posttoday
Roche ชี้ไทยศักยภาพสูง บริษัทยาเริ่ม Clinical Trials เร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก!  ดึงดูดลงทุนวิจัยยา

Roche ชี้ไทยศักยภาพสูง บริษัทยาเริ่ม Clinical Trials เร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก! ดึงดูดลงทุนวิจัยยา

06 พฤศจิกายน 2569

Roche ชูไทยมีศักยภาพดึงดูดการลงทุน Clinical Trials ระดับโลก ด้วยความรวดเร็วในการเริ่มโครงการ คุณภาพศูนย์วิจัย และต้นทุนแข่งขันได้ หลังลงนาม MOU กับ สธ. วงเงิน 1,500 ล้านบาทภายในปี 2572 ด้าน สธ. ตั้งเป้าจัดระบบยอมรับผลพิจารณาจริยธรรมร่วมกันภายใน 3 เดือน

KEY

POINTS

  • Roche ชี้ไทยมีศักยภาพแข่งขันระดับโลก เป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่ม Clinical Trials ได้เร็วที่สุด โดยความเร็ว คุณภาพศูนย์วิจัย จำนวนผู้ป่วย และต้นทุน เป็น 4 ปัจจัยหลักที่ใช้เลือกประเทศลงทุน
  • Roche ลงนาม MOU กับ สธ. วงเงิน 1,500 ล้านบาทภายในปี 2572 มุ่งยกระดับศูนย์วิจัย เพิ่มโอกาสเข้าถึงยานวัตกรรมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับและเต้านม พร้อมศึกษาการต่อยอดอุตสาหกรรมยาในไทย
  • ประเด็นจับตาต่อ เร่งปลดล็อกระบบจริยธรรมวิจัยในคน ขณะที่ปลัด สธ. ตั้งเป้าจัดระบบให้โรงพยาบาลยอมรับผลพิจารณาจริยธรรมร่วมกันภายใน 3 เดือน

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถเริ่มต้นโครงการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trials) หรือการทดลองยาในคนได้รวดเร็วที่สุดในโลก ตามการประเมินของ Roche บริษัทยาชั้นนำระดับโลก ซึ่งมองว่าความรวดเร็วในการเริ่มโครงการเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญของไทยในการแข่งขันดึงดูดการลงทุนวิจัยยา นอกเหนือจากคุณภาพของศูนย์วิจัย ความสามารถในการรับผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการ และต้นทุนดำเนินงาน

 

แมทธิว ไซมอน โคตส์ (Matthew Simon Coates) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด (Roche) ให้สัมภาษณ์กับ โพสต์ทูเดย์ ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ความร่วมมือสนับสนุนระบบนิเวศสุขภาพ เพื่อประโยชน์ต่อระบบสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ วันนี้ (6 พฤศจิกายน 2569) ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นฐานดำเนินการวิจัยทางคลินิกของบริษัทยาระดับโลก โดยเฉพาะความรวดเร็วในการเริ่มต้นโครงการ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำนักงานใหญ่ใช้พิจารณาจัดสรรโครงการวิจัยไปยังประเทศต่างๆ

 

ที่ผ่านมา Roche ลงทุนด้านการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยแล้วประมาณ 2,300 ล้านบาทในช่วง 3 ปี ครอบคลุมการวิจัย 35 โครงการ ในโรงพยาบาล 26 แห่ง เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยกว่า 500 คนเข้าถึงการรักษาผ่านโครงการวิจัย

 

ล่าสุด Roche ลงนาม MOU กับกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้กรอบวงเงิน 1,500 ล้านบาทภายในปี 2572 เพื่อยกระดับศักยภาพศูนย์วิจัยทางคลินิก ส่งเสริมการเข้าถึงยานวัตกรรมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับและมะเร็งเต้านม รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการต่อยอดอุตสาหกรรมยาภายในประเทศ

 

ความร่วมมือดังกล่าวดำเนินงานภายใต้นโยบาย Medical Investment Hub ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนายาจากบริษัทระดับโลกโดยตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนในส่วน Clinical Trials หรือ การวิจัยทางคลินิก ราว 10,000 ล้านบาท

 

