posttoday

RAVIPA แบรนด์ไทยที่เริ่มจากทุน 10,000 สู่คอลแลบกับดิสนีย์-ลาบูบู้

17 กุมภาพันธ์ 2569

ถอดรหัสความสำเร็จ RAVIPA แบรนด์ไทยที่เติบโตจากเงินทุน 10,000 บาท สู่วันที่ได้จับมือกับดิสนีย์-ลาบูบู้-CASETiFY และการ์ตูนดัง พร้อมขยายสาขาในหลายประเทศ

ในขบวนพาเหรดของแบรนด์ไทยที่ก้าวไปไกลกว่าคำว่า "ยอดขาย" ชื่อของ RAVIPA กลายเป็นสัญลักษณ์ของการ "โกอินเตอร์" ที่น่าภาคภูมิใจที่สุดแบรนด์หนึ่ง 

 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? 

 

RAVIPA เริ่มต้นจากการสร้างปรากฏการณ์ "Celebrity Choice" ที่ศิลปินระดับแม่เหล็กอย่าง ลิซ่า ลลิสา มโนบาล, แจ็กสัน หวัง และแบมแบม- กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ยังหยิบเอาสร้อยข้อมือของแบรนด์มาสวมใส่

 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นแบรนด์ที่ยกระดับตัวเองสู่ "พาร์ทเนอร์ระดับโลก" ผ่าน 4 ดีลประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโลกแห่งจินตนาการเข้ากับไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น 

  • Disney & Pixar การปลุกชีพตัวละครในตำนานให้กลายเป็นจิวเวลรี่เลอค่า 
  • The Monsters (Labubu) การกระโดดเข้าสู่กระแส Art Toy ที่สั่นสะเทือนเอเชีย เพื่อมัดใจนักสะสมรุ่นใหม่ 
  • หรือแม้แต่ CASETiFY การก้าวข้ามขีดจำกัดจากเครื่องประดับ สู่แฟชั่นไอเทมบนอุปกรณ์ไอที 
  • และ Pokémon & Snoopy การนำคาแรคเตอร์ขวัญใจคนทั้งโลกมาตีความใหม่ให้ร่วมสมัย

 

RAVIPA เปิด 4 ดีลคอลแลบระดับโลก เร่งขยายสาขาทั่วเอเชีย

 

นับว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องประดับไทยที่น่าจับตามอง แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ อะไรคือแนวคิดของแบรนด์ที่ค่อย ๆ แตะระดับการเติบโตในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา โพสต์ทูเดย์ ขอสรุปจากที่เคยสัมภาษณ์ “สา-ธนิสา วีระศักดิ์ศรี” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ดังนี้

 

RAVIPA เริ่มต้นได้ยังไง? 

 

ธนิสา เล่าให้ฟังว่า เกิดจากความร่วมมือกับพี่สาวของเธอเอง ชื่อ “ระวิภา”ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบเครื่องประดับ คว้ารางวัลมามากมายทั้งในและต่างประเทศ เธอสังเกตเห็นฝีมือของพี่สาวแล้วเกิดความเสียดายว่า ทำไมความสามารถแบบนี้ถึงยังไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง? บวกกับตัวของเธอเองที่ชอบการค้าขายมาตั้งแต่เด็ก หลังจากนั้นจึงชวนกันทำแบรนด์ RAVIPA ขึ้นมา

 

จุดที่น่าสนใจคือ RAVIPA เริ่มต้นด้วยเงินเก็บส่วนตัวเพียงแค่ 10,000 บาท แล้วทั้งสองทำอย่างไรบ้าง? 

 

จากเงินทุนตรงนั้น ธนิสา รับหน้าที่ดูแลแบรนด์ และการตลาด ส่วนพี่สาวของเธอรับผิดชอบด้านการออกแบบ หลัก ๆ จะขายผ่านโซเชียล  และเริ่มต้นจำหน่ายสินค้าชิ้นแรก โดยใช้วิธี Pre-order ผลิตชิ้นต่อชิ้นนำเงินจากลูกค้ามาใช้ในการสั่งผลิต จากนั้นเริ่มสร้างตัวตนผ่านการออกบูทอีเว้นงานต่าง ๆ ตั้งแต่โต๊ะพับเล็กๆ กับผ้าคลุม เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสของจริง 

 

โดยมีคอลเลกชันแรกคือ Infinity คอลเลกชันนี้เกิดจากคำถามของสาเองว่า ทำไม แหวนคู่ ถึงมีเฉพาะคู่แต่งงาน?

