เอสซีจีชู 5 กลยุทธ์พลิกโฉม SMEs ดันเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืนด้วยพลัง PPPP
เอสซีจีผนึกภาครัฐ-เอกชน-ประชาชน (PPPP) ชู 5 กลยุทธ์พลิกโฉม SMEs สู่ Smart Industry เพิ่มขีดแข่งขัน ดัน GDP ไทยโต 4–5% อย่างยั่งยืน
KEY
POINTS
- เอสซีจีเสนอโมเดลความร่วมมือ Public Private People Partnerships (PPPP) เพื่อพลิกโฉม SMEs ไทยสู่ Smart Industry แก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง
- ชู 5 กลยุทธ์สำคัญที่ต้องทำพร้อมกัน ได้แก่ การปกป้องตลาดในประเทศ, การขยายตลาดสู่ต่างประเทศ, การลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์, การลดกฎระเบียบ และการสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็ง
- ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วน SMEs ใน GDP ของประเทศจาก 35% เป็นมากกว่า 50% เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับ 4-5%
“ประเทศไทยเผชิญภาวะวิกฤต GDP โตต่ำสุดในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับสัดส่วน SMEs ในเศรษฐกิจไทยต่ำมาก สะท้อนการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง
เอสซีจีรุกขับเคลื่อนภาค SMEs ชี้ “ถึงเวลาแล้วที่อุตสาหกรรมไทยต้องก้าวกระโดด” ไม่ใช่เพียงการประคองธุรกิจเดิม แต่ต้องยกระดับ SMEs ทั้งระบบสู่ Smart Industry ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เทคโนโลยีดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการเเข่งขันของ SMEs ไทย ให้สอดคล้องกับ Supply Chain โลกยุคใหม่
ภายในงาน “Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน” เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 เอสซีจี ชูโมเดลความร่วมมือ Public Private People Partnerships (PPPP) ประสานภาครัฐ ผนึกภาคเอกชน ภาคการเงิน และภาคประชาชน สร้างกระบวนการทำงานใหม่
“ประเทศไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง การพลิกโฉม SMEs ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของเศรษฐกิจไทย” นายชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าวภายในงาน
ทั้งนี้ การเพิ่มขีดความสามารถในการเเข่งขันของ SMEs ไทย ให้สอดคล้องกับ Supply Chain โลกยุคใหม่ ต้องมีทุน 3 ด้านเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญได้แก่ ทุนมนุษย์ (Human Capital) พัฒนาทักษะแบบใหม่สำหรับอุตสาหกรรมของอนาคต ทุนข้อมูล (Information Capital) ข้อมูลที่เข้าถึงแหล่งทุนและลูกค้า สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และทุนองค์กร (Organization Capital) ระบบมาตรฐานความร่วมมือตลอดทั้งห่วงโซ่ที่ทำให้ SMEs เข้า Global value chain ได้จริง
โดยหัวใจสำคัญของการพลิกโฉม SMEs คือ 5 กลยุทธ์เชิงโครงสร้าง ที่ต้องเดินไปพร้อมกันเริ่มจาก
การปกป้องตลาดในประเทศ ผ่านการใช้พลังการจัดซื้อของภาครัฐ การส่งเสริม Local Content และการกำหนดมาตรฐาน มอก. เพื่อให้ “สินค้าไทยที่มีคุณภาพ” ได้เปรียบในบ้านตัวเอง พร้อมยกระดับสนามแข่งขันให้เป็นธรรม และลดการไหลบ่าของสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
ขณะเดียวกัน การเติบโตจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มี การขยายตลาดสู่ต่างประเทศ กลยุทธ์ที่สองจึงมุ่งเร่งผลักดัน FTA ควบคู่กับเครื่องมือสนับสนุนด้านมาตรฐาน การรับรอง และการเชื่อมโยงคู่ค้า เพื่อให้ SMEs ไทยก้าวเข้าสู่ Global Value Chain ได้จริง ไม่ใช่แค่ส่งออกเป็นครั้งคราว แต่สร้างฐานรายได้ระยะยาว
ต้นทุนคืออีกโจทย์ใหญ่ของ SMEs กลยุทธ์ที่สามจึงเน้น การลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ ผ่านการผลักดัน Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) การเปิดให้ใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access) และ Smart Logistics เพื่อให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่ “แข่งขันได้” ในระดับสากล
กลยุทธ์ที่สี่คือ การลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ SMEs แบกรับมานาน ทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และความซับซ้อนในการทำธุรกิจ เอสซีจีชี้ว่า การปลดล็อกกฎระเบียบจะช่วยให้ SMEs ตัดสินใจเร็ว ทำธุรกิจง่าย และปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด
และกลยุทธ์สุดท้ายที่เป็นแก่นแท้ของทั้งหมด คือ ความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ประชาชน (Public Private People Partnership: PPPP) การทำงานเชิงพื้นที่ การรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ และการผสานเงินทุน R&D จากภาครัฐ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านของ SMEs เกิดขึ้นจริงและขยายผลได้เร็ว ดังตัวอย่าง “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ที่พิสูจน์แล้วว่าโมเดลนี้สามารถสร้างรายได้ให้พื้นที่กว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี และพร้อมต่อยอดสู่ระดับประเทศ
ทั้งนี้ เอสซีจีเชื่อว่า หาก 5 กลยุทธ์นี้เดินหน้าอย่างจริงจังภายใต้โมเดล PPPP จะช่วยดันสัดส่วน SMEs จาก 35% เป็นมากกว่า 50% ของ GDP และผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 4–5% อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวระยะสั้น แต่คือการ “Reinvent Thailand” เพื่ออนาคตของทั้งระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง


