“โอกาสใหม่” ชูแผนพลิกวิกฤตความไม่มั่นคงภาคใต้ สู่ความมั่งคั่งยั่งยืน
“พรรคโอกาสใหม่” ชูแผนพัฒนา 14 จังหวัดภาคใต้ แก้ปมความไม่มั่นคง-ดึงศักยภาพความมั่งคั่ง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดันหาดใหญ่โมเดลสู้ภัยพิบัติ ลั่นลาออกหากลูกพรรคเอี่ยวธุรกิจสีเทา มุ่งสร้างการเมืองสีขาว
KEY
POINTS
- พรรคโอกาสใหม่ชี้ปัญหา "ความไม่มั่นคง" ในภาคใต้ 4 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ภัยพิบัติ ความไม่สงบ และเศรษฐกิจ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนา
- เสนอแนวทางสร้างความมั่งคั่งโดยชูศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและทรัพยากรธรรมชาติของภาคใต้ พร้อมพัฒนา "ความเชื่อมโยง" ด้านคมนาคมและขนส่งเพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ
- มุ่งยกระดับการจัดการภัยพิบัติให้เป็นสากล โดยมีหาดใหญ่เป็นต้นแบบ และใช้แนวทาง "การบริหารนำการเมือง" เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างความยั่งยืน
เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 เครือเนชั่นจัดเวทีดีเบต "NATION ELECTION 2569 จุดเปลี่ยนประเทศไทย" นัดสุดท้าย ที่สวนสาธารณะ อบจ.สงขลา โดยมีแกนนำ 6 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคโอกาสใหม่ พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ท่ามกลางประชาชนจำนวนมาก ก่อนถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า แนวทางการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 46 ล้านไร่ แม้จะเป็นภูมิภาคที่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ถึง 11 ล้านไร่ แต่ยังคงต้องเผชิญกับวิกฤตความไม่มั่นคงในหลายมิติที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบเพื่อก้าวไปสู่ความมั่งคั่งอย่างแท้จริง
ชี้ปมปัญหา “ความไม่มั่นคง” อุปสรรคสำคัญในการพัฒนา
โดยพบว่าภาคใต้ยังติดหล่มปัญหาด้านความไม่มั่นคงในหลายด้าน ประกอบด้วย
- โครงสร้างพื้นฐาน: ปัญหาเรื่องระบบจัดการน้ำ ถนนหนทาง และระบบขนส่งที่ยังไม่ครอบคลุม
- ภัยพิบัติทางธรรมชาติ: พื้นที่ภาคใต้ขนาบข้างด้วยทะเลทั้งสองฝั่ง ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อภัยพิบัติทางทะเล
- สถานการณ์ความไม่สงบ: ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต้องใช้หลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ในการแก้ไข
- เศรษฐกิจ: ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรที่ไม่มีความชัดเจน ส่งผลกระทบต่อรายได้ของประชาชนในพื้นที่
ชูศักยภาพ “ความมั่งคั่ง” ต้นทุนธรรมชาติและเศรษฐกิจระดับโลก
อย่างไรก็ตาม ภาคใต้มีต้นทุนความมั่งคั่งที่โดดเด่น โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งพบว่าประเทศไทยมีอุทยานแห่งชาติทั้งหมด 156 แห่ง แต่อยู่ในภาคใต้ถึง 47 แห่ง ที่สำคัญคือจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าชมอุทยานทั่วประเทศ 16 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวในภาคใต้ถึง 10 ล้านคน ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลให้กับพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีความมั่งคั่งด้านเกษตรกรรม ทั้งยางพาราและผลไม้เมืองร้อนนานาชนิด รวมถึงทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่มีชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการส่งออกทางทะเล
หนุน “การเชื่อมโยง” มุ่งสู่ความยั่งยืน
นายจตุพร เสนอแนวทางแก้ไขด้วยการสร้าง “ความเชื่อมโยง” ทั้งด้านถนน การคมนาคม และระบบขนส่งสินค้า เพื่อแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ
พร้อมประกาศเจตนารมณ์ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง โดยมุ่งเน้นการขจัดปัญหาความไม่มั่นคงทั้งหมดให้หมดไป และทำการเสริมศักยภาพความมั่งคั่ง ที่มีอยู่เดิมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือ “ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ให้กับพี่น้องชาวใต้ทั้ง 14 จังหวัด อย่างเป็นรูปธรรม
จุดประกายท่องเที่ยวใต้ เชื่อมวัฒนธรรม-ทรัพยากรธรรมชาติ
ส่วนทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ นายจตุพร ระบุว่า พื้นที่ภาคใต้ถือเป็น “หัวใจสำคัญ” ของการท่องเที่ยวไทยอย่างแท้จริง แม้ภาคใต้จะมีอุทยานแห่งชาติเพียง 7 แห่ง จากทั้งหมด 156 แห่งทั่วประเทศ แต่กลับมีสถิตินักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนสูงถึง 10 ล้านคน จากจำนวนนักท่องเที่ยวอุทยานฯ รวมทั้งสิ้น 16 ล้านคน
