4 กลุ่ม 'Future Food' อาหารแห่งอนาคต ย่านนวัตกรรมมูลค่าแสนล้าน!
เปิด 4 กลุ่ม 'Future Food' หรือ อาหารแห่งอนาคต ซึ่งถูกมองว่าเป็นย่านนวัตกรรมใหม่ หลังถูกประเมินมูลค่าเหยียบแสนล้าน หลังจาก อย.ปลดล็อค
KEY
POINTS
- อาหารแห่งอนาคต (Future Food) แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ อาหารฟังก์ชัน, อาหารทางการแพทย์และอาหารเฉพาะบุคคล, โปรตีนทางเลือก และอาหารออร์แกนิก
- กลุ่มอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะมีมูลค่าส่งออกสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท
- โปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) เช่น โปรตีนจากพืช และอาหารทางการแพทย์ (Medical Food) เป็นกลุ่มที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพและความยั่งยืน
- อย. ตั้งเป้าสร้าง Positive List วัตถุดิบที่ปลอดภัยกว่า 150 รายการภายในปี 2570 เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ และคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 5 แสนล้านบาท
หลังจากที่ อย. หรือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ตั้งเป้าจะทำ Positive List หรือ รายการของ วัตถุดิบ สาร หรือส่วนผสมที่ได้รับการรับรองว่า ‘ปลอดภัย’ และสามารถใช้ได้ในผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ โดยไม่ต้องทำวิจัยใหม่ กว่า 150 รายการ ภายในปี 2570 ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนกว่า 70% เนื่องจากไม่ต้องลงทุนวิจัยเอง และนำสินค้าออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นมาก สามารถใช้ข้อความกล่าวอ้างบนฉลากได้ทันที และมองว่าจะสามารถดันมูลค่าทางเศรษฐกิจจาก อาหารแห่งอนาคต (Future Food) นี้ได้กว่า 5 แสนล้านบาทภายในระยะเวลา 2 ปี
นอกจากนี้ องค์กรระดับโลก เช่น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO), The Royal Society (UK), และ WWF (World Wide Fund for Nature) ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า อาหารแห่งอนาคตจะเปลี่ยนวิธีการผลิต กิน และคิดเกี่ยวกับอาหารไปโดยสิ้นเชิง
และนี่คือ 4 ย่าน 'Future Food' ที่ โพสต์ทูเดย์ ได้รวบรวมมา อ้างอิงจาก สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย มีดังนี้
1. กลุ่ม Functional Food & Functional Ingredients
อาหารกลุ่มนี้ คือ อาหารที่ไม่ใช่แค่ให้พลังงานหรือสารอาหารพื้นฐาน แต่มีส่วนผสมที่ช่วยเสริมสุขภาพเฉพาะด้าน ผ่านกลไกทางชีวภาพที่พิสูจน์ได้ เช่น การเสริมภูมิคุ้มกัน ระบบขับถ่าย สมอง หัวใจ หรือผิวหนัง
โดยมักจะมี “สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ” เช่น พรีไบโอติก (Prebiotics), โพรไบโอติก (Probiotics), โพลีฟีนอล, โอเมก้า-3, สารสกัดจากพืช ที่ต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (ตามเกณฑ์ของ อย.) และมักอยู่ในรูปแบบอาหารทั่วไปที่ทำให้สุขภาพดีขึ้นโดยไม่รู้สึกว่ากำลังกินยา
ตัวอย่างเช่น โยเกิร์ตผสมพรีไบโอติกช่วยระบบขับถ่าย, น้ำผลไม้ผสมสารต้านอนุมูลอิสระ, ข้าวกล้องเสริมโฟเลต, เครื่องดื่มคอลลาเจนผสมวิตามินซี เป็นต้น
ทั้งนี้ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-มี.ค.) สำหรับประเทศไทยกลุ่ม Functional Food และ Functional Ingredients เป็นกลุ่มที่ส่งออกมากที่สุด มีมูลค่า 37,994 ล้านบาท เติบโต 7.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยคาดการณ์ว่าในปี 2568 การส่งออกจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 5-7% จากปีก่อน หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 1.70-1.73 แสนล้านบาท
2. กลุ่ม Medical & Personalized Food
