เปิดตำนานความหวาน “เช็ง ซิม อี๊" ของพี่น้อง “คงศักดิ์ศรีสกุล”
ตำนานความหวาน “เช็งซิมอี๊- ลือลั่นสะท้านโลกันต์" 70 ปี จากรถเข็นเต้าทึงของครอบครัว “คงศักดิ์ศรีสกุล” สู่ 70 สาขา ยอดขายเกินร้อยล้าน
KEY
POINTS
- ตำนานความหวาน “เช็ง ซิม อี๊ ลือ ลั่น สะท้าน โลกันต์" 70 ปี จากรถเข็นเต้าทึงของครอบครัว “คงศักดิ์ศรีสกุล” สู่ 70 สาขา ยอดขายเกินร้อยล้าน
- ทายาทรุ่น 3 เผยเคล็ดลับบริหารกิจการต้องรักษา "ความออริจินัล"
- เบื้องหลังสโลแกน "ลือ ลั่น สะท้าน โลกันต์" เกิดขึ้นในยุคหนังจีนเฟื่องฟู อยากให้ชื่อเสียงร้านโด่งดังไปทั่วโลก
รู้หรือไม่ ร้านเช็ง ซิม อี๊ ตำนานร้านน้ำแข็งใสเจ้าแรกๆ ในไทย ที่มีราว ๆ 70 สาขา ทั่วกรุงเทพฯ บริหารโดยพี่น้องครอบครัว “คงศักดิ์ศรีสกุล” ทั้งหมด ไม่ใช่เฟรนไชส์ ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ ค.ศ.1958 ค่อย ๆ เติบโตจากรถเข็นสู่ตึกแถว จนถึงวันนี้เข้าไปอยู่ในศูนย์อาหารของศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง
โพสต์ทูเดย์ มีโอกาสได้พบกับ 3 พี่น้องทายาทรุ่นที่ 3 ครอบครัว “คงศักดิ์ศรีสกุล” ซึ่งเป็นบุตรของ “สมชาติ คงศักดิ์ศรีสกุล” ที่เข้ามาสานต่อกิจการอย่าง “ภัทรภณ- ธนพล และศศธร คงศักดิ์ศรีสกุล” ในงาน มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ โดยสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) มอบให้กับร้านเก่าแก่ที่อยู่คู่กับสามย่านบรรทัดทองมานานมากกว่า 50 ปี และเช็ง ซิม อี๊ ก็เป็นหนึ่งในร้านดังตำนาน
เริ่มต้นจากรถเข็นของอากง-อาม่า
ทั้งสามเล่าให้ฟังว่า ตำนานของร้านขนมหวานชื่อดังนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่า 70 ปีที่แล้วจาก "รถเข็น" ธรรมดา ๆ โดยมี อากง อาม่า (รุ่นแรก) เป็นผู้บุกเบิกกิจการ
ในยุคแรกนั้น สินค้าหลักที่ขายคือ "เต้าทึง" ถูกเข็นตระเวนขายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งชุมชน เช่น บริเวณ วัดดวงแข, จุฬาฯ และหัวลำโพง และใช้วิธีการไสน้ำแข็งแบบโบราณ ที่ไม่ได้ใช้แบบเครื่องปั่นในปัจจุบัน เริ่มแรกมีขนมที่เป็นท็อปปิ้งไม่ถึง 10 อย่าง แต่เมนูที่เด่น ๆ คือ แป้งบัวลอย ที่เรียกว่า “อี๊” ซึ่งเป็นขนมหวานแต้จิ๋วที่ใช้ในพิธีมงคลต่าง ๆ เช่น งานมงคลสมรส งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น ความหมายของอี๊ คือ ผู้ที่รับประทานอี๊ จะมีแต่ความเป็นสิริมงคล ความโชคดี และความสุข ดังนั้นอากงอาม่าจึงนำความหมายของ “อี๊” มาตั้งเป็นชื่อร้านว่า “เช็งซิมอี๊”
พลิกโฉมสู่ความหลากหลาย ในรุ่นสอง
จนกระทั่งกิจการได้เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญเมื่อถึง รุ่นคุณพ่อ ซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 10 คนของอากง คุณพ่อได้นำกิจการมาพัฒนา โดยการเปิดเป็น "ตึกแถว" ขายอยู่บริเวณ หน้าตึกแถวที่จุฬาฯ ซึ่งถือเป็นสาขาออริจินัลของร้าน
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในยุคนี้คือ การเพิ่มความหลากหลายของท็อปปิ้งต่าง ๆ เข้ามา เพื่อขยายฐานลูกค้า โดยเฉพาะการเจาะกลุ่ม "เด็กจุฬาฯ" ด้วยการเพิ่มเมนูอย่าง น้ำกะทิ และน้ำแดง จนกระทั่งปัจจุบัน ร้านมีท็อปปิ้งให้เลือกผสมผสานกันได้มากถึง 40-50 อย่าง เรียกได้ว่าน่าจะเป็นน้ำแข็งใสที่มีท็อปปิ้งให้เลือกเยอะที่สุดแล้ว
เอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่แพ้สินค้าคือ สโลแกน "ลือ ลั่น สะท้าน โลกันต์" ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก หนังจีน ที่ได้รับความนิยมในยุคสมัยนั้น โดยมีความตั้งใจจากผู้ใหญ่ที่ต้องการให้ชื่อเสียงของร้านโด่งดังไปทั่วโลก และร้านยังสามารถกล่าวอ้างได้ว่าเป็น ต้นตำรับตลาดน้ำแข็งไส ที่มีโมเดลการใส่เครื่องหรือท็อปปิ้งที่เยอะที่สุดเจ้าแรก รวมถึงการเป็นเจ้าแรกที่ใช้ ป้ายสีฉูดฉาดขนาดใหญ่ พร้อมสโลแกนที่สะดุดตา