Roche ชี้ไทยศักยภาพสูง บริษัทยาเริ่ม Clinical Trials เร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก!  ดึงดูดลงทุนวิจัยยา

 

Roche เปิด 4 ปัจจัยเลือกประเทศลงทุน Clinical Trials ไทยมีจุดแข็งเรื่องความเร็ว

แมทธิวอธิบายว่า การตัดสินใจเลือกประเทศสำหรับดำเนินการวิจัยทางคลินิกไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับบริษัทประจำประเทศ แต่เป็นการพิจารณาของทีมปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกระดับโลกของ Roche ซึ่งต้องประเมินว่าประเทศใดมีความพร้อมและสามารถสนับสนุนให้โครงการวิจัยดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยบริษัทพิจารณาจาก 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

 

  1. ความรวดเร็วในการเริ่มโครงการ  ซึ่งมีความสำคัญต่อระยะเวลาการดำเนินงานวิจัย
  2. คุณภาพของศูนย์วิจัย ทั้งมาตรฐานและความสามารถในการดำเนินการวิจัย
  3. ความสามารถในการรับผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการ  เพื่อให้มีจำนวนผู้เข้าร่วมวิจัยตามเป้าหมาย
  4. ต้นทุนการดำเนินงาน  ซึ่งเป็นอีกปัจจัยในการพิจารณา แม้จะมีน้ำหนักรองลงมา

 

“ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถเริ่มต้นการวิจัยทางคลินิกได้รวดเร็วที่สุดในโลกในปัจจุบัน และเรากำลังทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรักษาความสามารถนี้ไว้ได้” 

 

Roche ชี้ไทยศักยภาพสูง บริษัทยาเริ่ม Clinical Trials เร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก!  ดึงดูดลงทุนวิจัยยา

 

 

 

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีศูนย์วิจัยที่มีคุณภาพสูงหลายแห่ง มีความสามารถในการรับผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการ  ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานสามารถแข่งขันได้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา

 

เมื่อพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน Roche จึงมองว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนวิจัยทางคลินิก และได้รับการสนับสนุนจากทีมงานระดับโลกให้ดำเนินโครงการวิจัยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

 

 “การตัดสินใจเหล่านี้เกิดขึ้นในระดับโลก โดยทีมปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกระดับโลกของเราจะพิจารณาปัจจัยทั้งสี่ด้านที่กล่าวไป ซึ่งประเทศไทยได้รับการประเมินอยู่ในระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ  นั่นเป็นเหตุผลที่เราได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระดับโลกให้เดินหน้าลงทุนในประเทศไทยต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญของโลกสำหรับการวิจัยทางคลินิกได้”

 

แมทธิวกล่าวว่า การลงนาม MOU กับกระทรวงสาธารณสุขถือเป็นการเปลี่ยนรูปแบบความร่วมมือของ Roche ในประเทศไทย จากเดิมที่บริษัททำงานร่วมกับโรงพยาบาลและสถาบันการแพทย์เป็นรายโครงการวิจัย ไปสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ที่สามารถวางแผนการลงทุนและพัฒนาศักยภาพการวิจัยร่วมกันในระยะยาว

 

“สิ่งที่เรากำลังทำในวันนี้คือการเปลี่ยนจากความสัมพันธ์แบบรายโครงการทดลอง ไปสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง”

 

โดยความร่วมมือล่าสุดกับกระทรวงสาธารณสุขภายใต้กรอบวงเงิน 1,500 ล้านบาทนี้ มีเป้าหมายยกระดับศักยภาพศูนย์วิจัยทางคลินิกในประเทศไทย และส่งเสริมการเข้าถึงยานวัตกรรมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับและมะเร็งเต้านม

 

นอกจากนี้ ความร่วมมือยังครอบคลุมการศึกษาความเป็นไปได้ในการต่อยอดอุตสาหกรรมยาภายในประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาในระยะยาว

 

