posttoday

ปี 2569 กำเงินหลักแสน ลงทุน แฟรนไชส์โยเกิร์ตปั่น เจ้าไหนดี

05 กุมภาพันธ์ 2569

เงินแสนก็ลงทุนได้? เทียบ 3 แฟรนไชส์โยเกิร์ตปั่นดัง Yoguruto–Mr. Jolly–Koomi วิเคราะห์งบลงทุน โมเดลธุรกิจ และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงสนาม

KEY

POINTS

  • Yoguruto: แฟรนไชส์แบรนด์ไทยที่เติบโตเร็วและกำไรสูงสุด เหมาะกับตลาดแมส ค่าแฟรนไชส์เริ่มต้น 125,000 บาท โดดเด่นด้วยเมนูไวรัลและระบบจัดการที่แข็งแกร่ง
  • Mr. Jolly: แบรนด์พรีเมียมเน้นความคุ้มค่า ค่าแฟรนไชส์ 350,000 บาท พิสูจน์แล้วว่าทำกำไรได้ดีแม้มีสาขาไม่มาก เหมาะกับทำเลชุมชน
  • Koomi: ผู้บุกเบิกโยเกิร์ตดื่มได้จากออสเตรเลีย ค่าแฟรนไชส์เริ่มต้น 400,000 บาท เน้นภาพลักษณ์พรีเมียม ใช้วัตถุดิบนำเข้า เหมาะกับทำเลห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง

ปรากฏการณ์ "โยเกิร์ตข้าวเหนียวนิล" และไวรัลจนของขาดของแบรนด์ Yoguruto (โยกุรุโตะ) แบรนด์โยเกิร์ตสดปั่นสัญชาติไทยที่สร้างปรากฏการณ์เติบโตแบบก้าวกระโดด จะเป็นเพียงแค่กระแสหรือไม่ และหากต้องการลงทุนในแฟรนไชส์โยเกิร์ตปั่น นอกจากแบรนด์ Yoguruto แล้วในตลาดยังมีแบรนด์ไหนบ้างที่น่าลงทุน โพสต์ทูเดย์ รวบไว้ให้กับ 3 แบรนด์ดังในตลาด

ปี 2569 กำเงินหลักแสน ลงทุน แฟรนไชส์โยเกิร์ตปั่น เจ้าไหนดี

ออกแบบโดย NotebookLM

Yoguruto: กับกลยุทธ์ "Copy ยาก แต่ Paste ง่าย"

• Yoguruto: แบรนด์โยเกิร์ตปั่นสไตล์ญี่ปุ่นสัญชาติไทย 100% ก่อตั้งโดย เอลฟ์-เอื้อการย์ สำรวลหรรษ์ ในปี 2563 โดยบริษัทแม่คือ บริษัท โยคุ กรุ๊ป จำกัด เปิดตัวปี 2564 เป็นแบรนด์ที่ โตเร็วที่สุดและมีกำไรสูงสุด โดยมีรายได้ 127 ล้านบาท และกำไรถึง 19 ล้านบาท จากสาขากว่า 155-250 แห่งทั่วประเทศ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในแบรนด์ที่มีอำนาจต่อรองสูงและฐานลูกค้ากว้าง

Yoguruto วางตำแหน่งไว้ชัดเจนที่ราคาเริ่มต้น 49 บาท เน้นการเข้าถึงง่าย กินได้ทุกวัน (Everyday Yogurt) เหมาะกับทำเลหน้ามหาวิทยาลัย, ปั๊มน้ำมัน และห้างสรรพสินค้าทั่วไป เน้น เมนูไวรัล + Co-branding

ค่าแฟรนไชส์เริ่มต้นที่ประมาณ 125,000 บาท (ไม่รวม แวท) บนพื้นที่เริ่มต้นเพียง 8 ตร.ม. ซึ่งถือเป็นงบประมาณที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ โมเดลธุรกิจ สัญญา 3 ปี งบลงทุนรวม 700,000 – 1,000,000 บาท Royalty Fee 2.5% / เดือน Marketing Fee 2.5% / เดือน

ปี 2569 กำเงินหลักแสน ลงทุน แฟรนไชส์โยเกิร์ตปั่น เจ้าไหนดี

Yoguruto ใช้กลยุทธ์ "Copy ยาก แต่ Paste ง่าย" โดยมีคู่มือ SOP (Standard Operating Procedure) กว่า 100 หน้า เพื่อให้พนักงานหน้าสาขาที่ไม่มีทักษะพิเศษสามารถทำงานตามมาตรฐานเดียวกันได้ในเวลาเพียง 2 วัน

ความเข้มงวดของเจ้าของแบรนด์: Yoguruto มีนโยบาย "Expectation Management" คือการคัดเลือกพาร์ทเนอร์ที่พร้อมจะลงมือทำจริง โดยบังคับให้เจ้าของแฟรนไชส์ต้องเข้าอบรมด้วยตัวเอง (It's a must) และมีทีม QC ตรวจสอบเข้มงวดเพื่อให้แบรนด์ยั่งยืน ไม่ใช่แค่การ "ตีหัวเข้าบ้าน"

