posttoday

โพสต์วิเคราะห์:เจาะลึก‘กษิต’วิพากษ์ทรัมป์-อิสราเอล สงครามตะวันออกกลางส่อลากยาว

11 มีนาคม 2569

อดีต รมว.ต่างประเทศ ชี้ทรัมป์บริหารแบบ ‘รถขายก๋วยเตี๋ยว’ หวั่นสงครามไม่จบจริง เตือนไทย-อาเซียนรวมพลังค้านอำนาจบาตรใหญ่

KEY

POINTS

  • วิกฤตความเชื่อมั่น: สไตล์การบริหารของทรัมป์ถูกมองว่าขาดความรอบคอบและใช้ระบบอารมณ์ ทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ บนเวทีโลกและเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
  • อิหร่านไม่ใช่เป้านิ่ง: ด้วยรากฐานอารยธรรม 5,000 ปี เทคโนโลยีทางทหารที่พึ่งพาตนเองได้ และการหนุนหลังจากจีน-รัสเซีย ทำให้อิหร่านยากจะยอมจำนนด้วยการกดดันทางทหารเพียงอย่างเดียว
  • ยุทธศาสตร์อาเซียน: ไทยและอาเซียนจำเป็นต้องแสดงจุดยืนร่วมกันผ่านกรอบ ZOPFAN เพื่อคานอำนาจและยึดถือหลักสันติภาพ ป้องกันผลกระทบจากการใช้อำนาจบาตรใหญ่ในอนาคต

การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน กำลังกลายเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของระเบียบโลกใหม่ เมื่อ นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเผ็ดร้อน โดยมองว่านโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในยุคนี้ขาดความรอบคอบและเน้นการใช้อารมณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่มีวันสิ้นสุด แม้จะมีการประกาศว่าสงครามจะยุติลงในเร็ววันก็ตาม

นิยาม ‘ปิดฉากสงคราม’ ที่ไร้ทางออก และความแกร่งของเปอร์เซีย

นายกษิตเปรียบเทียบสไตล์การบริหารของทรัมป์ว่าเหมือน "รถขายก๋วยเตี๋ยว" ที่เปลี่ยนเมนูรายวันตามความนึกคิดของตนเอง ขาดกติกาที่ชัดเจน โดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่าสงครามจะจบลงใน 1 สัปดาห์นั้น เป็นเพียงการมองมุมเดียว หากสหรัฐฯ และอิสราเอลหยุดโจมตีแต่ไม่มีการเจรจาที่เป็นรูปธรรม ความโกรธแค้นของโลกมุสลิมจะยังคงอยู่และพร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ

นายกษิตวิเคราะห์ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังประเมินศักยภาพของอิหร่านต่ำเกินไป เนื่องจากอิหร่านเป็นชนชาติเปอร์เซียที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี และมีขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองสูงจากการถูกคว่ำบาตรเกือบ 50 ปี โดยเฉพาะเทคโนโลยีโดรนและอวกาศที่ล้ำสมัย “เมื่อถูกรังแก ความรักชาติจะอยู่เหนือความไม่พอใจต่อรัฐบาลศาสนา การกดดันจากภายนอกกลับยิ่งทำให้ประชาชนอิหร่านรวมตัวกันเหนียวแน่นขึ้น” 

ภูมิรัฐศาสตร์ซ้อนทับ และต้นทุนสงครามที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อิหร่านไม่เพลี่ยงพล้ำคือการสนับสนุนจาก จีนและรัสเซีย ซึ่งไม่ต้องการเห็นสหรัฐฯ ครองอำนาจเบ็ดเสร็จในภูมิภาคนี้ ขณะที่ภายในสหรัฐฯ เองกำลังเผชิญกับสภาวะ “เข็ดขยาดสงคราม” (Vietnam/Iraq Syndrome) และแรงกดดันทางการเงินอย่างหนัก เนื่องจากต้นทุนสงครามที่สูงถึง 3 แสนล้านบาทต่อวัน สวนทางกับโครงสร้างพื้นฐานในประเทศที่ทรุดโทรม

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังต้องเผชิญกับปัจจัยทางการเมืองในประเทศ คือ การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เขาเริ่มส่งสัญญาณถอย เพราะหากสถานการณ์บานปลายและมีการสูญเสียกำลังพล จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคะแนนเสียงของพรรค Republican อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บทเรียนของไทยและอาเซียน: สันติภาพต้องมาก่อนอำนาจบาตรใหญ่

นายกษิตเสนอแนะว่า ไทยและอาเซียนไม่ควรนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่มองว่าเป็นการ "ไร้ศีลธรรมและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ" โดยควรใช้กรอบความร่วมมืออาเซียน (ZOPFAN) จัดประชุมสมัยพิเศษเพื่อกำหนดท่าทีร่วมกัน ยึดมั่นในหลักการทูตและสังคมประชาธิปไตย ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงรังแกประเทศที่เล็กกว่า

พฤติกรรมของสหรัฐฯ ในปัจจุบันถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย ว่าความแน่นอนทางการเมืองโลกไม่มีอยู่จริง หากวันใดผู้นำไทยดำเนินนโยบายไม่ถูกใจ สหรัฐฯ ก็อาจใช้อำนาจคุกคามในลักษณะเดียวกันได้ การสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยามที่ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำโลกกำลังตกต่ำลง.

เรียบเรียง:อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
แหล่งที่มา : คมชัดลึก (คลิกชม)

ข่าวล่าสุด

ความลับ “บ้านหลังสุดท้าย” สุริยา หีบศพ กับทายาทรุ่นที่ 2 “ณชพล สุริยเสนีย์”