โดย Roche มีเป้าหมายขยายความร่วมมือในหลายด้าน ทั้งการเพิ่มจำนวนศูนย์วิจัยทางคลินิก การพัฒนาบุคลากรและความเชี่ยวชาญด้านการวิจัย ตลอดจนการขยายขอบเขตของโรคที่ศึกษา เพราะที่ผ่านมา การดำเนินงานวิจัยของ Roche ในประเทศไทยมุ่งเน้นด้านมะเร็งวิทยา (Oncology) เป็นสำคัญ แต่ภายใต้ความร่วมมือใหม่ บริษัทต้องการขยายไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) ซึ่งจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด

 

แมทธิวระบุว่า Roche ต้องการสร้างความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโครงการวิจัยในระยะสั้น แต่รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและระบบรองรับการวิจัยในระยะยาว

 

Roche ชี้ไทยศักยภาพสูง บริษัทยาเริ่ม Clinical Trials เร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก!  ดึงดูดลงทุนวิจัยยา

 

 

วิจัยเร็วขึ้น 3 เดือน อาจช่วยให้ผู้ป่วยทั่วโลกเข้าถึงนวัตกรรมเร็วขึ้น

แมทธิวกล่าวว่า ประโยชน์ของการดำเนินการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาผ่านโครงการวิจัยเท่านั้น แต่ยังสามารถมีส่วนช่วยให้การพัฒนายานวัตกรรมสำหรับผู้ป่วยทั่วโลกดำเนินไปได้รวดเร็วขึ้น

 

เนื่องจากการวิจัยทางคลินิกของบริษัทยาระดับโลกมักดำเนินการในหลายประเทศพร้อมกัน หากประเทศใดสามารถเริ่มโครงการได้รวดเร็ว มีศูนย์วิจัยที่มีคุณภาพ และสามารถรับผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยได้ตามเป้าหมาย ก็อาจช่วยลดระยะเวลาการดำเนินการวิจัยโดยรวม

 

“การวิจัยทางคลินิกเป็นเรื่องระดับโลก เราไม่ได้ดำเนินการวิจัยเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่เราดำเนินการวิจัยเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วโลก  เมื่อเราพิจารณาว่าจะเลือกประเทศใดเป็นสถานที่ดำเนินการวิจัย เราต้องการประเทศที่มีคุณภาพสูง สามารถดำเนินการวิจัยได้อย่างรวดเร็ว และสามารถรับผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยได้เป็นจำนวนมาก

 

เรามองว่าประเทศไทยมีโอกาสที่ดีมาก เพราะสามารถเริ่มต้นการวิจัยทางคลินิกได้อย่างรวดเร็ว มีคุณภาพสูง และมีศูนย์วิจัยหลายแห่งที่รองรับผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยได้จำนวนมากสิ่งนี้ช่วยพัฒนาระบบสาธารณสุขภายในประเทศ

 

และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ยังช่วยให้เราสามารถนำนวัตกรรมออกไปสู่ผู้ป่วยทั่วโลกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

ด้วยความช่วยเหลือจากประเทศไทย เราอาจสามารถดำเนินการวิจัยทางคลินิกให้เสร็จเร็วกว่ากำหนดถึง 3 เดือน ซึ่งหมายความว่านวัตกรรมของเราอาจพร้อมให้ผู้ป่วยทั่วโลกเข้าถึงได้เร็วขึ้น 3 เดือนเช่นกัน

 

นี่คือบทบาทที่เราเชื่อว่าประเทศไทยสามารถมีส่วนร่วมได้ ไม่ใช่เพียงการลงทุนวิจัยทางคลินิกเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการใช้ศักยภาพของประเทศไทยเพื่อประโยชน์ของผู้คนทั่วโลก การวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยสามารถช่วยให้ผู้ป่วยทั่วโลกได้รับผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นได้”

 

 

Roche จับมือ สธ.-อย.-CREC เร่งกระบวนการเริ่มทดลองยา เพิ่มขีดแข่งขันไทย

แม้ Roche จะมองว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถเริ่มโครงการวิจัยทางคลินิกได้รวดเร็วที่สุดในโลก แต่บริษัทยังเห็นความจำเป็นในการพัฒนากระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสดึงดูดโครงการวิจัยจากบริษัทยาระดับโลก

 

แมทธิว  เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ CREC ซึ่งเป็นกลไกคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยกลาง เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางเพิ่มความรวดเร็วในการเริ่มต้นโครงการวิจัยทางคลินิก

