


4+





RAVIPA แบรนด์ไทยที่เริ่มจากทุน 10,000 สู่คอลแลบกับดิสนีย์-ลาบูบู้
ถอดรหัสความสำเร็จ RAVIPA แบรนด์ไทยที่เติบโตจากเงินทุน 10,000 บาท สู่วันที่ได้จับมือกับดิสนีย์-ลาบูบู้-CASETiFY และการ์ตูนดัง พร้อมขยายสาขาในหลายประเทศ
ในขบวนพาเหรดของแบรนด์ไทยที่ก้าวไปไกลกว่าคำว่า "ยอดขาย" ชื่อของ RAVIPA กลายเป็นสัญลักษณ์ของการ "โกอินเตอร์" ที่น่าภาคภูมิใจที่สุดแบรนด์หนึ่ง
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
RAVIPA เริ่มต้นจากการสร้างปรากฏการณ์ "Celebrity Choice" ที่ศิลปินระดับแม่เหล็กอย่าง ลิซ่า ลลิสา มโนบาล, แจ็กสัน หวัง และแบมแบม- กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ยังหยิบเอาสร้อยข้อมือของแบรนด์มาสวมใส่
ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นแบรนด์ที่ยกระดับตัวเองสู่ "พาร์ทเนอร์ระดับโลก" ผ่าน 4 ดีลประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโลกแห่งจินตนาการเข้ากับไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น
- Disney & Pixar การปลุกชีพตัวละครในตำนานให้กลายเป็นจิวเวลรี่เลอค่า
- The Monsters (Labubu) การกระโดดเข้าสู่กระแส Art Toy ที่สั่นสะเทือนเอเชีย เพื่อมัดใจนักสะสมรุ่นใหม่
- หรือแม้แต่ CASETiFY การก้าวข้ามขีดจำกัดจากเครื่องประดับ สู่แฟชั่นไอเทมบนอุปกรณ์ไอที
- และ Pokémon & Snoopy การนำคาแรคเตอร์ขวัญใจคนทั้งโลกมาตีความใหม่ให้ร่วมสมัย
RAVIPA เปิด 4 ดีลคอลแลบระดับโลก เร่งขยายสาขาทั่วเอเชีย
นับว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องประดับไทยที่น่าจับตามอง แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ อะไรคือแนวคิดของแบรนด์ที่ค่อย ๆ แตะระดับการเติบโตในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา โพสต์ทูเดย์ ขอสรุปจากที่เคยสัมภาษณ์ “สา-ธนิสา วีระศักดิ์ศรี” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ดังนี้
RAVIPA เริ่มต้นได้ยังไง?
ธนิสา เล่าให้ฟังว่า เกิดจากความร่วมมือกับพี่สาวของเธอเอง ชื่อ “ระวิภา”ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบเครื่องประดับ คว้ารางวัลมามากมายทั้งในและต่างประเทศ เธอสังเกตเห็นฝีมือของพี่สาวแล้วเกิดความเสียดายว่า ทำไมความสามารถแบบนี้ถึงยังไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง? บวกกับตัวของเธอเองที่ชอบการค้าขายมาตั้งแต่เด็ก หลังจากนั้นจึงชวนกันทำแบรนด์ RAVIPA ขึ้นมา
จุดที่น่าสนใจคือ RAVIPA เริ่มต้นด้วยเงินเก็บส่วนตัวเพียงแค่ 10,000 บาท แล้วทั้งสองทำอย่างไรบ้าง?
จากเงินทุนตรงนั้น ธนิสา รับหน้าที่ดูแลแบรนด์ และการตลาด ส่วนพี่สาวของเธอรับผิดชอบด้านการออกแบบ หลัก ๆ จะขายผ่านโซเชียล และเริ่มต้นจำหน่ายสินค้าชิ้นแรก โดยใช้วิธี Pre-order ผลิตชิ้นต่อชิ้นนำเงินจากลูกค้ามาใช้ในการสั่งผลิต จากนั้นเริ่มสร้างตัวตนผ่านการออกบูทอีเว้นงานต่าง ๆ ตั้งแต่โต๊ะพับเล็กๆ กับผ้าคลุม เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสของจริง
โดยมีคอลเลกชันแรกคือ Infinity คอลเลกชันนี้เกิดจากคำถามของสาเองว่า ทำไม แหวนคู่ ถึงมีเฉพาะคู่แต่งงาน?