นายจตุพร เสนอว่า แนวทางการพัฒนาต่อจากนี้ไม่ควรเน้นเพียงแค่ทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ต้องสร้าง “เสน่ห์และความหลากหลาย” ผ่านการเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ ประเพณี และวัฒนธรรม เข้าด้วยกัน เพื่อดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศและกลุ่มนักท่องเที่ยวจากชายแดนมาเลเซียให้เข้ามาในพื้นที่มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ คือการจัดการด้านความปลอดภัยและภัยอันตรายต่าง ๆ อย่างชัดเจน ได้แก่
1. การแจ้งเตือนภัยที่ชัดเจน: ต้องมีระบบการประกาศและเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ
2. แผนอพยพที่เป็นรูปธรรม: พื้นที่ท่องเที่ยวต้องมีแผนรองรับเหตุฉุกเฉินที่ใช้งานได้จริง
3. การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน: ต้องให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนและแก้ไขปัญหา เพราะเป็นผู้ที่เข้าใจบริบทของพื้นที่ได้ดีที่สุด
“หากไม่มีการจัดการระบบเตือนภัยและแผนอพยพที่ชัดเจน รวมถึงขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ปัญหาใหญ่จะตามมาอีกมากในอนาคต” นายจตุพร กล่าว
ปั้น “หาดใหญ่” ต้นแบบการจัดการภัยพิบัติระดับสากล
สำหรับการรับมือภัยพิบัติครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ นายจตุพร กล่าวว่า แผนการปฏิบัติงานจริงหากได้เป็นรัฐบาล มีแนวคิดสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินการอยู่แล้ว เช่น คลองระบายน้ำ ร.1, ร.2, ร.3 และคลองอู่ตะเภา รวมถึงพิจารณาการขุดลอกทะเลสาบสงขลา เพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่สำคัญที่สุดคือ “ระบบการเตือนภัย” เนื่องจากไม่สามารถป้องกันภัยพิบัติได้ 100% แต่สามารถลดทอนความเสียหายได้ด้วยความแม่นยำ โดยเสนอให้มีระบบแจ้งเตือนผ่านสัญญาณมือถือล่วงหน้า 1-2 วัน เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นและต้องเตรียมตัวอย่างไร
กลยุทธ์สำคัญในการยกระดับพื้นที่คือการจัดทำ “แผนที่เสี่ยงภัยและพื้นที่ปลอดภัย” ที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนทราบจุดที่ต้องอพยพเมื่อเกิดเหตุ และต้องมีการซักซ้อมแผนปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เป้าหมายหลักคือการทำให้อำเภอหาดใหญ่เป็นต้นแบบการจัดการภัยพิบัติระดับสากล เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว
ทั้งนี้ การบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งระบบ ตั้งแต่การเตือนภัย การเข้าแก้ไขปัญหาขณะเกิดเหตุ ไปจนถึงการฟื้นฟูเยียวยา จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวแบบมีคุณภาพและยั่งยืนในพื้นที่ภาคใต้อย่างแท้จริง
ประกาศ “เดินทะลุความขัดแย้ง” ชูธงบริหารนำการเมือง
นายจุพร ยังได้แสดงทัศนะถึงแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งเพื่อให้สังคมไทยว่า ปัญหาความขัดแย้งเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากตราบใดที่มนุษย์ยังมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม พรรคโอกาสใหม่มีจุดยืนที่ชัดเจนคือการใช้ “การบริหารนำการเมือง” เนื่องจากมองว่าการเมืองมักเป็นเรื่องของการทะเลาะเบาะแว้ง พรรคจึงตั้งเป้าที่จะ “เดินทะลุความขัดแย้ง” แทนที่จะเป็นเพียงการพยายามก้าวข้าม เพื่อมุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก
แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคโอกาสใหม่ ยังได้ให้คำมั่นว่าหากได้รับโอกาสในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้ ตนจะเข้ามาแก้ปัญหานี้อย่างแน่นอน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงการหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ให้มีความรุ่งโรจน์ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
ลั่น! พร้อมลาออกหัวหน้าพรรคทันที หากพบลูกพรรคเอี่ยวธุรกิจสีเทา
นายจตุพร ได้เน้นย้ำถึงจุดยืนทางการเมืองที่สำคัญว่า การเมืองที่สุจริตต้องเริ่มต้นจากตัวเราและสมาชิกพรรคที่จะเข้าไปเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมว่านโยบายของพรรคไม่ใช่เพียงแค่วาทกรรมทางการเมือง แต่เป็นแนวทางที่นำไปปฏิบัติจริง
พร้อมยืนยันว่า หากสมาชิกพรรคคนใดถูกตรวจพบว่าเป็นพรรคสีเทา ตนเองในฐานะหัวหน้าพรรคพร้อมที่จะลาออกจากตำแหน่งทันที โดยไม่ต้องเสียเวลา เนื่องจากถือว่าเป็นความรับผิดชอบในการเลือกคนเข้ามาร่วมงาน อย่างไรก็ตาม พรรคยังคงยึดมั่นในระบบนิติรัฐ ซึ่งการกล่าวหาบุคคลใดว่าเป็นสีเทานั้น จะต้องผ่านระบบการตรวจสอบและการกลั่นกรองตามกระบวนการที่ถูกต้องของบ้านเมือง
นอกจากนี้ นายจตุพร ยังได้ระบุถึงแนวทางการทำงานของพรรคว่าต้องการให้เป็น “การเมืองสีขาว” เพื่อหลีกเลี่ยงการกลับไปสู่วังวนปัญหาเดิม ๆ ในอนาคต โดยพรรคมีจุดเด่นในการใช้ระบบการบริหารนำการเมือง และเน้นการทำงานแบบมืออาชีพเพื่อให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง


