ความลับ “บ้านหลังสุดท้าย” สุริยา หีบศพ กับทายาทรุ่นที่ 2 “ณชพล สุริยเสนีย์”
เปิดความลับ ตำนาน ธุรกิจ “สุริยา หีบศพ” กับความท้าทายในการบริหารงานของทายาทรุ่นที่ 2 บนโจทย์ ทำให้อยู่ต่อ ขยายให้ได้ และต้องสร้างสรรค์ ผ่าน “ณชพล สุริยเสนีย์”
KEY
POINTS
- ถอดรหัส 3 โจทย์ใหญ่ในการบริหาร "รักษา-ขยาย-สร้างสรรค์" กลยุทธ์นำพาธุรกิจบริการหลังความตายให้เติบโตอย่างยั่งยืน
- ยึดมั่น DNA "ความจริงใจและความซื่อสัตย์" มรดกจากรุ่นพ่อที่สร้างความไว้วางใจให้แบรนด์ ท่ามกลางการแข่งขันที่ท้าทาย
- เรียนรู้จากความล้มเหลว สู่ไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ เตรียมเปิดตัวโครงการ "DIY หีบศพ" ให้ลูกค้าได้ออกแบบบ้านหลังสุดท้ายด้วยตนเอง
ณชพล สุริยเสนีย์ ทายาทรุ่นที่ 2 ผู้รับไม้ต่อธุรกิจ "สุริยาหีบศพ" มรดกล้ำค่าจากครอบครัวที่เขาผูกพันมาตั้งแต่เด็ก จนกลายเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่มุ่งมั่นจะพาธุรกิจบริการหลังความตายนี้ให้ก้าวทันโลกอย่างยั่งยืน
บ้านหลังสุดท้าย ที่เริ่มต้นจากความช่วยเหลือ
หากจะพูดถึงธุรกิจหีบศพ หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวหรือน่ากลัว แต่สำหรับ ณชพล ลูกคนที่ 8 หรือคนสุดท้องของ สมชาย สุริยเสนีย์ เขาเติบโตมาในบรรยากาศนี้ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เดินตามรอยคุณพ่อไปเรียนรู้งานทุกขั้นตอน ตั้งแต่การฉีดฟอร์มาลีนไปจนถึงการขาย แม้ว่าจะมีบางช่วงที่ท้อและเหนื่อย แต่สุดท้ายก็กลับมาสานต่อธุรกิจให้คงอยู่ โดยเขาไม่ได้มองว่านี่เป็นเพียงการขายสินค้า แต่เขาวาง Position ของแบรนด์ในฐานะ "Helper" หรือผู้ช่วยในยามที่ครอบครัวต้องเผชิญกับความสูญเสีย
"ลูกค้าเข้ามาหาเราด้วยความงงและความแบลงค์ เพราะเพิ่งสูญเสีย หน้าที่ของเราคือการทำ Educational Marketing" ณชพล เล่าถึงหัวใจสำคัญของการบริการ คือการเข้าไปให้คำแนะนำอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้ครอบครัว คลายความกังวลและจัดการทุกอย่างได้อย่างถูกต้อง
นอกจากการดูแลลูกค้ารายย่อยแล้ว ณชพล ยังขยายฐานลูกค้าอย่างเป็นระบบผ่าน ความร่วมมือกับโรงพยาบาล หลายแห่งเขาสังเกตเห็นว่าโรงพยาบาลยังขาดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการศพอย่างเป็นระบบ สุริยาหีบศพจึงนำองค์ความรู้ที่มีเข้าไปช่วยสนับสนุน
ผ่าโจทย์ทายาท รักษา ขยาย และสร้างสรรค์
เขาเล่าต่อว่า สิ่งที่คุณพ่อ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ในการทำธุรกิจสุริยาหีบศพ คือเรื่อง "ความจริงใจ" และ "ความซื่อสัตย์" ซึ่งถือเป็น DNA สำคัญของแบรนด์ แม้ในยุคปัจจุบันนี้จะมีการนำฐานโรงศพที่ใช้แล้ว มาขายต่อในราคาที่แพงและตัดราคาของมือหนึ่งเล็กน้อย ก็ตาม สุริยา หีบศพ ถือว่าเรื่องนี้คือเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรทำ เพราะนี่คือ บ้านหลังสุดท้าย ของคนที่เรารัก และลูกค้าควรได้รับรู้ว่าสิ่งที่เขาจ่ายเงินไป คือ ของมือหนึ่ง หรือ ของที่ใช้แล้ว
