เปย์เพื่อความสุข! วาเลนไทน์ปี 69 คาดเงินสะพัดแรงสุดในรอบ 6 ปี
สำรวจวาเลนไทน์ปี 69 คนไทยเน้นเปย์เพื่อความสุข ม.หอการค้าคาดดันใช้จ่ายทะลุ 2.9 หมื่นล้าน เงินสะพัดแรงสุดในรอบ 6 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงวันวาเลนไทน์ ปี 2569 จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,280 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26–31 มกราคม 2569 พบว่า การใช้จ่ายในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
โดยคาดว่าจะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเทียบกับปี 2568 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี สะท้อนการฟื้นตัวของกิจกรรมการบริโภคในช่วงเทศกาลสำคัญ แม้ผู้บริโภคยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น
ผลสำรวจระบุว่า ประชาชนเกือบครึ่งหนึ่งหรือ 48.5% วางแผนออกไปฉลองหรือทำกิจกรรมในวันวาเลนไทน์ ขณะที่อีก 51.5% เลือกไม่ฉลอง โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเฉพาะการซื้อของขวัญอยู่ที่ 1,321.69 บาทต่อคน และค่าใช้จ่ายโดยรวมในช่วงวันวาเลนไทน์เฉลี่ย 2,401.71 บาทต่อคน
ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ยังคงอยู่ในกรอบความระมัดระวัง แต่พร้อมใช้จ่ายในโอกาสที่มีความหมาย ในด้านบรรยากาศการจับจ่าย ประชาชนส่วนใหญ่ 51.7% มองว่าบรรยากาศวันวาเลนไทน์ปีนี้คึกคักใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่ 33.1% เห็นว่าคึกคักมากขึ้น และมีเพียง 15.2% ที่มองว่าคึกคักน้อยลง สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเทศกาล
สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับการใช้จ่าย พบว่า กลุ่มที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นให้เหตุผลสำคัญจาก ราคาสินค้าและบริการที่ปรับสูงขึ้น (21.7%), การเป็นช่วงเทศกาลหรือวันหยุด (20.9%) และการมีสถานที่จัดกิจกรรมจำนวนมาก ขณะที่กลุ่มที่ใช้จ่ายลดลงให้เหตุผลจากความจำเป็นในการ ประหยัดค่าใช้จ่าย, ราคาสินค้าแพงขึ้น และภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ผลสำรวจยังสะท้อนว่า วันวาเลนไทน์ยังคงเป็นช่วงเวลาที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ การแสดงออกทางความรู้สึก และการใช้เวลาร่วมกัน มากกว่าการบริโภคเชิงฟุ่มเฟือย โดยเน้นการใช้จ่ายที่มีความหมายและคุ้มค่า ภายใต้ข้อจำกัดด้านรายได้และค่าครองชีพในปัจจุบัน
ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การใช้จ่ายในช่วงวันวาเลนไทน์ปีนี้ที่ปรับตัวสูงขึ้น ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เริ่มฟื้นตัว แม้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังมีความท้าทาย แต่ประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อความสุข ความสัมพันธ์ และการแสดงออกถึงความรัก ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้เป็นอย่างดี
อีกทั้งสอดคล้องกับช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งจะเห็นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ทำให้ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ประชาชนกล้าใช้จ่ายเพื่อความสุขและการสร้างความสัมพันธ์มากขึ้น ส่งผลดีต่อภาคการค้าและบริการในระยะสั้น