หัวใจสำคัญของรุ่นที่ 3 ต้องคงคุณภาพออริจินัล
ปัจจุบันธุรกิจอยู่ในความดูแลของทายาท รุ่นที่ 3 ซึ่งบางคนเข้ามาช่วยบริหารเกือบ 10 ปี และบางคนเข้ามา 3-4 ปี รุ่นใหม่ได้เข้ามาช่วยกัน แบ่งหน้าที่บริหาร โดยเฉพาะในด้านการจัดซื้อ การดำเนินงาน (Operation) และการดูแล คุณภาพสินค้า ในสาขาต่าง ๆ
ทั้งสามกล่าวว่า เมนูซิกเนเจอร์ยังคงเป็น เต้าทึง ขณะที่เมนูน้ำกะทิก็มีความโดดเด่นเป็นพิเศษเรื่อง ความหอม ไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ยังมีเมนูที่หลากหลาย เช่น สลิ่ม ทับทิม มะพร้าว ลอดช่องไทย รวมถึงเมนูสมุนไพรจีน
เมื่อถามถึงความท้าทายในการบริหารกิจการครอบครัว พวกเขากล่าวว่าคือการ "รักษาความเป็นออริจินัล" ที่ถูกส่งต่อมาจากรุ่นก่อนให้คงอยู่ ที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกขั้นตอน เช่น ความนุ่มของของเชื่อม และรสชาติความหวานที่ได้มาตรฐาน วิธีการต้มแป้งที่ต้องได้ตามแบบที่กำหนด คุณภาพและความสดของวัตถุดิบ เป็นสิ่งสำคัญ
เครือข่ายครอบครัวและการขยายตัวสู่ห้างสรรพสินค้า
อย่างไรก็ตาม ทั้งสามยืนยันว่า ธุรกิจนี้ดำเนินงานในรูปแบบ ธุรกิจครอบครัว มาโดยตลอด และมีจุดยืนที่ชัดเจนคือ ไม่เคยขายแฟรนไชส์ ให้กับบุคคลภายนอกเลย ทุกสาขาที่เปิดโดยญาติพี่น้องเป็นนามสกุลคงศักดิ์ศรีสกุล ซึ่งเป็นนามสกุลเดียวกันทั้งหมด ปัจจุบัน เครือข่ายร้านมีสาขาทั้งหมดรวมญาติพี่น้องประมาณ 60-70 สาขา ทั่วประเทศ
โดยสาขาที่อยู่ภายใต้การบริหารของครอบครัวเรา ก็คือสาขาของคุณสมชาติ มีประมาณ 15 สาขา ดังนี้
- สาขาสวนหลวงแสควร์ จุฬา ซ.5
- สาขาอุดมสุข
- สาขาบรรทัดทอง Stadium One
- สาขา Paragon
- สาขาศาลายา หน้าม.มหิดล
- สาขาตลาดสดธนบุรี
- สาขาเมืองทองธานี (ติดกับร้านขาหมูเมืองทอง)
- สาขากัลปพฤกษ์ (โครงการ The City Connect)
- สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว
- สาขา The Mall ท่าพระ
- สาขาศรีนครินทร์
- สาขา Central Westville
- สาขา Central นครปฐม
- สาขา ซีคอน บางแค
- สาขา เดอะมอลล์ โคราช
ทั้งสามย้ำว่า เป็นการแบ่งแยกการดูแลอย่างชัดเจน เพื่อความสะดวกในการบริหารกิจการครอบครัว ซึ่งหากคาดการณ์รายได้รวมจากทุกสาขาที่มีน่าจะเกิน 100 ล้านบาท ต่อปี
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีผู้ติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์จากทั้งในและต่างประเทศ จำนวนมากและมีมาทุกวัน แต่ครอบครัวตัดสินใจที่จะรอก่อน ยังไม่ขายเนื่องจากต้องการรักษามาตรฐานคุณภาพ และต้องการบริหารจัดการกันเองภายในครอบครัว เพราะกฏหลักในการดูแลคือต้องควบคุมมาตรฐาน ที่เราไม่อยากให้สูญเสียความเป็นตัวเรา
ทั้งสามบอกอีกว่า เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้ร้านเริ่มขยายเข้าสู่ ห้างสรรพสินค้ามากขึ้น (เน้นไปที่ Central และ The Mall) การขยายนี้ทำให้พวกเขาค้นพบว่า ชาวต่างชาติ ก็ชื่นชอบขนมหวานของร้านอย่างมาก เช่น ชาวเวียดนามและชาวจีน โดยปัจจุบันมีแผนที่จะขยายสาขาในห้างสรรพสินค้าเพิ่มขึ้น เช่น การเปิดที่ Central Pattaya ในเร็ว ๆ นี้ และมีแผนที่จะขยายไปยังต่างจังหวัด เช่น โคราช และขอนแก่น (ในรูปแบบสาขาห้าง)
ความท้าทายและจุดยืนที่มั่นคง
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจอาหารในปีนี้ก็ต้องเผชิญกับความท้าทาย เนื่องจาก ภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้ ยอดขายและทราฟฟิกของคนลดลง ในหลายสาขา ซึ่งทายาทรุ่นที่ 3 ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจต่อไป เช่น การพิจารณาพัฒนา Customer Product (สินค้าแพ็กเกจ) เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค แต่ยังต้องระมัดระวังเรื่องการรักษาคุณภาพสินค้าให้ดีที่สุดเหมือนที่ขายหน้าร้าน


