รัฐหนุนเอกชน เร่งสปีดธุรกิจสุขภาพ ดันไทยเป็นฮับเต็มรูปแบบ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือภาครัฐและเอกชน ขับเคลื่อนโปรเจกต์ DBD Wellness 2026 ใช้โมเดลเอกชนนำ รัฐหนุน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจบริการสุขภาพของไทย ทั้งสปา นวดเพื่อสุขภาพ บริการผู้สูงอายุ
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือความร่วมมือส่งเสริมธุรกิจ Wellness & Healthcare ว่า กรมได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย สมาคมการส่งเสริมสุขภาพไทย สมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย และบริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้เข้ามาร่วมกันกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ขับเคลื่อนบิ๊กโปรเจกต์ “DBD Wellness 2026” โดยใช้โมเดลเอกชนนำ รัฐหนุน จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ไทยก้าวไปสู่การเป็น Global Wellness Hub ได้อย่างสง่างามและยั่งยืน
โดยภายใต้โครงการ DBD Wellness 2026 กรมและพันธมิตรได้วางโรดแมปการพัฒนาที่เข้มข้นเพื่อติดปีกให้ธุรกิจสปา นวดเพื่อสุขภาพ บริการผู้สูงอายุ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ผ่าน 3 ขั้นตอนสำคัญ ประกอบด้วย
1.ติดอาวุธทางปัญญา (ConNext) โดยเจาะลึกการใช้ AI และการตลาดดิจิทัล พลิกโฉมการบริหารจัดการให้ทันสมัย
2.ขยายฐานรากความยั่งยืน (Scale-up) เพื่อต่อยอดแผนธุรกิจให้แข็งแกร่ง พร้อมขยายขนาดธุรกิจอย่างมั่นคง
3.โชว์ศักยภาพสู่สากล (The Pitching & Expo) โดยจะเฟ้นหา 12 ธุรกิจสุดยอดต้นแบบ ร่วมโชว์ศักยภาพและเจรจาต่อยอดธุรกิจในงานระดับประเทศอย่าง Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026
“ความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรม แต่คือการสร้าง Ecosystem ระบบนิเวศที่ภาครัฐและภาคธุรกิจเกื้อกูลกันอย่างแท้จริง ซึ่งกรมมั่นใจว่า DBD Wellness 2026 จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล สอดรับกับวิสัยทัศน์ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก”
ปัจจุบันภาคบริการได้ก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Economic Engine) ที่ทรงพลังทดแทนภาคการผลิตดั้งเดิมที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม Health & Wellness ที่เปรียบเสมือนหัวหอกสำคัญในการสร้างรายได้เข้าประเทศ
สะท้อนได้จากข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค.2569 ที่ชี้ชัดว่าอุตสาหกรรมนี้ คือ ขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจ และเป็นจุดแข็งของประเทศไทยอย่างแท้จริง ด้วยจำนวนนิติบุคคลกว่า 30,712 ราย มีเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนในระบบเกือบ 4 แสนล้านบาท และสามารถสร้างรายได้รวมทะลุ 1.233 ล้านล้านบาท ในปี 2567


