
EXIM BANK พร้อมหนุน ผู้ประกอบการ SMEs ไทยก้าวสู่เวทีโลก
"เบญจรงค์ รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK" แนะไทย เร่งปั้นนักรบ SMEs ก้าวสู่เวทีโลก ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย-ยกระดับรายได้คนไทยเพิ่มขึ้น หลังมีสัดส่วนส่งออกเพียง 1% พร้อมแนะผู้ประกอบการสร้างธุรกิจคาร์บอนนด์ต่ำ รับเทรนโลก สร้างโอกาสลงทุนยั่งยืน
ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวในงาน สัมมนา SMART SME 2024 “EMPOWERING THE NEXT WAVE" ภายใต้หัวข้อ "เติมพลังเสริมแกร่ง SME" จัดโดยสำนักข่าวโพสต์ทูเดย์ ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นจำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วน 70% หรืออยู่ที่ 120% ของจีดีพี อยู่อันดับที่ 30 ของโลก และเมื่อมาดูฟรุตพริ้นท์ของการส่งออกของไทย พบว่า ในการส่งออก 60-70% ของประเทศ เป็นผู้ประกอบการเอสอ็มอี ประมาณ 22,429 ราย เมื่อรวมกับผู้ส่งออกรายใหญ่แล้วมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย เมื่อหารรวมกับผู้ประกอบการทั้งหมด มีผู้ส่งออก SMEs อยู่ที่เพียง 1% เท่านั้น
ทั้งนี้ เมื่อเทียบสัดส่วน SMEs ในต่างประเทศ เช่น แคนาดา มีสัดส่วนอยู่ที่ 12% เวียดนาม 8% ขณะที่สัดส่วนส่งออกของSMEs ไทย ทั้งหมดอยู่ที่ 13.4% เมื่อเทียบกับสัดส่วนของจีดีพี อยู่ที่ 35% ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในกลุ่มตลาดผู้ส่งออก สัดส่วนที่ SMEs ไทยส่งออกได้น้อยมาก
ขณะที่ สัดส่วนการส่งออกของ แคนนาดาอยู่ที่ 43% เกาหลีใต้ 39% และเวียดนาม 20% ดังนั้น การส่งออกของ SMEs ไทยถือเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย ที่อยากก้าวข้าม เพื่อยกระดับรายได้คนอีก 60-70 ล้านคนขึ้น และทิศทางเดียวคือ ผ่านการส่งออกถ้าไม่มีตัวนี้จะเป็นโจทย์ยากของไทย
“ประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเพิ่มนักรบทางเศรษฐกิจ หรือผู้ส่งออก และกลุ่มส่งออกที่อยากเห็นเพิ่มขื้นมาจาก SMEs เพราะไทยเป็นประเทศผู้นำการส่งออกของภูมิภาค โจทย์คือ เราต้องผลักดันให้ SMEs ไทย ก้าวไปเวทีตลาดโลกมากขึ้น เพื่อยกระดับรายได้คนอีก 60-70 ล้านคนขึ้น” ดร.เบญจรงค์ กล่าว
ทั้งนี้ หากย้อนไปดูตัวเลขการส่งออกของ SMEs ของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยมีทั้งล้มหายตายจากและเกิดขึ้นใหม่ แต่เฉลี่ยแล้วขยายตัวอยู่เท่าเดิม ขณะที่ช่วงที่ผ่านมามีผู้ส่งออกรายใหม่เกิดขึ้นน้อยกว่าผู้ส่งออกยกเลิกค้าขายในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตามหลายคนอาจมองว่า ตลาดส่งออกเป็นบทบาทหลักของผู้ส่งออกรายใหญ่มากกว่ารายย่อย แต่เชื่อว่าบทบาทของ SMEs มีมากกว่านี้ เพียงแต่เรายังไปไม่ถึง ฉะนั้นการพาผู้ส่งออก SMEs ไปต่างประเทศ จะเป็นหนึ่งในกลไกลสำคัญของไทยที่ต้องหาทางก้าวข้ามไปให้ได้
เมื่อถามส่งออกไปต่างประเทศดีอย่างไร อย่างแรก คือ เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่าในประเทศ โดยอาเซียนมีจำนวนประชากร 670 ล้านคน เอเชีย 4,700 ล้านคน จะเห็นได้ว่า เพียงตลาดในภูมิภาคใกล้ไทย ก็ถือว่ามีตลาดค่อนข้างใหญ่มาก และหากรวมทั้งโลกประชากรจะอยู่ที่ 7,900 ล้านคน แม้การแข่งขันจะมากขึ้น แต่สะท้อนถึงโอกาสที่มากขึ้น
“อยู่ในประเทศใช่ว่าไม่ต้องแข่งขัน เพราะจะมีบริษัทต่างประเทศที่เก่งที่สุดเข้ามาแข่งขันในไทยด้วย จึงไม่ต้องแปลกใจ ทำไมอยู่ในประเทศเรายังแข่งขันยากเพราะบริษัทที่เข้ามามาในไทยได้ เป็นผู้ประกอบการที่มีศัพยภาพอย่างมาก ดังนั้นไม่ว่าอยู่ในประเทศและหรือต่างประเทศก็ต้องเจอกับการแข่งขันเช่นกัน แต่ข้อดีของการออกไปแข่งขันต่างประเทศคือ เราสามารถเลือกประเทศได้มากขึ้น เพราะไม่ใช่ทุก SMEs ที่พร้อมจะแข่งขัน หรือทุกตลาดพร้อมจะตอบรับสินค้าไทย เราต้องเลือกว่าตลาดที่เราอยากจะไปและเหมาะกับเราอยู่ที่ไหน”ดร.เบญจรงค์ กล่าว
