
Roche ชี้ไทยศักยภาพสูง บริษัทยาเริ่ม Clinical Trials เร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก! ดึงดูดลงทุนวิจัยยา
Roche ชูไทยมีศักยภาพดึงดูดการลงทุน Clinical Trials ระดับโลก ด้วยความรวดเร็วในการเริ่มโครงการ คุณภาพศูนย์วิจัย และต้นทุนแข่งขันได้ หลังลงนาม MOU กับ สธ. วงเงิน 1,500 ล้านบาทภายในปี 2572 ด้าน สธ. ตั้งเป้าจัดระบบยอมรับผลพิจารณาจริยธรรมร่วมกันภายใน 3 เดือน
KEY
POINTS
- Roche ชี้ไทยมีศักยภาพแข่งขันระดับโลก เป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่ม Clinical Trials ได้เร็วที่สุด โดยความเร็ว คุณภาพศูนย์วิจัย จำนวนผู้ป่วย และต้นทุน เป็น 4 ปัจจัยหลักที่ใช้เลือกประเทศลงทุน
- Roche ลงนาม MOU กับ สธ. วงเงิน 1,500 ล้านบาทภายในปี 2572 มุ่งยกระดับศูนย์วิจัย เพิ่มโอกาสเข้าถึงยานวัตกรรมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับและเต้านม พร้อมศึกษาการต่อยอดอุตสาหกรรมยาในไทย
- ประเด็นจับตาต่อ เร่งปลดล็อกระบบจริยธรรมวิจัยในคน ขณะที่ปลัด สธ. ตั้งเป้าจัดระบบให้โรงพยาบาลยอมรับผลพิจารณาจริยธรรมร่วมกันภายใน 3 เดือน
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถเริ่มต้นโครงการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trials) หรือการทดลองยาในคนได้รวดเร็วที่สุดในโลก ตามการประเมินของ Roche บริษัทยาชั้นนำระดับโลก ซึ่งมองว่าความรวดเร็วในการเริ่มโครงการเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญของไทยในการแข่งขันดึงดูดการลงทุนวิจัยยา นอกเหนือจากคุณภาพของศูนย์วิจัย ความสามารถในการรับผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการ และต้นทุนดำเนินงาน
แมทธิว ไซมอน โคตส์ (Matthew Simon Coates) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด (Roche) ให้สัมภาษณ์กับ โพสต์ทูเดย์ ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ความร่วมมือสนับสนุนระบบนิเวศสุขภาพ เพื่อประโยชน์ต่อระบบสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ วันนี้ (6 พฤศจิกายน 2569) ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นฐานดำเนินการวิจัยทางคลินิกของบริษัทยาระดับโลก โดยเฉพาะความรวดเร็วในการเริ่มต้นโครงการ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำนักงานใหญ่ใช้พิจารณาจัดสรรโครงการวิจัยไปยังประเทศต่างๆ
ที่ผ่านมา Roche ลงทุนด้านการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยแล้วประมาณ 2,300 ล้านบาทในช่วง 3 ปี ครอบคลุมการวิจัย 35 โครงการ ในโรงพยาบาล 26 แห่ง เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยกว่า 500 คนเข้าถึงการรักษาผ่านโครงการวิจัย
ล่าสุด Roche ลงนาม MOU กับกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้กรอบวงเงิน 1,500 ล้านบาทภายในปี 2572 เพื่อยกระดับศักยภาพศูนย์วิจัยทางคลินิก ส่งเสริมการเข้าถึงยานวัตกรรมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับและมะเร็งเต้านม รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการต่อยอดอุตสาหกรรมยาภายในประเทศ
ความร่วมมือดังกล่าวดำเนินงานภายใต้นโยบาย Medical Investment Hub ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนายาจากบริษัทระดับโลกโดยตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนในส่วน Clinical Trials หรือ การวิจัยทางคลินิก ราว 10,000 ล้านบาท
Roche เปิด 4 ปัจจัยเลือกประเทศลงทุน Clinical Trials ไทยมีจุดแข็งเรื่องความเร็ว
แมทธิวอธิบายว่า การตัดสินใจเลือกประเทศสำหรับดำเนินการวิจัยทางคลินิกไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับบริษัทประจำประเทศ แต่เป็นการพิจารณาของทีมปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกระดับโลกของ Roche ซึ่งต้องประเมินว่าประเทศใดมีความพร้อมและสามารถสนับสนุนให้โครงการวิจัยดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยบริษัทพิจารณาจาก 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- ความรวดเร็วในการเริ่มโครงการ ซึ่งมีความสำคัญต่อระยะเวลาการดำเนินงานวิจัย
- คุณภาพของศูนย์วิจัย ทั้งมาตรฐานและความสามารถในการดำเนินการวิจัย
- ความสามารถในการรับผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้มีจำนวนผู้เข้าร่วมวิจัยตามเป้าหมาย