จึงได้ ออกแบบแหวนคู่สำหรับคู่รักวัยรุ่นและวัยทำงาน ในราคาหลักพัน ผลลัพธ์คือความนิยมถล่มทลายยอดขายอีคอมเมิร์ซติดอันดับท็อป และช่วยวางรากฐานความสำเร็จให้แบรนด์
หลังจากนั้น RAVIPA เริ่มขยับจากโลกออนไลน์เข้าสู่พื้นที่ค้าปลีก โดยเปิดวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าแห่งแรกที่ Siam Center ในรูปแบบฝากขาย ซึ่งช่วงแรกยังไม่มีพนักงานของแบรนด์ไปประจำหน้าร้าน
เมื่อทำไปพร้อมกับเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้า แบรนด์พบว่าจุดแข็งสำคัญของตัวเองคือ “เรื่องราว” เบื้องหลังแต่ละคอลเลกชัน การมีทีมงานที่สามารถถ่ายทอดที่มาและความหมายของสินค้า จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่แค่เพื่อการขาย แต่เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าเข้าใจตัวตนของแบรนด์มากขึ้น
จากบทเรียนนี้ RAVIPA จึงค่อย ๆ พัฒนาพื้นที่จำหน่าย จากเคาน์เตอร์ในห้างสู่หน้าร้านเต็มรูปแบบ ก่อนจะเปิดช็อปของตัวเองที่โครงการสวนหลวงสแควร์ บริเวณซอยจุฬาฯ 16 ซึ่งถือเป็นแฟล็กชิพสโตร์แห่งแรกของแบรนด์ ค่อย ๆ สะสมขยายฐานลูกค้าไปเรื่อย ๆ
จุดพีคของแบรนด์เริ่มตอนไหน?
การเปิดตัว “สร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์” ทำให้ RAVIPA ดังพลุแตก จุดเริ่มต้นจาก pain point ส่วนตัวที่อยากมีเครื่องรางที่ดูดี ใส่ได้ทุกวัน แต่ไม่ดู “มูจนเกินไป” จึงเกิดเป็นสร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์ สไตล์มินิมอล จนทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในใจคนรุ่นใหม่มากขึ้น
“ผลงานชิ้นแรก ๆ ของเรามีแรงบันดาลใจจากองค์พญานาค พระตีมติ และพระศิวลี ซึ่งตอนนั้นเราทำแค่จำนวนจำกัดแบบ Limited Edition และไม่คิดว่าจะต่อยอดต่อ แต่พอช่วงโควิดมาถึง ทุกอย่างเปลี่ยนไป แบรนด์เติบโตขึ้นกว่า 2,000%
เพราะผู้คนต้องการที่ยึดเหนี่ยวทางใจ และลูกค้าหลายคนกลับมาบอกเราว่า สร้อยข้อมือของเราช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นจริง ๆ บางคนใส่แล้วได้งาน บางคนรู้สึกมั่นใจขึ้น มันเลยกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เราสู้ต่อ และทำให้เรารู้ว่า เครื่องประดับของเราไม่ได้เป็นแค่ของสวยงาม แต่เป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับใครหลายคนจริง ๆ”
กลยุทธ์การสื่อสาร “มูแบบไม่มู”
และนี่เองที่ทำให้ใครต่างก็รู้จัก RAVIPA จนกลายเป็นแบรนด์ที่ใครต่างก็รู้จักว่าเป็นเครื่องประดับสายมู
แต่อย่างไรก็ตาม ธนิสา บอกว่า เธอไม่ได้พยายามจะสื่อสารว่าเครื่องประดับ RAVIPA ช่วยเสริมความมงคล หรือใส่แล้วรวย ใส่แล้วโชคดี แต่สิ่งที่เธอจะสื่อคือให้ลูกค้าใส่แล้วมีความมั่นใจ อยากให้เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เตือนให้คนทำดีและมีพลังบวกในแต่ละวัน มีความมินิมอล ปัจจุบันมีหลากหลายคอลเลกชัน ซึ่งถ้าแบ่งสัดส่วนกันคร่าว ๆ ก็จะมีทั้งกลุ่มที่เน้นความเชื่อ และกลุ่มแฟชั่นที่เน้นดีไซน์ร่วมสมัยควบคู่กันไป โดยเฉพาะสร้อยข้อมือที่ขายดีอันดับหนึ่ง
“อยากให้แบรนด์ RAVIPA เป็น Everyday Jewelry ที่ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทุกชิ้นเป็น Handcrafted"
หาพาร์ทเนอร์ที่มีแนวคิดเดียวกัน คือจุดเริ่มต้นคอลแลบแบรนด์ระดับโลก
