“กรณ์” ลั่น ถึงเวลาภาคใต้มีมอเตอร์เวย์–รถไฟความเร็วสูง ฟื้นเศรษฐกิจ
กรณ์ จาติกวณิช ชู “ไทยไม่จน ด้วยคนทำเป็น” ดันโครงสร้างพื้นฐานพัฒนามอเตอร์เวย์ภาคใต้ เส้นสะเดา–หาดใหญ่–กรุงเทพฯ พร้อมระบบรถไฟฟ้า-ความเร็วสูง กรุงเทพฯ สู่หาดใหญ่
KEY
POINTS
- กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชูยุทธศาสตร์ “ไทยไม่จน ด้วยคนทำเป็น”
- ดันโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนามอเตอร์เวย์ภาคใต้ เส้นสะเดา–หาดใหญ่–กรุงเทพฯ พร้อมระบบรถไฟฟ้า-ความเร็วสูง กรุงเทพฯ สู่หาดใหญ่
- หนุนเกษตรแปรรูป เสนอควบรวมสหกรณ์และการสร้างวิสาหกิจชุมชนขนาดใหญ่ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ สร้างอำนาจต่อรอง เข้าถึงแหล่งทุน ตลาด และสร้างแบรนด์ของตนเอง
ณ สวนสาธารณะ อบจ.สงขลา เครือเนชั่นจัดเวที “Nation Election 2569 Debate จุดเปลี่ยนประเทศไทย” เปิดพื้นที่ให้ตัวแทน 6 พรรคการเมืองขึ้นประชันวิสัยทัศน์ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแสดงมุมมองด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาภาคใต้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนชาวใต้
ในช่วงแรก นายกรณ์ ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์วางยุทธศาสตร์ “ไทยไม่จน ด้วยคนทำเป็น” ซึ่งยุทธศาสตร์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญกับการแก้ปัญหาปากท้องและการพัฒนาเศรษฐกิจในทุกมิติ โดยย้ำว่าการเมืองที่สุจริตเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่ขณะเดียวกันโครงสร้างพื้นฐานคือหัวใจของการปลดล็อกศักยภาพภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรและสินค้าคุณภาพจำนวนมาก
แกนหลักของแนวคิดคือ “นำลูกค้ามาหาเรา และพาสินค้าไทยไปสู่ตลาดโลก” ผ่าน 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความรวดเร็ว เพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าและเม็ดเงินหมุนเวียน และความสะดวก เพื่อยกระดับคุณภาพของตลาดและเข้าถึงปลายทางที่ให้ราคาสูงที่สุด เมื่อมีลูกค้าและการจับจ่ายเพิ่มขึ้นเกิดเม็ดเงินสะพัด เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนก็จะดีขึ้นตามไปด้วย
ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน พรรคประชาธิปัตย์เสนอการพัฒนาเส้นทางคมนาคมหลักของภาคใต้
"ถึงเวลาที่ภาคใต้ต้องมีมอเตอร์เวย์ของตัวเอง จากเส้นสะเดา–หาดใหญ่–กรุงเทพฯ มีระบบรถไฟทางคู่ไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ สู่หาดใหญ่และพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงระบบคมนาคมชานเมืองในเส้นทางปาดังเบซาร์–หาดใหญ่–สงขลา เพื่อเชื่อมการเดินทาง การค้า และการขนส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด"
อย่างไรก็ตามในช่วงต่อมา นายกรณ์ได้แสดงมุมมมองด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเน้นว่า โครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มี “สินค้า” ที่มีมูลค่า โดยชี้ว่าการแปรรูปสินค้าเกษตรคือหัวใจของเศรษฐกิจภาคใต้ เพราะมีหลายมิติ เพราะหากมีระบบขนส่งที่ดีแต่ไม่มีสินค้าที่จะแปรรูปและส่งออก ก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
โดยปกติเวลาพูดถึงเรื่องการส่งเสริม แปรรูปสินค้าเกษตร จะมีการพูดถึงสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรม ธุรกิจ ทุนใหญ่ที่จะมาแปรรูปสินค้าเกษตรกร แต่ไม่เพียงพอ เพราะในโลกความเป็นจริง ในหลายกรณีลงทุนแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ หรือร้ายกว่านั้นมีการนำเข้าวัตถุดิบราคาถูกจากต่างประเทศมาแปรรูป ทำให้เกษตรกรไทยไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน
พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอให้หันมาเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน
นายกรณ์ยกตัวอย่างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทำเครื่องแกงใต้ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่มาแปรรูปและส่งออกไปทั่วโลก สร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายผลประโยชน์กลับสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ลองจินตนาการว่าถ้าเรามีโมเดลแบบนี้เยอะขึ้น ไม่คิดเรื่องทุนใหญ่ แต่คิดว่าถ้าเราส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล อำเภอ น่าจะตอบโจทย์ นอกจากเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ยังเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับประชาชนระดับหมู่บ้านได้ประโยชน์จริง
เสนอควบรวมสหกรณ์ สร้างวิสาหกิจชุมชนขนาดใหญ่