อาหารกลุ่ม Medical Food คือ อาหารทางการแพทย์เป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่ใช่ยาหรืออาหารเสริม ใช้เป็นโภชนบำบัดสำหรับผู้ป่วยเฉพาะโรค ผู้ที่ไม่สามารถกินอาหารปกติได้อย่างเพียงพอ หรือร่างกายอยู่ในภาวะที่ต้องการสารอาหารบางอย่างมากหรือน้อยเป็นพิเศษ ใช้สำหรับดูแลทางการแพทย์ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ จึงต้องผ่านกระบวนการควบคุมคุณภาพสูงใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ยา
มีสารอาหารเฉพาะ เช่น โปรตีนย่อยง่าย, กรดอะมิโนจำเป็น, ใยอาหารพิเศษ, หรือคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมช้า เป็นต้น ตัวอย่างเช่น อาหารเหลวสูตรเฉพาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน (Low GI Formula), อาหารสูตรโปรตีนสูงสำหรับผู้ป่วยมะเร็งหรือพักฟื้น, อาหารสูตรไขมันต่ำสำหรับผู้ป่วยโรคตับ3. Organic Food (อาหารออร์แกนิก)
โดยกลุ่มเป้าหมายได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว, ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้ป่วยเฉพาะโรค (เบาหวาน, ไตเรื้อรัง) , ผู้ที่ขาดโภชนาการ หรือทารกและเด็กเล็ก
ส่วนอาหารประเภท Personalized Food คือ อาหารที่พัฒนาโดยใช้ ข้อมูลสุขภาพ พันธุกรรม และพฤติกรรมของแต่ละคน เพื่อปรับสูตรให้เหมาะกับร่างกายเฉพาะตัว มีลักษณะคือใช้เทคโนโลยีชีวภาพ, AI และ Big Data วิเคราะห์ข้อมูล ปรับสัดส่วนสารอาหาร เช่น น้ำตาล โปรตีน ไขมัน ให้ตรงกับร่างกายของแต่ละคน ซึ่งนำแนวคิดมาจาก Personalized Medicine (การแพทย์เฉพาะบุคคล)
ตัวอย่างเช่น โปรแกรมอาหารตามผลตรวจ DNA, เครื่องดื่มผสมวิตามินเฉพาะบุคคลจากข้อมูลสุขภาพ, อาหารเสริมที่ผลิตเฉพาะคุณ เช่น แคปซูลผสมสารสกัดเฉพาะตามยีน
ในปี 2567 ไทยส่งออกอาหารทางการแพทย์และอาหารเฉพาะบุคคล มูลค่า 7,018.2 ล้านบาท ขยายตัว 9.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
3. กลุ่ม Alternative Protein
Alternative Protein หรือโปรตีนทางเลือก คือโปรตีนที่ได้จากแหล่งใหม่ที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์แบบดั้งเดิม เช่น โปรตีนจากพืช, แมลง, จุลินทรีย์, และเนื้อเพาะเลี้ยงจากเซลล์ เพื่อทดแทนโปรตีนจากสัตว์แบบปกติ โดยคำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ส่วนมากจะใช้เทคโนโลยีช่วยปรับโครงสร้างและรสสัมผัสให้คล้ายเนื้อจริง โดยลดการพึ่งพาปศุสัตว์ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และเป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภคสายสุขภาพและวีแกน มีหลายรูปแบบ
ตัวอย่างเช่น เบอร์เกอร์เนื้อเทียมจากถั่วเหลือง (Meat Zero, Beyond Meat), นมจากข้าวโอ๊ต (Oat Milk), ถั่วเหลือง (Soy Milk), อัลมอนด์, โปรตีนจากเห็ดหรือยีสต์
โดยโปรตีนจากพืช มีจำนวนมากที่สุดคิดเป็น 73.3% ของตลาด Alternative Protein ทั่วโลกในปี 2024 เช่น เช่น ถั่วเหลือง, ถั่วลันเตา, ข้าวโพด, อัลมอนด์, เห็ด
ในปี 2567 (ม.ค.-มี.ค.) ประเทศไทยส่งออก Alternative Protein คิดเป็นสัดส่วน 4.5% ของอาหารอนาคตทั้งหมด เติบโต 9%มีมูลค่ากว่า 6,500 ล้านบาท
4. กลุ่ม Organic Food
อาหารอินทรีย์ (Organic Food) คือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ผลิตหรือแปรรูปโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลงที่สังเคราะห์ทางเคมี ไม่มีการตัดแต่งพันธุกรรม ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และปุ๋ยที่มาจากกากของระบบบำบัดน้ำเสีย
ในปี 2567 (ม.ค.-มี.ค.) ประเทศไทยส่งออกสินค้ากลุ่ม Organic Food และ Whole Foods คิดเป็นสัดส่วน 1% ของอาหารอนาคตทั้งหมด เติบโต 19% มีมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตลาดของ Future Food ประเทศไทยได้มีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 5 แสนล้านบาทในปี 2570 ในขณะที่มีการประเมินว่าอุตสาหกรรม Future Food ทั่วโลกนั้นคาดว่ามีมูลค่าระดับหลายแสน แต่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในปี 2573.


