"น้ำมันรำข้าวคิง" ทุ่มงบตั้งโรงงานใหม่ ส่ง Ricely บุกตลาดสูงวัย
กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง ลงทุนใหญ่พันล้าน ยกระดับ Value Chain ข้าวไทย ส่ง "Ricely" เครื่องดื่มรำข้าว บุก Aging Society วอนรัฐบาลคุมค่าเงิน-ดูแลเกษตรกรต้นน้ำ
KEY
POINTS
- กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง ลงทุนใหญ่พันล้าน ยกระดับ Value Chain ข้าวไทย ตั้งโรงงานใหม่ คาดแล้วเสร็จกลางปี 2569
- เริ่มบุกตลาด Aging Society ส่ง "Ricely" เครื่องดื่มรำข้าวนวัตกรรมใหม่ ชูเป็นตัวเปลี่ยนเกมอนาคตข้าวไทย
- วอนรัฐคุมค่าเงิน-ดูแลซัพพลายต้นน้ำยันปลายน้ำ เปิดทางส่งออกราบลื่น
“ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่เกษตรกรกลับไม่รวยขึ้น”
ประโยคที่ถูกพูดซ้ำมาหลายทศวรรษ ยังคงสะท้อนความจริงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในวันนี้ โดยเฉพาะชาวนา ผู้เป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อาหารโลก แต่กลับได้ส่วนแบ่งคุณค่าน้อยที่สุด
กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง (King) แบรนด์อาหารไทยที่ยืนหยัดในตลาดมากว่า 49 ปี ยังได้สะท้อนว่า ผู้ประกอบการ ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ผ่านมามักจะพึ่งพาตัวเองมาโดยตลอด แม้จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐบ้าง แต่ปัจจัยความท้าทายยังมีอยู่รอบทิศ
ประทีป สันติวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด กล่าวกับโพสต์ทูเดย์ว่า อุตสาหกรรมเติบโตมาจากการพึ่งพาตนเอง สิ่งที่ต้องการจากภาครัฐคือการดูแลเกษตรกรต้นน้ำให้มีคุณภาพ และการบริหารค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนรวดเร็วเกินไป เพื่อให้ภาคส่งออกสามารถวางแผนและแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง
สำหรับกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง เป็นแบรนด์น้ำมันรำข้าวที่อยู่ในประเทศไทยมานาน
ประทีป เล่าย้อนความถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังว่า ธุรกิจเริ่มต้นโดยพี่ชายของเขา เมื่อประมาณ 49 ปีก่อน (ประมาณปี พ.ศ. 2520) โดยในขณะนั้นครอบครัวได้ไป ซื้อโรงงานเก่าและเครื่องจักรเก่าจากไต้หวันมาในราคา 10 กว่าล้านบาท ซึ่งในช่วงแรกนั้น "องค์ความรู้ก็ไม่มี เราก็ค่อย ๆ พัฒนาตัวนี้ขึ้นมา"
เหตุผลที่เลือก "รำข้าว" แทนที่จะเป็นน้ำมันชนิดอื่น ประทีปเล่าว่า ในอดีตคนส่วนใหญ่จะหันไปทำน้ำมันปาล์มหรือน้ำมันถั่วเหลืองกันหมด แต่ทางบริษัทเลือกทำน้ำมันรำข้าวด้วยเหตุผลหลัก 2 อย่างคือ
- ข้อจำกัดด้านเงินทุน เพราะการทำน้ำมันถั่วเหลืองหรือน้ำมันปาล์มต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการนำเข้าวัตถุดิบครั้งละมาก ๆ เช่น การนำเข้าถั่วเหลืองหนึ่งลำเรือ ซึ่งบริษัทตอนนั้นไม่มีเงินทุนขนาดนั้น
- ความคล่องตัวทางการเงิน รำข้าวสามารถ "ซื้อขายวันต่อวัน" ได้ โดยประทีประบุว่า "คุณซื้อรถมา คุณเอารำส่งคันหนึ่ง เราก็จ่ายเงินคุณคันหนึ่ง" ซึ่งช่วยให้บริหารจัดการกระแสเงินสดได้ง่ายกว่าการจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ
การต่อสู้ในอุตสาหกรรมที่ไม่มีใครอยากทำ
เขายังเล่าต่อว่า ในสมัยนั้น อุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวมีอุปสรรคสำคัญคือ ผลผลิต (Yield) ต่ำ และมีปัญหาเรื่องค่ากรด ที่ทำให้คุณภาพน้ำมันไม่ดี จนผู้ผลิตรายอื่นถอดใจและเปลี่ยนไปทำน้ำมันประเภทอื่นกันหมด จนเหลือผู้ผลิตเพียง 2 เจ้าในตลาด ซึ่ง "คิง" คือหนึ่งในนั้น โดยเขาย้ำว่าที่อยู่รอดมาได้เพราะ "เราไม่มีเงิน ต้องใช้ความรู้กับใช้ความอดทน"
นวัตกรรมแห่งชาติ จุดเปลี่ยนน้ำมันรำข้าวไทย
แม้จะเริ่มธุรกิจมานานแต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงคือการได้รับ นวัตกรรมแห่งชาติในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งประทีปกล่าวว่าเป็น "ตัวเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของน้ำมันเลย" และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บริษัทสามารถยกระดับและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อยอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบันหันมาใช้น้ำมันรำข้าวในสูตรอาหารมากขึ้น เพื่อทดแทนน้ำมันประเภทอื่นเนื่องจากคำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภค
ครองผู้นำตลาดในประเทศ เปิดโอกาสสู่ตลาดโลก
ในแง่การเติบโตที่ผ่านมา ประทีประบุว่าปัจจุบันบริษัทเป็นผู้นำตลาด (Market Leader) โดยมี ส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) สูงถึง 85% ในกลุ่มน้ำมันรำข้าวรีเทล (แบบขวด) ในประเทศไทย ซึ่งตลาดรีเทลมีมูลค่ารวมราว ๆ กว่า 1,000 ล้านบาท และหากรวมอุตสาหกรรมอื่นจะสูงเกือบ 2,000 ล้านบาท
สำหรับการส่งออก ตลาดหลักยังคงเป็นเกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรป และสิงคโปร์ แม้จะเผชิญกับการแข่งขันจากอินเดียและเวียดนาม รวมถึงกำแพงภาษีในอเมริกาที่สูงถึง 19% แต่บริษัทยังคงสามารถแข่งขันได้ด้วยคุณภาพและนวัตกรรม
ทั้งนี้ประทีปมองว่าน้ำมันลำข้าวยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมหาศาล เนื่องจากปัจจุบันมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของตลาดน้ำมันพืชทั่วโลก อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้สร้างรายได้เพียงแค่จากน้ำมัน แต่ยังมีผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-product) ที่สามารถส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ได้อีกด้วย
ทุ่ม 1,500 ล้านบาท ขยายโรงงานรับการเติบโต
ที่ผ่านมาบริษัทไดประกาศลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท ในหลายส่วนเพื่อรองรับการเติบโต ในการเพิ่มกำลังการผลิตและปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร ไฮไลต์สำคัญคือ การสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งปัจจุบันคืบหน้าไปแล้ว 50% และคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในช่วงกลางปี 2569 นี้
การเลือกทำเลนครสวรรค์ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์เพื่อ เชื่อมต่อวัตถุดิบระหว่างภาคกลางและภาคอีสาน (ซึ่งเป็นแหล่งข้าวหอมมะลิ) และยังตั้งอยู่ใกล้กับกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ทำให้สามารถส่งต่อผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-product) ได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังมีการปรับปรุงเครื่องจักรที่โรงงานสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในปลายปีนี้
ส่วนโรงงานสีคิ้ว (โคราช) อยู่ระหว่างการปรับปรุงเครื่องจักร ซึ่งจะเสร็จสิ้นภายในปลายปีนี้ รวมถึงโครงการในอนาคต มีแผนจะตั้งโรงงานเพิ่มกำลังการผลิตอีกหนึ่งแห่งในพื้นที่เดิม ซึ่งอยู่ในช่วงการเตรียมการ
ชู R&D และหลักเศรษฐกิจพอเพียงสร้างภูมิคุ้มกันธุรกิจ
ความสำเร็จของบริษัทไม่ได้มาจากประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) กับสถาบันการศึกษาชั้นนำอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อทดสอบและตีพิมพ์งานวิจัยรองรับสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ โดยแต่ละผลิตภัณฑ์ใช้เวลาศึกษาและพัฒนาร่วม 2 ปี
ประทีปยังเผยถึงปรัชญาเบื้องหลังความสำเร็จว่าคือการน้อมนำ หลักเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ ทั้งเรื่องการมีเหตุผล ความพอประมาณ และการมีภูมิคุ้มกัน
พร้อมระบุว่าในอดีตที่เริ่มธุรกิจเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน บริษัทไม่ได้มีทุนมากพอจะแข่งในตลาดน้ำมันปาล์มหรือถั่วเหลือง จึงเลือกใช้ความรู้และความอดทนในการพัฒนา "รำข้าว" ที่สามารถซื้อขายแบบวันต่อวันได้ จนกลายเป็นผู้นำในทุกวันนี้
เสนอรัฐบาลดูแลเกษตรกรต้นน้ำ-คุมค่าเงิน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธุรกิจยังเผชิญความท้าทายรอบด้านอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ในมุมมองของประทีป เขาเน้นย้ำว่าสิ่งที่คาดหวังมากที่สุดคือการที่รัฐบาลควรดูแลเกษตรกรให้ดี เนื่องจากเกษตรกรคือส่วนของซัพพลาย (Supply) ที่สำคัญที่สุดหากต้นทางเข้มแข็งและมีคุณภาพ อุตสาหกรรมต่อเนื่องก็จะสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้