 

“ผมคิดว่าขณะนี้มีทั้งข้อตกลงและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าเรื่องนี้ต้องเป็นวาระสำคัญ”

 

เขาย้ำว่า การเพิ่มความรวดเร็วในการเริ่มต้นโครงการวิจัยมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เนื่องจากบริษัทยาระดับโลกมีทางเลือกในการจัดสรรโครงการวิจัยไปยังประเทศต่างๆ

 

“เราต้องดำเนินการให้รวดเร็ว เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการเป็นสถานที่ดำเนินการวิจัยทางคลินิกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก”

 

ความร่วมมือดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขที่กำลังพัฒนาระบบการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โดยเฉพาะการลดความซ้ำซ้อนของการพิจารณาโครงการวิจัยที่ดำเนินการในโรงพยาบาลหลายแห่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญต่อการขยายเครือข่ายศูนย์วิจัยทางคลินิกในอนาคต

 

รมว.สธ. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังการเซ็นต์ MOU

 

 

รมว.สธ. เร่งปรับกฎระเบียบ-พัฒนาบุคลากร รองรับการขยายศูนย์วิจัย

ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยวันนี้ (6 พฤศจิกายน 2569) ว่า กระทรวงกำลังเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ และกรมควบคุมโรค เพื่อรองรับการขยายการวิจัยทางคลินิกจากบริษัทยาระดับโลก

 

โดยได้เริ่มดำเนินการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและปรับปรุงกฎระเบียบภายใน เพื่อให้แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญสามารถเข้าร่วมดำเนินโครงการวิจัยกับภาคเอกชนได้คล่องตัวมากขึ้น รวมถึงเตรียมระบบรองรับผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการเข้าร่วมโครงการวิจัย

 

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีแนวทางดำเนินงานแบบ Fast Track และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการยกเว้นหรือผ่อนปรนข้อกำหนดบางประการ ทั้งในรูปแบบชั่วคราวและถาวร เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินการวิจัยทางคลินิก โดยการปรับกระบวนการต้องยังคงมาตรฐานความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้เข้าร่วมวิจัย

 

สำหรับการคัดเลือกโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการ รัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันการประสานงานเบื้องต้นดำเนินการผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขและกรมการแพทย์ โดยความร่วมมือกับบริษัทยาทั้ง 5 แห่งที่ลงนาม MOU แล้ว ยังอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดและความเหมาะสมของสถานที่วิจัยแต่ละโครงการ

 

นอกจากนี้ กระทรวงยังอยู่ระหว่างพัฒนาการบูรณาการข้อมูลสุขภาพ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเป็นจุดเดียว สนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยวิจัยและบริษัทต่าง ๆ แต่ยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาแล้วเสร็จหรือรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้าถึงและใช้ข้อมูล

 

 

ปลัด สธ. ตั้งเป้า 3 เดือนจัดระบบ EC กลาง ลดความซ้ำซ้อนการพิจารณาจริยธรรมวิจัย

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขต้องเร่งดำเนินการ คือการพัฒนาระบบพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ หรือ Ethics Committee (EC) เพื่อรองรับการขยายโครงการวิจัยทางคลินิกไปยังโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวง

 

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยกับ โพสต์ทูเดย์ เพิ่มเติมวันนี้ (6 พฤศจิกายน 2569) ว่า กระทรวงมีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ประมาณ 30 แห่งที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำหรับการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัย แต่โรงพยาบาลเหล่านี้ยังต้องรับผิดชอบภารกิจบริการประชาชนและนโยบายด้านสาธารณสุขอีกหลายด้าน ขณะที่แพทย์มีภาระงานประจำสูง

 

แม้กระทรวงจะดำเนินการปรับระเบียบด้านการบริหารเงินวิจัยให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดด้านระบบบริหารและกระบวนการพิจารณาจริยธรรม ซึ่งต้องพัฒนาให้สามารถรองรับการดำเนินโครงการในหลายโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

