Disney หุ้นร่วง 5% นักท่องเที่ยวต่างชาติวูบ จับตาผลัดใบ CEO คนใหม่
หุ้น Walt Disney ร่วง 5% เซ่นพิษนักท่องเที่ยวต่างชาติเมินเที่ยวสวนสนุกสหรัฐฯ ฉุดรายได้ จับตาผลัดใบ CEO คนใหม่
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า หุ้น Walt Disney (DIS.N) ปรับตัวลดลงเกือบ 5% ในการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ ทันทีที่บริษัทออกมาเตือนถึง "แรงกดดัน" จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในสวนสนุกสหรัฐฯ ที่ลดน้อยลง ประกอบกับกำไรในฝั่งธุรกิจภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่หดตัว ในช่วงเวลาสำคัญที่บริษัทกำลังเตรียมประกาศรายชื่อผู้สืบทอดตำแหน่งซีอีโอต่อจาก Bob Iger
Hugh Johnston ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ของ Disney ระบุว่า บริษัทกำลังเจอปัจจัยลบจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ แม้ไม่ได้ระบุสาเหตุเจาะจง แต่สถานการณ์นี้สอดคล้องกับเทรนด์การท่องเที่ยวสหรัฐฯ ที่กำลังชะลอตัว ทำให้ Disney ต้องปรับแผนหันมาทุ่มงบการตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าในประเทศแทน เนื่องจากมองทิศทางตลาดต่างประเทศได้ไม่ชัดเจนนัก
Ben Barringer หัวหน้าฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีจาก Quilter Cheviot วิเคราะห์ว่า "การที่หุ้นร่วงลงครั้งนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจสวนสนุก เพราะด้วยขนาดธุรกิจที่ใหญ่มาก จึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญของบริษัท"
สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC) เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า สหรัฐฯ มียอดนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 6% ในปี 2025 สวนทางกับตลาดท่องเที่ยวโลกที่การใช้จ่ายโตขึ้น 6.7%
ปัจจัยลบส่วนหนึ่งมาจากความกังวลเรื่องนโยบายกีดกันผู้อพยพ ทำให้นักท่องเที่ยวเบนเข็มไปเที่ยวยุโรปหรือญี่ปุ่นแทน
ธุรกิจบันเทิงกำไรหด-สตรีมมิ่งโตสวนทาง
กลุ่มธุรกิจบันเทิง ซึ่งรวมสตูดิโอหนัง ทีวี และสตรีมมิ่ง รายงานกำไรจากการดำเนินงานลดลงถึง 35% สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการตลาดที่พุ่งสูงในการโปรโมตภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง "Zootopia 2" และ "Avatar: Fire and Ash"
ในทางกลับกัน ธุรกิจสตรีมมิ่ง (Disney+, Hulu และ ESPN) กลับทำผลงานได้น่าประทับใจ โดยมีกำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้น 72% แตะ 450 ล้านดอลลาร์ และรายได้โต 13% เป็น 4.4 พันล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกัน Disney ได้ยกเลิกการเปิดเผยตัวเลขรายได้ทีวีแบบดั้งเดิม โดยให้เหตุผลว่าตัวเลขดังกล่าว "ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป" ในยุคที่คอนเทนต์กระจายไปหลายช่องทาง
จับตา 'Josh D'Amaro' ตัวเต็ง CEO คนใหม่
อีกประเด็นที่นักลงทุนเกาะติดคือการเฟ้นหา CEO คนใหม่ โดยคาดว่าจะมีการประกาศชื่อซีอีโอแทน Bob Iger ในช่วงต้นปีนี้ ซึ่งผู้บริหารในวงการฮอลลีวูดต่างมองว่า Josh D'Amaro ประธานกลุ่มธุรกิจ Experiences (ดูแลสวนสนุกและสินค้าลิขสิทธิ์) คือตัวเต็งอันดับหนึ่ง
Jessica Reif Ehrlich นักวิเคราะห์จาก Bank of America มองว่า "ความไม่ชัดเจนเรื่องผู้สืบทอดตำแหน่งกดดันราคาหุ้นมาพักใหญ่ หาก D'Amaro ได้รับเลือกจริง น่าจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้ เพราะผลงานในกลุ่มธุรกิจสวนสนุกภายใต้การนำของเขาถือว่าแข็งแกร่งมาก"
ข้อมูลระบุชัดเจนว่า กลุ่มธุรกิจ Experiences คือ "เส้นเลือดใหญ่" ของ Disney โดยในไตรมาสล่าสุดทำรายได้ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ และกวาดกำไรจากการดำเนินงานคิดเป็นสัดส่วนถึง 72% ของกำไรทั้งบริษัท
สรุปผลประกอบการไตรมาสล่าสุด ภาพรวมรายได้ของ Disney เพิ่มขึ้น 5% เป็น 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีกำไรก่อนหักภาษี 3.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แม้ว่ากำไรต่อหุ้น (Adjusted EPS) จะลดลง 7% มาอยู่ที่ 1.63 ดอลลาร์ก็ตาม
บริษัทฯ ยังคงยืนยันเป้าหมายการเติบโตของกำไรต่อหุ้นในระดับเลขสองหลัก (Double-digit) สำหรับปีนี้ และคาดว่าจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานราว 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมเดินหน้าโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ต่อไป
แม้จะได้รับผลกระทบระยะสั้นจากข้อพิพาทเรื่องสัญญากับ YouTube TV ที่ทำให้รายได้ฝั่งกีฬาวูบไปกว่า 110 ล้านดอลลาร์ก็ตาม