สำหรับโจทย์ในการทำธุรกิจของ ณชพล คือ การรักษา การขยาย และ การสร้างสรรค์ โดยเขาอธิบายเพิ่มเติมว่า โจทย์แรกคือ การรักษาธุรกิจมรดกนี้ไว้ให้คงอยู่คู่กับสังคมไทย นั้น การรักษาคุณภาพและมาตรฐานของแบรนด์เป็นสำคัญ การรักษา DNA ความจริงใจและความซื่อสัตย์ ที่ส่งต่อมาจากรุ่นคุณพ่อ คือสิ่งสำคัญ
"ความจริงใจมันฟังดูเชยนะ แต่ความจริงมันง่ายและทรงพลังเสมอ" ณชพล ย้ำถึง DNA ของสุริยาหีบศพ นั่นคือความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพที่ทำให้ลูกค้าและเพื่อนฝูงไว้วางใจจนถึงขั้นโอนเงินมาฝากไว้ล่วงหน้าเพื่อบริจาคโลงศพ โดยไม่ต้องขอหลักฐานใดๆ
การขยาย คือการขยายฐานลูกค้าและโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ ทั้งกลุ่มลูกค้าองค์กร ในการเข้าไปร่วมมือกับโรงพยาบาลที่ยังขาดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการศพ เพื่อนำความเชี่ยวชาญของสุริยาไปสนับสนุนและขยายตลาดไปพร้อมกัน
รวมถึงเข้าไปอยู่ใน Ecosystem บริการหลังความตาย เพื่อต่อยอดสู่บริการแบบ One Stop Service ที่ดูแลครบวงจร ทั้งเรื่องวัด อาหารในงานศพ การ์ดเชิญ และการประสานงานต่าง ๆควบคู่ไปกับช่องทางออนไลน์ เพื่อชดเชยยอดขายหน้าร้านที่ลดลง ด้วย
เรียนรู้จากความล้มเหลวของความสร้างสรรค์ แต่ไม่ถอย
ส่วนเรื่องความสร้างสรรค์ เขาได้ตั้งโจทย์ส่วนตัวว่า จะต้องสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดทุก 2-3 ปี เพื่อให้วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ขับเคลื่อนไปได้เรื่อยๆ โดยเร็วๆนี้จะมี โครงการ DIY หีบศพไอเดียการสร้างห้องพร้อมอุปกรณ์ให้ลูกค้าได้เข้ามาออกแบบและสร้าง "บ้านหลังสุดท้าย" ด้วยฝีมือตนเองตามความต้องการ แล้วทางร้านจะเก็บรักษาไว้ให้จนกว่าจะถึงเวลาใช้งาน
ณชพล สุริยเสนีย์
ณชพล เล่าว่า ก่อนหน้านี้ เขาเคยล้มเหลวจากการทำนวัตกรรมมาแล้ว แต่ก็เรียนรู้ และเดินหน้าต่อ โดย ณชพล เล่าย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนว่า เชาเคยลองทำ "หีบศพกระดาษ" ซึ่งแม้จะดีในเชิงทฤษฎี (ต้นทุนต่ำ, รักษ์โลก) แต่กลับล้มเหลวในเชิงความรู้สึกของลูกค้าที่มองว่าดู "อนาถา" ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนมาพัฒนานวัตกรรมแบบ ค่อยเป็นค่อยไป แทนการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดที่ขัดกับความรู้สึกของผู้คน
สุดท้าย เป้าหมายในอนาคตของ ณชพล ไม่ใช่เพียงแค่การขายโลงศพ แต่คือการทำให้สุริยาหีบศพอยู่คู่กับสังคมไทยไปตราบนานเท่านาน ด้วยการเป็น One Stop Service ที่ดูแลตั้งแต่เรื่องวัด อาหาร ไปจนถึงการจัดงานทุกขั้นตอน
แม้จะต้องเหนื่อยหรือท้อบ้างในบางช่วง แต่เขาก็มุ่งมั่นที่จะรักษา "มรดก" นี้ไว้ด้วยความภาคภูมิใจในฐานะผู้ส่งต่อความสุขสงบสุดท้ายของชีวิตผู้คน