 

จึงได้ ออกแบบแหวนคู่สำหรับคู่รักวัยรุ่นและวัยทำงาน ในราคาหลักพัน ผลลัพธ์คือความนิยมถล่มทลายยอดขายอีคอมเมิร์ซติดอันดับท็อป และช่วยวางรากฐานความสำเร็จให้แบรนด์

 

 

หลังจากนั้น RAVIPA เริ่มขยับจากโลกออนไลน์เข้าสู่พื้นที่ค้าปลีก โดยเปิดวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าแห่งแรกที่ Siam Center ในรูปแบบฝากขาย ซึ่งช่วงแรกยังไม่มีพนักงานของแบรนด์ไปประจำหน้าร้าน

 

เมื่อทำไปพร้อมกับเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้า แบรนด์พบว่าจุดแข็งสำคัญของตัวเองคือ “เรื่องราว” เบื้องหลังแต่ละคอลเลกชัน การมีทีมงานที่สามารถถ่ายทอดที่มาและความหมายของสินค้า จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่แค่เพื่อการขาย แต่เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าเข้าใจตัวตนของแบรนด์มากขึ้น

RAVIPA แบรนด์ไทยที่เริ่มจากทุน 10,000 สู่คอลแลบกับดิสนีย์-ลาบูบู้

จากบทเรียนนี้ RAVIPA จึงค่อย ๆ พัฒนาพื้นที่จำหน่าย จากเคาน์เตอร์ในห้างสู่หน้าร้านเต็มรูปแบบ ก่อนจะเปิดช็อปของตัวเองที่โครงการสวนหลวงสแควร์ บริเวณซอยจุฬาฯ 16 ซึ่งถือเป็นแฟล็กชิพสโตร์แห่งแรกของแบรนด์ ค่อย ๆ สะสมขยายฐานลูกค้าไปเรื่อย ๆ 

 

จุดพีคของแบรนด์เริ่มตอนไหน? 

 

การเปิดตัว “สร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์” ทำให้ RAVIPA ดังพลุแตก จุดเริ่มต้นจาก pain point ส่วนตัวที่อยากมีเครื่องรางที่ดูดี ใส่ได้ทุกวัน แต่ไม่ดู “มูจนเกินไป” จึงเกิดเป็นสร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์ สไตล์มินิมอล จนทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในใจคนรุ่นใหม่มากขึ้น 

 

“ผลงานชิ้นแรก ๆ ของเรามีแรงบันดาลใจจากองค์พญานาค พระตีมติ และพระศิวลี ซึ่งตอนนั้นเราทำแค่จำนวนจำกัดแบบ Limited Edition และไม่คิดว่าจะต่อยอดต่อ แต่พอช่วงโควิดมาถึง ทุกอย่างเปลี่ยนไป แบรนด์เติบโตขึ้นกว่า 2,000%

 

เพราะผู้คนต้องการที่ยึดเหนี่ยวทางใจ และลูกค้าหลายคนกลับมาบอกเราว่า สร้อยข้อมือของเราช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นจริง ๆ บางคนใส่แล้วได้งาน บางคนรู้สึกมั่นใจขึ้น มันเลยกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เราสู้ต่อ และทำให้เรารู้ว่า เครื่องประดับของเราไม่ได้เป็นแค่ของสวยงาม แต่เป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับใครหลายคนจริง ๆ”

 

กลยุทธ์การสื่อสาร “มูแบบไม่มู” 

 

และนี่เองที่ทำให้ใครต่างก็รู้จัก RAVIPA จนกลายเป็นแบรนด์ที่ใครต่างก็รู้จักว่าเป็นเครื่องประดับสายมู

 

แต่อย่างไรก็ตาม ธนิสา บอกว่า เธอไม่ได้พยายามจะสื่อสารว่าเครื่องประดับ RAVIPA ช่วยเสริมความมงคล หรือใส่แล้วรวย ใส่แล้วโชคดี แต่สิ่งที่เธอจะสื่อคือให้ลูกค้าใส่แล้วมีความมั่นใจ อยากให้เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เตือนให้คนทำดีและมีพลังบวกในแต่ละวัน  มีความมินิมอล ปัจจุบันมีหลากหลายคอลเลกชัน ซึ่งถ้าแบ่งสัดส่วนกันคร่าว ๆ ก็จะมีทั้งกลุ่มที่เน้นความเชื่อ และกลุ่มแฟชั่นที่เน้นดีไซน์ร่วมสมัยควบคู่กันไป โดยเฉพาะสร้อยข้อมือที่ขายดีอันดับหนึ่ง 

 

“อยากให้แบรนด์ RAVIPA เป็น Everyday Jewelry ที่ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทุกชิ้นเป็น Handcrafted"

RAVIPA แบรนด์ไทยที่เริ่มจากทุน 10,000 สู่คอลแลบกับดิสนีย์-ลาบูบู้

 

หาพาร์ทเนอร์ที่มีแนวคิดเดียวกัน คือจุดเริ่มต้นคอลแลบแบรนด์ระดับโลก

 

ในปีที่ผ่านมา RAVIPA เป็นแบรนด์เครื่องประดับไทยที่ได้ Co-branding เครื่องประดับกับ Disney (โดยได้รับการอนุมัติจาก Disney สหรัฐฯ) 

 