นอกจากนี้มองว่ารัฐบาลควรเข้ามา ดูแลเรื่องค่าเงินให้มีเสถียรภาพ ให้อยู่ในระดับที่ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการได้ง่าย อยู่ในระดับที่ "จัดการได้ง่าย" คือไม่แข็งหรืออ่อนรวดเร็วเกินไป เพื่อให้ภาคการส่งออกและธุรกิจในภาพรวมทำงานได้อย่างราบรื่น ซึ่งเขามองว่าเรื่องนี้จะส่งผลดีต่อธุรกิจในภาพรวมของประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจน้ำมันรำข้าวเท่านั้น
ที่ผ่านมาประทีปมองว่าอุตสาหกรรมรำข้าวช่วยตัวเองมาตลอด แม้รัฐบาลจะมีการช่วยเหลือบ้างแต่ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการต้องใช้ความรู้และความอดทนในการสร้างนวัตกรรมเอง ดังนั้นหากรัฐบาลเข้ามาสนับสนุนในส่วนของอุปสรรคด้านราคาหรือปัจจัยภายนอก เช่น ภาษีหรือการแข่งขันกับต่างประเทศก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสู้กับคู่แข่งอย่างอินเดียหรือเวียดนามได้ดียิ่งขึ้น
ความท้าทายยังมีรอบด้าน
ประทีประบุว่าปัจจุบันมีผู้ผลิตหลายรายและมีการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเข้ามาแบ่งบรรจุขายในไทยมากขึ้น ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น ขณะที่คู่แข่งต่างประเทศ ในตลาดโลกต้องเผชิญกับคู่แข่งสำคัญอย่าง อินเดีย ที่ผลิตได้จำนวนมากแต่คุณภาพยังต้องตรวจสอบ และเวียดนาม ที่มีกำลังการผลิตสูงเช่นกัน อีกทั้งส่วนแบ่งในตลาดโลก น้ำมันรำข้าวมีสัดส่วนในตลาดน้ำมันพืชโลก ไม่ถึง 1%
นอกจากนี้ยังเผชิญความท้าทายเรื่อง ความผันผวนของค่าเงิน ตามที่กล่าว ราคาวัตถุดิบที่ไม่คงที่ ธุรกิจรำข้าวเป็นอุตสาหกรรมกึ่งสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่ง ราคารำข้าวมีความผันผวนสูง บางปีราคาสูงกว่า 10 บาท บางปีก็ต่ำกว่า ทำให้ยากต่อการควบคุมต้นทุน มาตรการภาษี ในการส่งออกไปต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าประมาณ 19% แม้จะยังสามารถสู้ได้แต่ก็ถือเป็นต้นทุนที่ต้องบริหารจัดการ
เป้าหมายต่อไป ประทีป เผยว่า กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง จะมุ่งใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับมูลค่าข้าวไทยและตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพโลก
1.การมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสังคมผู้สูงอายุ เป้าหมายหลักในอนาคตคือการมองเรื่อง สุขภาพ (Health) ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ สังคมผู้สูงอายุ ในประเทศไทยที่มีประชากรอายุเกิน 60 ปี ถึง 1 ใน 3 เขามองว่าข้าวไม่ควรเป็นเพียงอาหารหลัก แต่ต้องมองให้เป็น ยา เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่หลากหลาย ผลิตภัณฑ์ในอนาคตจะถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้สูงอายุเพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน
2.นอกจากน้ำมันรำข้าวแล้วล่าสุดเปิดตัว เครื่องดื่มรำข้าว (ตราไรซ์ลี่ - Ricely) บริษัทตั้งเป้าให้ Ricely เป็นนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนอนาคตข้าวไทย โดยเป้าหมายคือการขยายการใช้ประโยชน์จาก แป้งรำข้าวหรือรำสกัดน้ำมัน เข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารให้มากขึ้น เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นทั้งไฟเบอร์สูง วิตามิน B1 และ B3 รวมถึงมีสรรพคุณทางยา เช่น ช่วยระบบขับถ่าย ฯลฯ
ปัจจุบันบริษัทยังคงมุ่งเน้นที่การทำตลาดผลิตภัณฑ์ Ricely เป็นหลัก พร้อมเตรียม ปรับปรุงรสชาติหรือออกสูตรใหม่ ๆ ตามคำเรียกร้องและฟีดแบคจากผู้บริโภค
3. การสร้างมูลค่าเพิ่มและการเติบโตทางธุรกิจ เป้าหมายเชิงธุรกิจคือการ สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโต โดยบริษัทตั้งเป้า รักษาอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ปีละประมาณ 5% อย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าตลาดน้ำมันรำข้าวในระดับโลกจะมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของตลาดน้ำมันพืชทั้งหมด แต่ประทีปมองว่าเป็น โอกาสมหาศาลในการส่งออก ไปยังตลาดโลกเพิ่มเติมจากเดิมที่มีตลาดหลักอย่างเกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรป และสิงคโปร์อยู่แล้ว
หมายเหตุ: สัมภาษณ์ในงานแถลงข่าวการประกวดนวัตกรรมข้าวไทยประจำปี 2569 โดยสำนักกงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์