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการ Scaling Up เกษตรกรรายย่อย ผ่านการควบรวมสหกรณ์และการสร้างวิสาหกิจชุมชนขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ สร้างอำนาจต่อรอง เข้าถึงแหล่งทุน ตลาด และการสร้างแบรนด์ของตนเอง โดยมีเป้าหมายสูงสุดให้ผู้ได้รับประโยชน์จากการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรคือเกษตรกรรายเล็กในพื้นที่อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์มองว่า เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเชื่อมโยงกับการแปรรูปสินค้าเกษตรและการยกระดับวิสาหกิจชุมชน จะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจภาคใต้ให้เติบโตอย่างทั่วถึง และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
ฟื้นบทบาท ศอ.บต. สร้างสันติสุขควบคู่เศรษฐกิจ
ในประเด็นการจัดการปัญหาและการพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกรณ์ ระบุว่า พรรคให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยยึด 2 มิติหลักควบคู่กัน คือ การสร้างสันติสุขและการพัฒนาเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
มิติแรกคือการพูดคุยเพื่อนำไปสู่สันติสุข ซึ่งนายกรณ์มองว่า หัวใจสำคัญของกระบวนการเจรจาคือความไว้วางใจระหว่างคู่ขัดแย้ง หากการพูดคุยไม่ตั้งอยู่บนฐานของความเชื่อใจกัน โอกาสนำไปสู่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ยาก
ขณะที่มิติที่สองคือการสร้างโอกาสและพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างละเอียดอ่อน โดยยึดหลัก 3 ประการ ได้แก่ การรักษาอัตลักษณ์ของท้องถิ่น การพัฒนาที่สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและปัญหาจริงของพื้นที่ และการยอมรับความเปราะบางด้านความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
นายกรณ์ยังกล่าวถึงบทบาทของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ผลักดันให้รื้อฟื้นหน่วยงานดังกล่าวกลับมาในปี 2553 หลังจากเคยถูกยุบไป แต่ในปัจจุบันกลับถูกใช้ศักยภาพในการแก้ปัญหาน้อยเกินไป จึงเสนอให้ยกระดับบทบาทหากพรรคได้เข้าบริหารประเทศ
ข้อเสนอสำคัญคือ การตั้งคณะกรรมการดูแล “การเปลี่ยนผ่านสู่ความสงบ” โดยมีเป้าหมายเร่งด่วนในการปลดล็อก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาออกจากพื้นที่สีแดง เพื่อเปิดทางให้การพัฒนาเศรษฐกิจเดินหน้าได้เต็มที่ พร้อมทั้งปรับบทบาท ศอ.บต. ให้ทำหน้าที่คล้าย “สภาพัฒน์เฉพาะกิจ” สำหรับภาคใต้ตอนล่าง ทำหน้าที่วางแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่เหมาะสมกับพื้นที่ และรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรี
นำพรรคประชาธิปัตย์ฟื้นฟูประเทศ
นายกรณ์ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวสะท้อนมุมมองของพรรคที่ต้องการใช้หน่วยงานรัฐเฉพาะทางควบคู่กับการสร้างความไว้วางใจเป็นกลไกหลักในการคลี่คลายปัญหาพื้นที่ พร้อมเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจไปพร้อมกัน
ในอีกช่วงหนึ่งของเวทีดีเบต นายกรณ์สื่อสารกับประชาชนชาวใต้อย่างตรงไปตรงมาว่า เป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงการฟื้นฟูพรรคการเมือง แต่คือการ “นำพรรคมาฟื้นฟูประเทศ” เพื่อพาประเทศไทยก้าวข้ามปัญหาที่เผชิญอยู่
ทั้งยังระบุว่า การแก้ปัญหาประเทศให้สำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยผู้นำที่มีคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการ คือ ต้องเป็นคนทำงานเป็น มีความสามารถจัดการปัญหาที่ซับซ้อนได้ ต้องเป็นผู้นำที่ประชาชนไว้วางใจได้ และต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งถือเป็นรากฐานของการแก้ปัญหากลไกภาครัฐทั้งหมด
นายกรณ์ยังย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์เคยได้รับความไว้วางใจให้เป็นรัฐบาล และสามารถพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ทันที
พร้อมกันนี้ พรรคยังประกาศจุดยืนว่า ด้วยการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด พรรคประชาธิปัตย์จะทำหน้าที่กำกับให้รัฐบาลเป็นไปตามความคาดหวังของประชาชน โดยยึดหลักการบริหารที่สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้
ทั้งนี้ยังยกตัวอย่างมาตรฐานการทำงานในอดีต ทั้งกรณีรัฐมนตรีของพรรคที่ลาออกเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองเมื่อถูกกล่าวหา การตรวจสอบการทุจริตในโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการจำนำข้าว และกรณีการซุกหุ้น รวมถึงประสบการณ์ในการดำเนินการกับทุนสีเทา ซึ่งสามารถยื่นหลักฐานนำไปสู่การอายัดทรัพย์ทุนข้ามชาติได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว และยืนยันความพร้อมในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ติดตามเส้นทางการเงิน เพื่อป้องกันการทุจริตในอนาคต