ธนิสา เล่าว่า เธอเป็นบิ๊กแฟนของดิสนีย์มาก เพราะดิสนีย์ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขายโลก ขายแบรนด์ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งความฝันที่เธออยากสร้าง RAVIPA LAND ให้เหมือนกับโลกของดิสนีย์

 

นอกจากนี้ RAVIPA ยังเป็นแบรนด์แรกของโลกที่ทำเครื่องประดับลาบูบู้ รวมถึงเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ได้ทำเครื่องประดับสนูปี้ และโปเกม่อน ปิกาจู ฯลฯ 

 

ซึ่งเธอบอกว่าการร่วมมือเหล่านี้เป็นเหมือนการเติมเต็มความฝันในวัยเด็กของเธอโดยเธอย้ำว่า ทุกแบรนด์เกิดจากการที่พวกเขาติดต่อมาเอง 

 

เธอบอกว่า ที่ผ่านมาร่วม collaboration กับหลายแบรนด์มาแล้ว โดยการเลือกพาร์ทเนอร์ต้องมองเรื่องคุณภาพและความสอดคล้องของแนวคิด 

 

เรามีหลักชัดเจนมากว่า ถ้าจะร่วมงานกับใคร ต้องสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นด้วยกัน ไม่ทำเหมือนคนอื่น 

 

เรายังยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อ เพราะเราไม่อยากขัดกับสิ่งที่เราพูดไว้เองว่า RAVIPA คือแบรนด์ที่มีดีไซน์ออริจินัล

 

“การทำงานร่วมกับแบรนด์ระดับโลก มันไม่ใช่แค่เรื่องโอกาสทางธุรกิจ แต่เป็นก้าวสำคัญในการพาแบรนด์ไทยไปสู่เวทีโลก และทุกครั้งที่ได้ร่วมมือกับใคร เราจะมองว่าเป็นบทพิสูจน์ ของคุณค่า ความตั้งใจ และเอกลักษณ์ของเราเองด้วย”

RAVIPA แบรนด์ไทยที่เริ่มจากทุน 10,000 สู่คอลแลบกับดิสนีย์-ลาบูบู้

“เวลาทำงานร่วมกับใคร เราไม่ได้มองเรื่องเงินเป็นหลัก แน่นอน เงินสำคัญ แต่ไม่ใช่เหตุผลแรกที่ทำให้เราตัดสินใจ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ value และ mindset ที่ตรงกัน เราต้องรู้สึกว่าทำงานด้วยแล้ว ‘คลิก’ มีเป้าหมายเดียวกัน และสร้างสิ่งใหม่ไปด้วยกัน สาเชื่อว่าการร่วมงานกันควรเป็นแบบ 1 + 1 ผลลัพธ์ต้องมากกว่า 2 ถ้ามันไม่เกิดการต่อยอดหรือสร้างคุณค่าใหม่ ๆ เราก็ไม่ทำ”

 

ขยายเครือข่ายสู่ต่างประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน RAVIPA มีสาขาในประเทศไทยประมาณ 40 สาขา และ มีแฟล็กชิพสโตร์ (Flagship Store) 3 ชั้นที่สยามสแควร์ โดยธนิสา บอกว่า ที่แห่งนี้ เปิดเพื่อให้ ลูกค้าดั้งเดิมสามารถมาสัมผัส "โลกของวิภา" ที่ใหญ่ที่สุดได้

 

นอกเหนือจากความแข็งแกร่งด้านแบรนด์ RAVIPA ยังเร่งขยายเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดสาขาในจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วเอเชีย อาทิ Disney Store ประเทศญี่ปุ่น, Galeries Lafayette มาเก๊า, Hyundai Department Store ประเทศเกาหลีใต้ รวมถึงแลนด์มาร์กระดับโลกในฮ่องกงอย่าง K11 Musea และ Harbour City

 Musea Store

 

อยากเห็นแบรนด์ของตัวเองอยู่ในเมืองต่าง ๆ 

 

ธนิสา กล่าวว่า ความฝันคืออยากเห็นวันหนึ่งที่เราไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วเดินผ่านร้านของเราเองในหลาย ๆ เมือง เช่น ฮ่องกง โตเกียว โซล ปารีส แล้วได้พูดกับตัวเองว่า ‘นั่นร้านเรา’ แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว หรือเห็นคนใส่แบรนด์เรา เหมือนลักชัวรี่แบรนด์ คือความภูมิใจเล็ก ๆ ที่เราได้เห็นสิ่งที่สร้างจากศูนย์ กลายเป็นแบรนด์ของคนไทยที่อยู่บนถนนเมืองต่าง ๆ 

 

และนี่คืออีกหนึ่งแนวคิดของแบรนด์ไทย ที่เติบโตจากก้าวเล็ก ๆ สู่แบรนด์ที่ได้จับมือกับแบรนด์ใหญ่ระดับโลก

 

 

ข่าวล่าสุด

สถาบันพระปกเกล้า-สมาคมอุทยานฯ เปิดตัว SeaSight กู้วิกฤตขยะทะเลไทย