ในปีที่ผ่านมา RAVIPA เป็นแบรนด์เครื่องประดับไทยที่ได้ Co-branding เครื่องประดับกับ Disney (โดยได้รับการอนุมัติจาก Disney สหรัฐฯ)
ธนิสา เล่าว่า เธอเป็นบิ๊กแฟนของดิสนีย์มาก เพราะดิสนีย์ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขายโลก ขายแบรนด์ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งความฝันที่เธออยากสร้าง RAVIPA LAND ให้เหมือนกับโลกของดิสนีย์
นอกจากนี้ RAVIPA ยังเป็นแบรนด์แรกของโลกที่ทำเครื่องประดับลาบูบู้ รวมถึงเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ได้ทำเครื่องประดับสนูปี้ และโปเกม่อน ปิกาจู ฯลฯ
ซึ่งเธอบอกว่าการร่วมมือเหล่านี้เป็นเหมือนการเติมเต็มความฝันในวัยเด็กของเธอโดยเธอย้ำว่า ทุกแบรนด์เกิดจากการที่พวกเขาติดต่อมาเอง
เธอบอกว่า ที่ผ่านมาร่วม collaboration กับหลายแบรนด์มาแล้ว โดยการเลือกพาร์ทเนอร์ต้องมองเรื่องคุณภาพและความสอดคล้องของแนวคิด
เรามีหลักชัดเจนมากว่า ถ้าจะร่วมงานกับใคร ต้องสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นด้วยกัน ไม่ทำเหมือนคนอื่น
เรายังยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อ เพราะเราไม่อยากขัดกับสิ่งที่เราพูดไว้เองว่า RAVIPA คือแบรนด์ที่มีดีไซน์ออริจินัล
“การทำงานร่วมกับแบรนด์ระดับโลก มันไม่ใช่แค่เรื่องโอกาสทางธุรกิจ แต่เป็นก้าวสำคัญในการพาแบรนด์ไทยไปสู่เวทีโลก และทุกครั้งที่ได้ร่วมมือกับใคร เราจะมองว่าเป็นบทพิสูจน์ ของคุณค่า ความตั้งใจ และเอกลักษณ์ของเราเองด้วย”
“เวลาทำงานร่วมกับใคร เราไม่ได้มองเรื่องเงินเป็นหลัก แน่นอน เงินสำคัญ แต่ไม่ใช่เหตุผลแรกที่ทำให้เราตัดสินใจ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ value และ mindset ที่ตรงกัน เราต้องรู้สึกว่าทำงานด้วยแล้ว ‘คลิก’ มีเป้าหมายเดียวกัน และสร้างสิ่งใหม่ไปด้วยกัน สาเชื่อว่าการร่วมงานกันควรเป็นแบบ 1 + 1 ผลลัพธ์ต้องมากกว่า 2 ถ้ามันไม่เกิดการต่อยอดหรือสร้างคุณค่าใหม่ ๆ เราก็ไม่ทำ”
ขยายเครือข่ายสู่ต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน RAVIPA มีสาขาในประเทศไทยประมาณ 40 สาขา และ มีแฟล็กชิพสโตร์ (Flagship Store) 3 ชั้นที่สยามสแควร์ โดยธนิสา บอกว่า ที่แห่งนี้ เปิดเพื่อให้ ลูกค้าดั้งเดิมสามารถมาสัมผัส "โลกของวิภา" ที่ใหญ่ที่สุดได้
นอกเหนือจากความแข็งแกร่งด้านแบรนด์ RAVIPA ยังเร่งขยายเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดสาขาในจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วเอเชีย อาทิ Disney Store ประเทศญี่ปุ่น, Galeries Lafayette มาเก๊า, Hyundai Department Store ประเทศเกาหลีใต้ รวมถึงแลนด์มาร์กระดับโลกในฮ่องกงอย่าง K11 Musea และ Harbour City
อยากเห็นแบรนด์ของตัวเองอยู่ในเมืองต่าง ๆ
ธนิสา กล่าวว่า ความฝันคืออยากเห็นวันหนึ่งที่เราไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วเดินผ่านร้านของเราเองในหลาย ๆ เมือง เช่น ฮ่องกง โตเกียว โซล ปารีส แล้วได้พูดกับตัวเองว่า ‘นั่นร้านเรา’ แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว หรือเห็นคนใส่แบรนด์เรา เหมือนลักชัวรี่แบรนด์ คือความภูมิใจเล็ก ๆ ที่เราได้เห็นสิ่งที่สร้างจากศูนย์ กลายเป็นแบรนด์ของคนไทยที่อยู่บนถนนเมืองต่าง ๆ
และนี่คืออีกหนึ่งแนวคิดของแบรนด์ไทย ที่เติบโตจากก้าวเล็ก ๆ สู่แบรนด์ที่ได้จับมือกับแบรนด์ใหญ่ระดับโลก



4+







