posttoday

กฎหมายใหม่ปี 69 ช้อปออนไลน์ไม่เหมือนเดิม เสียอากรทุกบาทที่นำเข้า

11 มีนาคม 2569

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การช้อปปิ้งออนไลน์จากต่างประเทศกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า หรือของใช้จิปาถะ หลายคนคุ้นเคยกับการสั่งของจากแพลตฟอร์มต่างประเทศในราคาย่อมเยา และบางครั้งก็ไม่ต้องเสียภาษีหรืออากรใดๆ หากมูลค่าสินค้าไม่สูงมากนัก

แต่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป พฤติกรรมการช้อปออนไลน์อาจต้องเปลี่ยนไป เพราะกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการจัดเก็บอากรสินค้านำเข้าได้ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง โดยมีหลักสำคัญคือ “เก็บอากรตั้งแต่บาทแรก”

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่ากฎหมายใหม่นี้คืออะไร ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบ และผู้บริโภคควรเตรียมตัวอย่างไร เพื่อไม่ให้เจอค่าใช้จ่ายที่บานปลายโดยไม่ทันตั้งตัว

กฎหมายใหม่ว่าด้วยอากรสินค้านำเข้า คืออะไร

สาระสำคัญของกฎหมายใหม่ คือการปรับแนวทางการจัดเก็บอากรและภาษีศุลกากรสำหรับ สินค้าที่สั่งซื้อจากต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งผ่านแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใดก็ตาม

ที่ผ่านมา...สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด อาจได้รับการยกเว้นอากรหรือเสียภาษีในอัตราต่ำ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าการสั่งของจากต่างประเทศ “คุ้มกว่า” ซื้อในประเทศ แต่กฎหมายใหม่ปี 2569 ได้ ยกเลิกแนวคิดเรื่องการยกเว้นในทางปฏิบัติ และหันมาใช้หลักการจัดเก็บอากรอย่างครอบคลุมมากขึ้น เพื่อความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการในประเทศ

เสียอากรตั้งแต่บาทแรก หมายความว่าอย่างไร

คำว่า “เสียอากรตั้งแต่บาทแรก” ไม่ได้หมายความว่าทุกชิ้นจะเสียในอัตราสูงเท่ากัน แต่หมายถึง ไม่มีการยกเว้นเพราะมูลค่าสินค้าต่ำ อีกต่อไป ไม่ว่าสินค้าจะราคา 50 บาท 500 บาท หรือ 5,000 บาท หากเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ก็มีโอกาสถูกนำมาคำนวณอากรและภาษีตามประเภทสินค้า อัตราอากรจะขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้า เช่น

●    สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า อาจถูกจัดเก็บอากร สูงสุดถึง 30%

●    สินค้าประเภทอื่น อัตราอากรอาจต่ำหรือสูงแตกต่างกันไปตามพิกัดศุลกากร

นอกจากนี้ยังอาจมี ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ราคาสุทธิที่ต้องจ่ายจริงสูงกว่าราคาที่เห็นบนหน้าจออย่างมีนัยสำคัญ

ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบ

กฎหมายใหม่นี้ไม่ได้กระทบเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึง

1.    ผู้บริโภคทั่วไป ที่ชอบสั่งของจากต่างประเทศเป็นประจำ

2.    ร้านค้าออนไลน์รายย่อย ที่นำเข้าสินค้ามาขายต่อ

3.    ผู้รับพรีออเดอร์ ที่สั่งสินค้าเป็นล็อตเล็ก ๆ แต่บ่อยครั้ง

กล่าวง่าย ๆ คือ หากคุณเคยชินกับการสั่งของจากต่างประเทศแล้วจ่ายเฉพาะค่าสินค้าและค่าขนส่ง หลังจากปี 2569 เป็นต้นไป อาจต้องเผื่อใจและเผื่อเงินสำหรับอากรและภาษีเพิ่มเติมด้วย
ทำไมรัฐต้องออกกฎหมายนี้

เหตุผลหลักของการปรับกฎหมาย คือ

●    สร้างความเป็นธรรมทางการแข่งขัน ระหว่างสินค้านำเข้าและสินค้าที่ผลิตหรือจำหน่ายในประเทศ

●    เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

●    ปิดช่องว่างทางกฎหมาย ที่เคยถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงอากรในอดีต

ในมุมของรัฐ การช้อปออนไลน์ข้ามประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการจัดเก็บภาษีอย่างเหมาะสม อาจส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

ผู้บริโภคควรปรับตัวยังไงดี

เมื่อกติกาเปลี่ยน ผู้บริโภคเองก็ควรปรับตัวให้ทัน โดยอาจเริ่มจาก

●    ตรวจสอบ ราคาสุทธิหลังรวมอากรและภาษี ก่อนตัดสินใจสั่งซื้อ

●    เปรียบเทียบราคากับสินค้าที่มีจำหน่ายในประเทศ อาจพบว่าราคาไม่ต่างกันมากอย่างที่คิด

●    สอบถามแพลตฟอร์มหรือผู้ขายว่า รวมอากรแล้วหรือยัง เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายปลายทางที่ไม่คาดคิด

สำหรับผู้ที่สั่งซื้อบ่อยหรือทำเป็นธุรกิจ การวางแผนต้นทุนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงินได้มาก

กล่าวโดยสรุป กฎหมายใหม่ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการช้อปออนไลน์จากต่างประเทศ จากเดิมที่หลายคนเคยรู้สึกว่าสั่งง่าย ราคาถูก และไม่ต้องคิดเรื่องภาษีมากนัก กติกาใหม่ได้ทำให้ทุกการนำเข้าสินค้ามีต้นทุนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น

แม้ในมุมผู้บริโภคอาจรู้สึกว่าราคาแพงขึ้น แต่ในภาพรวม กฎหมายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความสมดุลให้กับระบบเศรษฐกิจ หากเข้าใจหลักการและเตรียมตัวให้ดี การช้อปออนไลน์ก็ยังคงทำได้ เพียงแต่อาจต้อง “คิดให้ครบ” มากกว่าเดิมก่อนกดสั่งซื้อทุกครั้ง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่  Inflow Accounting  

ข่าวล่าสุด

“รวยไม่หยุด” ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โฟกัสแบรนด์ขายง่าย สู้ศึกเศรษฐกิจ