับสูงสุดที่ 63,341 ล้านบาทในปี 2567 สะท้อนการเร่งนำเข้าเพื่อเสริมความมั่นคงทางอาหารในช่วงที่ตลาดโลกมีความไม่แน่นอน
ประเทศคู่ค้าหลักของไทยในภูมิภาคได้แก่ อิรัก 28.2% สหรัฐอเมริกา 22.9% และซาอุดิอาระเบีย 14.8% ในปี 2568 ซึ่งรวมกันคิดเป็นสองในสามของมูลค่าส่งออกอาหารไทยไปตะวันออกกลาง
โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ ข้าว 32.4% ทูน่ากระป๋อง 26.4% ไก่แช่แข็ง 4.3% สับปะรดกระป๋อง 3.8% กะทิสำเร็จรูป 3.8% เครื่องดื่มน้ำมะพร้าว 2.0% ซอสและเครื่องปรุงรส 1.8% น้ำตาลทราย 1.3% และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1.3% เป็นต้น
ข้าว-ทูน่า มูลค่าส่งออกตลาดตะวันออกกลางรวมกันเกือบ 60%
โครงสร้างการส่งออกอาหารไทยไปยังตลาดตะวันออกกลางยังมีลักษณะกระจุกตัวในสินค้าไม่กี่ประเภท โดยสินค้าหลักอย่าง ข้าวมีสัดส่วน 32.4% และ ทูน่ากระป๋อง 26.4% ของมูลค่าการส่งออกไปภูมิภาคนี้ รวมกันเกือบ 60% สะท้อนการพึ่งพาสินค้าหลักเพียงไม่กี่รายการในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง
เมื่อพิจารณาในมิติของการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางต่อการส่งออกทั้งหมดของแต่ละสินค้า พบว่าสินค้าบางรายการมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง โดย ทูน่ากระป๋อง มีสัดส่วนการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลางถึง 17.4% ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่ ข้าว อยู่ที่ 13.3%
นอกจากนี้ยังมี ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง 12.4% และ สับปะรดกระป๋อง 11.5% ซึ่งถือว่ามีการพึ่งพาตลาดดังกล่าวในระดับค่อนข้างสูง ทำให้สินค้าเหล่านี้มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของภูมิภาคมากกว่าสินค้าที่มีตลาดกระจายตัวในหลายภูมิภาค
ในทางกลับกัน สินค้าบางประเภทมีระดับการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางค่อนข้างต่ำ เช่น น้ำตาลทราย 1.4% อาหารสำเร็จรูป 3.1% ซอสปรุงรส 3.0% และเครื่องดื่มน้ำมะพร้าว 4.2% ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนตลาดปลายทางได้ง่ายกว่า หากเกิดความไม่แน่นอนในภูมิภาค จึงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจำกัดเมื่อเทียบกับสินค้ากลุ่มแรก
ทั้งนี้ ในภาพรวมการส่งออกอาหารไทยยังพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางเพียงประมาณ 3.5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
แนวโน้มการส่งออกอาหารไทยปี 2569
ภายใต้สถานการณ์ปกติ คาดว่าการส่งออกอาหารไทยในปี 2569 จะมีมูลค่าประมาณ 1.55 ล้านล้านบาท เติบโต 2.6% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ภายหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ราคาพลังงาน และความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ ทำให้มีการประเมินแนวโน้มการส่งออกอาหารไทยใหม่ โดยจำแนกผลกระทบออกเป็น 3 กรณี ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์
กรณีผลกระทบจำกัด มูลค่าการส่งออกอาจลดลงราว 10,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 1.545 ล้านล้านบาท หรือเติบโต 2.2% ซึ่งยังใกล้เคียงกับกรณีฐาน สถานการณ์นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางไม่ลุกลาม ราคาน้ำมัน และค่าระวางเรือปรับเพิ่มขึ้นเพียงระยะสั้นก่อนทยอยลดลง
ขณะที่ผู้ประกอบการไทยยังสามารถบริหารต้นทุนได้ผ่านการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารสต๊อกสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งอุปสงค์ในตลาดตะวันออกกลางยังคงดำเนินได้ตามปกติ
กรณีผลกระทบปานกลาง มูลค่าการส่งออกอาจลดลงประมาณ 20,000–30,000 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 1.525–1.535 ล้านล้านบาทเติบโตเพียง 0.8–1.5% ภายใต้สมมติฐานว่าราคาพลังงานและค่าระวางเรือทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหลายไตรมาส ทำให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อัตรากำไรของผู้ส่งออกลดลง ผู้ประกอบการบางส่วนอาจต้องชะลอการสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือปรับโครงสร้างราคา ขณะเดียวกันประเทศคู่ค้าอาจบริหารการนำเข้าอย่างระมัดระวังมากขึ้น ทำให้การขยายตัวของการส่งออกชะลอลง แม้จะยังไม่เข้าสู่ภาวะหดตัว
กรณีผลกระทบรุนแรง หากสถานการณ์ความตึงเครียดส่งผลต่อระบบโลจิสติกส์และเสถียรภาพทางการเงินของประเทศคู่ค้าอย่างมีนัยสำคัญ มูลค่าการส่งออกอาจลดลง 45,000–55,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดส่งออกอยู่ที่ประมาณ 1.50–1.51 ล้านล้านบาท หรือเติบโตในช่วง -1.0% ถึง 0.5%
ภายใต้สถานการณ์นี้อาจเกิดความผันผวนรุนแรงด้านการขนส่ง เช่น ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยปรับเพิ่มสูง หรือเกิดความล่าช้าในการชำระเงินจากคู่ค้า ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านต้นทุนและกระแสเงินสด ทำให้บางส่วนต้องชะลอหรือเลื่อนกำหนดการส่งมอบสินค้า
อย่างไรก็ตาม แม้ในกรณีรุนแรง แรงกดดันหลักจะมาจาก ต้นทุนและความเสี่ยงทางการค้า มากกว่าการหดตัวของอุปสงค์ เนื่องจากสินค้าอาหารยังเป็นสินค้าจำเป็น โดยเฉพาะในตลาดตะวันออกกลางซึ่งมี โครงสร้างการพึ่งพาการนำเข้าอาหารในระดับสูง ทำให้ความต้องการบริโภคยังคงมีอยู่ แม้เผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองในภูมิภาคก็ตาม