Mr. Jolly: จิ๋วแต่แจ๋ว เน้นความคุ้มค่าและกำไรที่จับต้องได้

สำหรับนักลงทุนที่มองหาโมเดลธุรกิจขนาดเล็กแต่มีการบริหารจัดการต้นทุนที่เป็นเลิศ Mr. Jolly แบรนด์พรีเมียมสัญชาติออสเตรเลีย คือผู้เล่นที่น่าจับตา

Mr. Jolly: แบรนด์โยเกิร์ตพรีเมียมสัญชาติออสเตรเลีย ภายใต้บริษัท บริษัท ทองลยา จำกัด เปิดตัวเมื่อปี 2563 เน้นโยเกิร์ตไขมันต่ำผสมผลไม้สดและธัญพืช ราคาเริ่มต้น 69 บาท มีประมาณ 20-21 สาขา  แม้จะมีสาขาเพียง 20 แห่ง แต่เป็นแบรนด์ขนาดเล็กที่เริ่มทำกำไรได้แล้ว ในปี 2567 อยู่ที่ 1.6 ล้านบาท จากรายได้ 19 ล้านบาท สะท้อนถึงการบริหารต้นทุนที่ดีและการตอบรับของลูกค้าที่สม่ำเสมอ

ปี 2569 กำเงินหลักแสน ลงทุน แฟรนไชส์โยเกิร์ตปั่น เจ้าไหนดี

แพ็คเกจแฟรนไชส์  : ราคา 350,000 บาท (ไม่รวมแวท) ขนาดพื้นที่: 15 ตร.ม. เน้นเจาะตลาดที่ชอบความคุ้มค่า จุดเด่นที่แก้วใหญ่และท็อปปิ้งแน่น เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่ชอบความคุ้มค่าและปริมาณ

Koomi: ภาพลักษณ์พรีเมียม สไตล์ออสเตรเลียขนานแท้

Koomi คือผู้บุกเบิกตลาด Drinking Yogurt หรือโยเกิร์ตดูดได้เจ้าแรกในไทย ตั้งแต่ปี 2562 โดยนำเข้าวัฒนธรรมการดื่มโยเกิร์ตจากออสเตรเลียมาสร้างความแตกต่าง

Koomi ภายใต้บริษัท บริษัท คูมิ ดริ้งค์ จำกัด โยเกิร์ตดูด นำเข้าจากออสเตรเลีย ผสมผลไม้สด เปิดตัวปี 2562 ผลประกอบการปี 2567 อยู่ที่ 13 ล้านบาท ขาดทุนอยู่ 2.2 แสนบาท

แฟรนไชส์ เริ่มต้น 400,000 บาท เน้นภาพลักษณ์พรีเมียม โดย Koomi ใช้โยเกิร์ตนำเข้าจากออสเตรเลีย รสชาตินัวรสนมมากกว่าเปรี้ยว เน้นความแปลกใหม่ผ่านท็อปปิ้งเช่น เผือกกวน หรือแตงโม และภาพลักษณ์แบรนด์ที่ดูสดใสแบบสไตล์ออสเตรเลีย

ปี 2569 กำเงินหลักแสน ลงทุน แฟรนไชส์โยเกิร์ตปั่น เจ้าไหนดี

บทสรุป : การเลือกลงทุนในแฟรนไชส์โยเกิร์ตปั่นปี 2569 ขึ้นอยู่กับ "เป้าหมาย" และ "ทำเล" ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ

1. เน้นความปลอดภัยและฐานลูกค้าแมส: Yoguruto คือตัวเลือกที่โดดเด่นที่สุดด้วยระบบ SOP ที่นิ่งแล้วและพลังของเมนูไวรัลที่ดึงดูดคนได้ทุกกลุ่ม

2. เน้นความคุ้มค่าและทำเลชุมชน: Mr. Jolly ตอบโจทย์ด้วยขนาดแก้วที่สร้างความพึงพอใจและพิสูจน์แล้วว่าทำกำไรได้แม้สาขาไม่เยอะ

3. เน้นภาพลักษณ์และความพรีเมียม: Koomi เหมาะสำหรับทำเลในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองที่กลุ่มลูกค้าพร้อมจ่ายเพื่อวัตถุดิบนำเข้าและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

ท่ามกลางสมรภูมิที่ดุเดือด แบรนด์ที่จะอยู่รอดไม่ใช่แค่แบรนด์ที่เกาะกระแสไวรัลได้ แต่คือแบรนด์ที่มี "หัวใจ" ในการรักษามาตรฐานคุณภาพ แม้ในวันที่วัตถุดิบขาดแคลนก็ตาม

ข่าวล่าสุด

"พิพัฒน์" ภูมิใจไทย กางแผนแก้น้ำท่วม-ฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้