ดร.เบญจรงค์ กล่าวต่อว่า ตลาดสินค้าฮาลาน ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ ไทยถือเป็นผู้ส่งออกสินค้าอันดับต้นๆของโลก แต่เรากับกลับไม่ติด 10 อันดับ ของประเทศผู้ส่งออกสินค้าฮาลาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ
อย่างไรก็ตามยอมรับการส่งออกไปต่างประเทศ ย่อมมีความเสี่ยง แต่พบว่า ผู้ส่งออก SMEs ที่สามารถอยู่รอดได้ จะมีรายได้ และกำไรมากว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ส่งออกในประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งโจทย์ที่ธนาคาร EXIM BANK ให้ความสำคัญ เป็นบทบาทที่เราทิ้งไม่ได้ และต้องทำได้ดีขึ้น
สำหรับปัญหาความท้ายของตลาดส่งออกของ SMEs อย่างแรก คือ ความรู้ด้านตลาดส่งออก ซึ่งเป็นเรื่องยาก อาทิ เรื่องภาษา ข้อมูลตลาดนั้นๆ ใครเป็นผู้ซื้อ ผู้ส่งออกจึงจำเป็นต้องมีคู่คิด ช่วยหาข้อมูลการทำตลาด ถ้าไม่รู้จะค้าขายไม่ได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงปัญหาด้านเงินทุน และการทำการป้องกันความเสี่ยง ซึ่งพบว่า มี SMEs เพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่มีการทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งขณะนี้จะเห็นได้ค่าเงินมีความผันผวนค่อนข้างมาก เพราะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก จะพบหลายครั้งว่า ผู้ส่งออกกำไรจากการส่งออก แต่ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จึงต้องระมัดระวัง
ทั้งนี้อยากแนะนำผู้ส่งออกรายใหม่ ให้ทดลองส่งออกเพียง 2 ตลาดก่อนอย่าเพิ่งขยายตลาดเยอะ เพราะอย่าลืมว่าการส่งออกล้วนมีต้นทุน
สำหรับโจทย์เรื่องความยั่งยืน ถือเป็นโจทย์ที่ผู้ส่งออกหนีไม่ได้ โดยเฉพาะตลาดที่มีรายได้สูง ซึ่งจะเป็นโอกาสของคนที่มีความพร้อม หนึ่งในนั้นคือ สินค้าที่มี Carbon Footprint คือ ปริมาณรวมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ
จากการพูดคุยกับผู้ส่งออกรายใหญ่ ปัญหาที่พบ คือ การหาซัพพลายเออร์ เจ้าไหนที่สามารถลด Carbon Footprint ในวัตถุดิบให้เขาได้ เพื่อส่งออกไปยุโรป ขณะที่อเมริกา เตรียมออกกฎระเบียน Clean Competition Act หรือ CCA ซึ่งจะตั้งเป้าเก็บภาษีคาร์บอนกับสินค้าที่กระบวนการผลิตมีการปล่อยคาร์บอนประมาณสูง ดังนั้น ขอแนะนำให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อม เพราะเป็นเรื่องที่ยาก และมีต้นทุนสูง เพราะโอกาสเป็นของคนที่พร้อมเสมอ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ SMEs จะต้องทำเพื่อให้ธุรกิจเข้าสู่ความยั่งยืนได้ คือ ลดการใช้น้ำมัน ไฟฟ้า และการบำบัดน้ำเสีย ตราบใดที่ทำ 3 อย่างนี้ได้ Carbon Footprint ลดลงแน่นอน
ทั้งนี้ ธนาคาร EXIM BANK เป็นธนาคารของรัฐ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐ จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ SMEs จำเป็นต้องมีเพื่อก้าวสู่เวทีโลก คือความรู้ โอกาส และทุน ไปจนถึงพันธมิตรที่ต้องช่วยเหลือกัน เป็นบทบาทที่ธนาคาร EXIM BANK ทำอยู่สม่ำเสมอ ถ้าท่านมีสินค้าที่ต้องการส่งออก แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรให้มาที่ธนาคาร EXIM BANK ซึ่งเรามีโครงการให้ความรู้ นอกจากนี้เรายังมีสินเชื่อกรีน ซึ่งตอนนี้ที่กำลังอยู่กำลังทำอยู่ คือ สินเชื่อ IGNITE THAILAND เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องในหลายอุตสาหกรรมให้ขยายตัวเพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวต่อไปได้ ตามนโนยบายรัฐ อาทิ การให้สินเชื่อเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย







