ธุรกิจร้านสะดวกซักกำลังขาลงจริงไหม? มุมมองจาก WashXpress
WashXpress ชี้ธุรกิจร้านสะดวกซักเข้าสู่ยุคคัดกรองด้วย ‘มาตรฐานโอลิมปิก’ เปิดเกมยกระดับอุตสาหกรรม ตามรอยโมเดล "เซเว่นฯ" แห่งวงการร้านสะดวกซัก"
KEY
POINTS
- ตลาดร้านสะดวกซักที่เคยเติบโตแบบก้าวกระโดด กำลังถูกจับตาว่าเริ่มอิ่มตัวและเข้าสู่ภาวะขาลงหรือไม่?
- แต่ WashXpress หนึ่งในผู้นำตลาดมองต่าง ระบุว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม เข้าสู่ยุคคัดกรองด้วย ‘มาตรฐานโอลิมปิก’
- เปิดแผนธุรกิจปี 69 ขยายอีก 100 สาขา พร้อมติดแอร์ เดินตามรอยโมเดลเซเว่นฯ วงการร้านสะดวกซัก
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เริ่มมีเสียงกระซิบว่า “ร้านสะดวกซักเริ่มล้มหายตายจาก” บางทำเลที่เคยมีร้านเปิดเรียงราย วันนี้ปิดไฟเงียบ เหลือเพียงเครื่องซักผ้าเก่า ๆ กับป้ายซีดจาง
คำถามคือ ธุรกิจร้านสะดวกซักกำลังเข้าสู่ขาลงจริง หรือกำลังเดินซ้ำรอยธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ ที่เคยผ่าน “จุดเปลี่ยนของมาตรฐาน”?
ธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH ฉายภาพว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ขาลงของทั้งอุตสาหกรรม แต่คือ “การคัดกรอง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ภาพที่เราเห็นวันนี้ คล้ายร้านโชห่วยในวันที่เซเว่นอีเลฟเว่นเข้ามา ไม่ใช่คนไม่ซื้อของ แต่คนมีตัวเลือกในการซื้อเพิ่มขึ้น”
ธนาเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ในอดีตร้านปะยางริมถนนเคยเป็นคำตอบเดียวของผู้ใช้รถ แต่วันนี้ผู้บริโภคมีตัวเลือกอย่าง Quik หรือ Shell Helix เพราะมั่นใจในคุณภาพ ความสะอาด และเวลาให้บริการ
ร้านกาแฟก็ไม่ต่างกัน จากวันที่ “รสชาติแล้วแต่คนชง” สู่ยุคของ Starbucks และ Amazon ที่สร้างมาตรฐานเดียวกันทุกสาขา จนร้านเล็กต้องขยับไปเป็นร้านเฉพาะทาง
ร้านสะดวกซื้อคือภาพชัดที่สุด
ก่อนเซเว่นเข้ามา ร้านโชห่วยเปิด–ปิดไม่แน่นอน แต่ละร้านราคาไม่เท่ากัน ไม่มีแอร์ ไม่มีระบบเป๊ะ ๆ แต่เซเว่นมาตรฐานเข้ามา ตั้งแต่มีแอร์ เปิด 24 ชั่วโมง ราคาเดียวกันทั้งประเทศ ไปจนถึงพนักงานที่ทำได้ทุกอย่าง ภายในไม่กี่นาที และ “มาตรฐานพวกนี้เอง เป็นตัวชี้วัดการอยู่รอด”
“วันนี้ผู้บริโภคมี ความคาดหวังสูงมากในทุกธุรกิจ ตัวอย่างเช่นผมเคยอยู่ในแวดวงธนาคารมาก่อน แอปพลิเคชันธนาคาร ที่แม้สถิติโลกจะระบุว่าแอปธนาคารไทยระบบล่มน้อยมาก แต่ผู้คนก็ยังโกรธเวลาล่ม เพราะเราชินกับมาตรฐานของ Google, Line, Facebook ที่ไม่เคยล่ม"
ธนา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังถูกสปอยจากมาตรฐานโอลิมปิก เช่นการเดินเข้าเซเว่นต้องมีแอร์ ถ้าหากร้านสะดวกซักไม่มีแอร์ หรือไม่มีแอปพลิเคชัน สำหรับจองเครื่องหรือรับโปรโมชั่น ผู้บริโภคก็จะเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเพราะความเคยชินกับเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน
WashXpress เลือกเป็น ‘เจ้าของเกม’
ในธุรกิจร้านสะดวกซัก ผู้เล่นส่วนใหญ่ยังใช้โมเดล “ขายเครื่องแล้วจบ” ร้านไหนเครื่องเสีย เจ้าของร้านต้องแก้เอง ลูกค้าโทรไม่ติด ไม่มีคนรับผิดชอบ นี่คือปัญหาหลัก และเป็นเหตุผลที่ WashXpress ลงทุนเป็นเจ้าของสาขาเองเกือบทั้งหมด คล้ายโมเดลเซเว่นฯ ซึ่งพูดง่าย ๆ คือเรากำลังเดินตามรอยโมเดลของเซเว่นฯ เพื่อควบคุมประสบการณ์ลูกค้าแบบ 100% และเงินทุนจากการเข้าตลาดหลักทรัพย์คือ “อาวุธ” สำคัญ ที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง
ดังนั้น ธุรกิจที่ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐาน ถ้ามีเจ้าใดเจ้าหนึ่งนำมาตรฐานมาใส่ เจ้านั้นจะเป็นผู้ชนะ ทางทีมงานได้ซุ่มทำเรื่องนี้มา 2-3 ปีเพื่อที่จะประกาศว่ามาตรฐานแบบนี้จะ เปลี่ยนเกมในตลาด
ยึด 7 มาตรฐานโอลิมปิก
กวิน กลองกระโทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง WASH อธิบายว่า เพื่อให้ก้าวข้ามการแข่งขันแบบเดิม ๆ บริษัทได้กำหนดมาตรฐาน 7 ด้าน (Olympics Standard) ดังนี้
- Hygiene Standard: ห้ความสำคัญทั้งความสะอาดของเครื่อง โดยมีบริการ ล้างถังฟรี ก่อนใช้งาน
- Service Standard: มีพนักงานที่ผ่านการเทรนมาอย่างดีเพื่อให้บริการ "ซัก อบ พับ" โดยลูกค้าสามารถฝากผ้าไว้แล้วรอรับการแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน
- Environmental Standard: ร้านต้องใหญ่ มีที่จอดรถสะดวก และที่สำคัญคือ การติดเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ซึ่งจากการทดลอง 20 สาขาพบว่ายอดขายพุ่งสูงขึ้นมาก ปีนี้จึงมีแผนติดแอร์ให้ครบ 100 สาขา
- Support Standard: มั่นใจด้วยทีม Call Center ตัวจริงที่แสตนด์บายดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
- Digital Standard: แอปพลิเคชันอัจฉริยะที่ใช้ง่ายปลอดภัย พัฒนาจากข้อมูลการใช้งานจริงของลูกค้า (ปัจจุบันมีผู้ใช้ 1.8 ล้านคน) สำหรับสแกนจ่าย เช็กสถานะเครื่อง และสะสมคะแนน
- Safety Standard: ร้านสว่าง โปร่ง ปลอดภัย พร้อมระบบ CCTV รอบทิศทาง 24 ชั่วโมง
- Quality Consistency: การบริหารร้านเองด้วยทีมงานของบริษัท เพื่อรักษาคุณภาพการให้บริการ ที่สมบูรณ์ที่สุดในทุกสาขาแก่ลูกค้า
ปัจจุบัน WashXpress มีสาขารวม 591 แห่ง ครอบคลุม 21 จังหวัด โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 100 สาขา มุ่งรุกหัวเมืองหลักในภาคเหนือและภาคใต้ อาทิ เชียงใหม่ หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต พร้อมจัดสรรงบลงทุนกว่า 400 ล้านบาท สำหรับการเปิดสาขาใหม่ควบคู่กับการอัปเกรดร้านเดิม โดยเฉพาะการติดแอร์ทั้งสาขาใหม่และสาขาเดิม ประมาณ 100 สาขา
3 สาเหตุรายย่อยปิดตัว
กวิน กล่าวว่า ในขณะที่หลายคนมองว่าธุรกิจร้านสะดวกซักเป็น Red Ocean (การแข่งขันสูง) ซึ่งหากดูข้อมูลภาพรวมตลาดจากที่เคยปรากฏในสื่อ พบว่า ร้านสะดวกซักจะมีมากกว่า 5,000 สาขา และกว่า 50 แบรนด์ แต่ทาง WashXpress มองว่าเป็น Blue Ocean สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและทุน
แต่ถามว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้รายเล็กๆ หรือแฟรนไชส์ที่ปิดไป ส่วนใหญ่มักเจอปัญหาหลัก 3 เรื่องที่ทำให้ลูกค้าไม่กลับมาใช้บริการ คือ
- ความสะอาด ทั้งความสะอาดของผ้าและตัวร้าน
- เครื่องเสียบ่อยและซ่อมนาน ทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึก และไม่กลับมาใช้บริการอีก
- การแก้ปัญหาที่ล่าช้า ไม่มีคนช่วยแก้ไขปัญหาได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ
ปี 68 รายได้ WASH 745 ล้าน ยังแข็งแกร่ง
WashXpress นับตั้งแต่ขยายสาขาเกิน 500 แห่ง บริษัทต้องปิดกิจการเพียง 1 สาขาเท่านั้น กวิน เล่าว่า เพราะสร้างมาตรฐานให้แบรนด์อยู่รอดสะท้อนความแข็งแกร่งจากผลประกอบการ ปี 2568 (งวด 9 เดือนแรก) WASH มีรายได้รวม 745.82 ล้านบาท เติบโต 24.79% และมีกำไรสุทธิ 87.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.60% จากช่วงเดียวกันปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 11.70% พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล งวดมกราคม–มิถุนายน 2568 ในอัตรา 0.0722 บาทต่อหุ้น สอดคล้องกับนโยบายจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ
สำหรับปี 2569 ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 25% และตั้งเป้ายอดขายสาขาเดิม (SSSG) เติบโต 10% โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการยกระดับบริการและประสบการณ์ใช้งานร้านสะดวกซักให้ดีที่สุดในตลาด
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามจำนวนแบรนด์ในตลาด WashXpress อยู่ในอันดับ 2 ของอุตสาหกรรม แต่หากนับเฉพาะจำนวนสาขาที่บริษัทเป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการเองทั้งหมด (Owned Store) WashXpress ครองตำแหน่งผู้นำอันดับ 1
"เซเว่นฯ แห่งวงการร้านสะดวกซัก"
ธนา กล่าวเสริมว่า WashXpress กำลังเดินตามรอยรุ่นพี่อย่าง 7-Eleven, Starbucks หรือ Quik ที่เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม เพราะอุตสาหกรรมนี้ยังเล็กมาก ๆ เช่น การมี Call Center 24 ชม. หรือการทยอยติดแอร์ทุกสาขา และที่ไอเดียที่ยังไม่ได้อยู่ในแผนจริงจังก็มีอีกเยอะ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นมาตรฐานทำให้เกิดการคัดกรองในตลาด
โมเดลธุรกิจเน้นเป็นเจ้าของ
กวิน กล่าวต่อถึงโมเดลธุรกิจว่า เป็นเจ้าของและบริหารสาขาเองเกือบทั้งหมดโดยปัจจุบันเหลือสาขาแฟรนไชส์เพียง 79 แห่ง และไม่มีแผนขยายแฟรนไชส์เพิ่มเติม เพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการและประสบการณ์ลูกค้าให้เป็นหนึ่งเดียวกัน 100% ในทุกสาขาให้เกิดความยั่งยืนทางธุรกิจ
ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการหลัก ๆ คือกกลุ่มคอนโด หอพัก อพาร์ทเม้นต์ ขณะที่กลุ่มบ้านเดี่ยวก็มาใช้บริการผ้าห่ม ผ้านวม รวมถึงอบผ้าซึ่งใช้เครื่องซักอบผ้ามาตรฐานอุตสาหกรรมจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอายุการใช้งานยาว 10–15 ปี รองรับการใช้งานหนักและคุณภาพบริการในระยะยาว
มุ่งหน้าบริการเสริม รีดผ้า และเดลิเวอรี่
กวินเผยว่า นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมและบริการเสริม ด้านเทคโนโลยี บริษัทมีทีมพัฒนาแอปพลิเคชันของตนเอง ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 1.8 ล้านราย โดย 65% ของธุรกรรมชำระเงินผ่านแอป พร้อมต่อยอดบริการเสริม อาทิ บริการรีดผ้า และบริการรับ–ส่งผ้า (Delivery) เพื่อเพิ่มความสะดวกและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า
ปัจจุบัน WashXpress มีพนักงานรวมกว่า 800 คน โดยเป็นทีมงานส่วนหลังบ้าน (Back Office) ไม่ถึง 100 คน ขณะที่ส่วนใหญ่เป็นพนักงานประจำสาขาและทีมช่างเทคนิค ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนคุณภาพการให้บริการในทุกสาขา หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือการยกระดับบทบาท “แม่บ้านประจำร้าน” จากผู้ดูแลความเรียบร้อย ไปสู่การเป็นพนักงานบริการเต็มรูปแบบในสไตล์เดียวกับร้านสะดวกซื้อ
โดยเปิดโอกาสให้มีรายได้เสริมจากบริการซัก–อบ–พับ หรือบริการรับ–ส่งผ้า พร้อมปรับปรุงสวัสดิการและสภาพแวดล้อมการทำงาน เช่น การจัดให้มีห้องน้ำภายในร้าน เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและลดภาระในการทำงาน
ขณะเดียวกันยังมีฝ่ายดูแลประสบการณ์ลูกค้า โดยเฉพาะเพื่อรับฟัง แก้ไขปัญหา และยกระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่ช่วยสร้างความแตกต่างและความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือคู่แข่งในตลาด
โดยสรุปจากที่ผู้บริหารกล่าวมานั้น ตอนนี้ร้านสะดวกซักไม่ได้ขาลง แต่กำลังถูกคัดกรอง ใครไม่มีมาตรฐานอาจไม่รอด เพราะมาตรฐานจะเป็นตัวตัดสิน