“ตอนนี้เราจะจัด EC กลาง เราก็ต้องตั้งคณะกรรมการร่วม แล้วก็จัดระบบว่า เมื่อ EC กลางอนุมัติแล้ว EC ทุกที่ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งต้องเรียกมาตกลงกัน”

 

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องหารือร่วมกับคณะกรรมการจริยธรรมของโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อกำหนดแนวทางยอมรับผลการพิจารณาจากส่วนกลาง โดยตั้งเป้าจัดระบบให้แล้วเสร็จภายในประมาณ 3 เดือน

 

แนวทางดังกล่าวมุ่งลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการพิจารณาโครงการวิจัยหลายศูนย์ โดยไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกการกำกับดูแลด้านจริยธรรมหรือความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมวิจัยแต่อย่างใด

 

Roche ชี้ไทยศักยภาพสูง บริษัทยาเริ่ม Clinical Trials เร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก!  ดึงดูดลงทุนวิจัยยา

 

 

 

วางระบบจับคู่บริษัทยากับโรงพยาบาล เป้าหมายภายใน 3–4 เดือน

นอกจากระบบ EC กลางแล้ว ปลัดกระทรวงสาธารณสุขยังระบุว่า จำเป็นต้องพัฒนาระบบบริหารงานวิจัยทั้งในระดับส่วนกลางและระดับโรงพยาบาล เพื่อไม่ให้แพทย์ผู้ดำเนินการวิจัยต้องรับผิดชอบงานประสานงานและบริหารจัดการทั้งหมดด้วยตนเอง

 

เนื่องจากโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีข้อได้เปรียบด้านจำนวนโรงพยาบาลและผู้ป่วย แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องความคล่องตัวในการดำเนินงานเมื่อเทียบกับสถาบันการแพทย์ที่มีระบบวิจัยพร้อมอยู่แล้ว

 

“ที่เราต่างกว่าเขาคือความคล่องตัว ความคล่องตัวของเราน้อยกว่าเยอะเลย แล้วก็หมอแบกงานประจำไว้เยอะ”

 

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า กระทรวงจึงต้องสำรวจศักยภาพและความพร้อมของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง เพื่อพัฒนาระบบที่ส่วนกลางสามารถรับความต้องการจากบริษัทยา และประสานไปยังโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญและความพร้อมเหมาะสมกับโครงการวิจัยแต่ละประเภท

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทยายังคงสามารถติดต่อประสานงานกับโรงพยาบาลโดยตรงได้ โดยระบบส่วนกลางจะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงเครือข่ายโรงพยาบาลของกระทรวง

 

โดยกระทรวงตั้งเป้าจัดระบบบริหารและประสานงานดังกล่าวให้เกิดขึ้นภายใน 3–4 เดือน เพื่อรองรับโครงการวิจัยจากบริษัทยาที่มีความร่วมมือกับภาครัฐ

 

.....

 

การขยายเครือข่ายศูนย์วิจัยจึงเป็นโจทย์สำคัญต่อการรักษาความสามารถแข่งขันของประเทศไทย แม้ Roche จะมองว่าไทยมีความรวดเร็วในการเริ่มโครงการวิจัยอยู่ในระดับแนวหน้าของโลกแล้ว แต่การขยายจากศูนย์วิจัยที่มีความพร้อมเดิมไปสู่โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ยังต้องอาศัยการพัฒนาระบบบริหาร บุคลากร และกระบวนการกำกับดูแลให้สามารถรองรับโครงการได้จริง

ความสำเร็จของความร่วมมือระยะต่อไปจึงไม่ได้วัดจากจำนวน MOU ที่ลงนามเท่านั้น แต่ต้องติดตามว่าประเทศไทยสามารถเพิ่มจำนวนศูนย์วิจัยที่มีความพร้อม ลดระยะเวลาเริ่มโครงการ และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยได้มากขึ้นเพียงใด.

ข่าวล่าสุด

KBANK เข้มรับมือภัยไซเบอร์ ชูแผน BCP-กู้คืนระบบไว หลังแบงก์ฝรั่งเศสถูกแฮก

KBANK เข้มรับมือภัยไซเบอร์ ชูแผน BCP-กู้คืนระบบไว หลังแบงก์ฝรั่งเศสถูกแฮก