- ต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยในการพิจารณา แม้จะมีน้ำหนักรองลงมา
“ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถเริ่มต้นการวิจัยทางคลินิกได้รวดเร็วที่สุดในโลกในปัจจุบัน และเรากำลังทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรักษาความสามารถนี้ไว้ได้”
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีศูนย์วิจัยที่มีคุณภาพสูงหลายแห่ง มีความสามารถในการรับผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการ ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานสามารถแข่งขันได้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา
เมื่อพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน Roche จึงมองว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนวิจัยทางคลินิก และได้รับการสนับสนุนจากทีมงานระดับโลกให้ดำเนินโครงการวิจัยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
“การตัดสินใจเหล่านี้เกิดขึ้นในระดับโลก โดยทีมปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกระดับโลกของเราจะพิจารณาปัจจัยทั้งสี่ด้านที่กล่าวไป ซึ่งประเทศไทยได้รับการประเมินอยู่ในระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ นั่นเป็นเหตุผลที่เราได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระดับโลกให้เดินหน้าลงทุนในประเทศไทยต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญของโลกสำหรับการวิจัยทางคลินิกได้”
แมทธิวกล่าวว่า การลงนาม MOU กับกระทรวงสาธารณสุขถือเป็นการเปลี่ยนรูปแบบความร่วมมือของ Roche ในประเทศไทย จากเดิมที่บริษัททำงานร่วมกับโรงพยาบาลและสถาบันการแพทย์เป็นรายโครงการวิจัย ไปสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ที่สามารถวางแผนการลงทุนและพัฒนาศักยภาพการวิจัยร่วมกันในระยะยาว
“สิ่งที่เรากำลังทำในวันนี้คือการเปลี่ยนจากความสัมพันธ์แบบรายโครงการทดลอง ไปสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง”
โดยความร่วมมือล่าสุดกับกระทรวงสาธารณสุขภายใต้กรอบวงเงิน 1,500 ล้านบาทนี้ มีเป้าหมายยกระดับศักยภาพศูนย์วิจัยทางคลินิกในประเทศไทย และส่งเสริมการเข้าถึงยานวัตกรรมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับและมะเร็งเต้านม
นอกจากนี้ ความร่วมมือยังครอบคลุมการศึกษาความเป็นไปได้ในการต่อยอดอุตสาหกรรมยาภายในประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาในระยะยาว
โดย Roche มีเป้าหมายขยายความร่วมมือในหลายด้าน ทั้งการเพิ่มจำนวนศูนย์วิจัยทางคลินิก การพัฒนาบุคลากรและความเชี่ยวชาญด้านการวิจัย ตลอดจนการขยายขอบเขตของโรคที่ศึกษา เพราะที่ผ่านมา การดำเนินงานวิจัยของ Roche ในประเทศไทยมุ่งเน้นด้านมะเร็งวิทยา (Oncology) เป็นสำคัญ แต่ภายใต้ความร่วมมือใหม่ บริษัทต้องการขยายไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) ซึ่งจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด
แมทธิวระบุว่า Roche ต้องการสร้างความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโครงการวิจัยในระยะสั้น แต่รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและระบบรองรับการวิจัยในระยะยาว
วิจัยเร็วขึ้น 3 เดือน อาจช่วยให้ผู้ป่วยทั่วโลกเข้าถึงนวัตกรรมเร็วขึ้น
แมทธิวกล่าวว่า ประโยชน์ของการดำเนินการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาผ่านโครงการวิจัยเท่านั้น แต่ยังสามารถมีส่วนช่วยให้การพัฒนายานวัตกรรมสำหรับผู้ป่วยทั่วโลกดำเนินไปได้รวดเร็วขึ้น
เนื่องจากการวิจัยทางคลินิกของบริษัทยาระดับโลกมักดำเนินการในหลายประเทศพร้อมกัน หากประเทศใดสามารถเริ่มโครงการได้รวดเร็ว มีศูนย์วิจัยที่มีคุณภาพ และสามารถรับผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยได้ตามเป้าหมาย ก็อาจช่วยลดระยะเวลาการดำเนินการวิจัยโดยรวม
“การวิจัยทางคลินิกเป็นเรื่องระดับโลก เราไม่ได้ดำเนินการวิจัยเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่เราดำเนินการวิจัยเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วโลก เมื่อเราพิจารณาว่าจะเลือกประเทศใดเป็นสถานที่ดำเนินการวิจัย เราต้องการประเทศที่มีคุณภาพสูง สามารถดำเนินการวิจัยได้อย่างรวดเร็ว และสามารถรับผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยได้เป็นจำนวนมาก
เรามองว่าประเทศไทยมีโอกาสที่ดีมาก เพราะสามารถเริ่มต้นการวิจัยทางคลินิกได้อย่างรวดเร็ว มีคุณภาพสูง และมีศูนย์วิจัยหลายแห่งที่รองรับผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยได้จำนวนมากสิ่งนี้ช่วยพัฒนาระบบสาธารณสุขภายในประเทศ
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ยังช่วยให้เราสามารถนำนวัตกรรมออกไปสู่ผู้ป่วยทั่วโลกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ด้วยความช่วยเหลือจากประเทศไทย เราอาจสามารถดำเนินการวิจัยทางคลินิกให้เสร็จเร็วกว่ากำหนดถึง 3 เดือน ซึ่งหมายความว่านวัตกรรมของเราอาจพร้อมให้ผู้ป่วยทั่วโลกเข้าถึงได้เร็วขึ้น 3 เดือนเช่นกัน
นี่คือบทบาทที่เราเชื่อว่าประเทศไทยสามารถมีส่วนร่วมได้ ไม่ใช่เพียงการลงทุนวิจัยทางคลินิกเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการใช้ศักยภาพของประเทศไทยเพื่อประโยชน์ของผู้คนทั่วโลก การวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยสามารถช่วยให้ผู้ป่วยทั่วโลกได้รับผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นได้”
Roche จับมือ สธ.-อย.-CREC เร่งกระบวนการเริ่มทดลองยา เพิ่มขีดแข่งขันไทย
แม้ Roche จะมองว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถเริ่มโครงการวิจัยทางคลินิกได้รวดเร็วที่สุดในโลก แต่บริษัทยังเห็นความจำเป็นในการพัฒนากระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสดึงดูดโครงการวิจัยจากบริษัทยาระดับโลก
แมทธิว เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ CREC ซึ่งเป็นกลไกคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยกลาง เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางเพิ่มความรวดเร็วในการเริ่มต้นโครงการวิจัยทางคลินิก
“ผมคิดว่าขณะนี้มีทั้งข้อตกลงและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าเรื่องนี้ต้องเป็นวาระสำคัญ”
เขาย้ำว่า การเพิ่มความรวดเร็วในการเริ่มต้นโครงการวิจัยมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เนื่องจากบริษัทยาระดับโลกมีทางเลือกในการจัดสรรโครงการวิจัยไปยังประเทศต่างๆ
“เราต้องดำเนินการให้รวดเร็ว เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการเป็นสถานที่ดำเนินการวิจัยทางคลินิกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก”
ความร่วมมือดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขที่กำลังพัฒนาระบบการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โดยเฉพาะการลดความซ้ำซ้อนของการพิจารณาโครงการวิจัยที่ดำเนินการในโรงพยาบาลหลายแห่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญต่อการขยายเครือข่ายศูนย์วิจัยทางคลินิกในอนาคต
รมว.สธ. เร่งปรับกฎระเบียบ-พัฒนาบุคลากร รองรับการขยายศูนย์วิจัย
ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยวันนี้ (6 พฤศจิกายน 2569) ว่า กระทรวงกำลังเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ และกรมควบคุมโรค เพื่อรองรับการขยายการวิจัยทางคลินิกจากบริษัทยาระดับโลก
โดยได้เริ่มดำเนินการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและปรับปรุงกฎระเบียบภายใน เพื่อให้แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญสามารถเข้าร่วมดำเนินโครงการวิจัยกับภาคเอกชนได้คล่องตัวมากขึ้น รวมถึงเตรียมระบบรองรับผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการเข้าร่วมโครงการวิจัย
ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีแนวทางดำเนินงานแบบ Fast Track และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการยกเว้นหรือผ่อนปรนข้อกำหนดบางประการ ทั้งในรูปแบบชั่วคราวและถาวร เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินการวิจัยทางคลินิก โดยการปรับกระบวนการต้องยังคงมาตรฐานความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้เข้าร่วมวิจัย
สำหรับการคัดเลือกโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการ รัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันการประสานงานเบื้องต้นดำเนินการผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขและกรมการแพทย์ โดยความร่วมมือกับบริษัทยาทั้ง 5 แห่งที่ลงนาม MOU แล้ว ยังอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดและความเหมาะสมของสถานที่วิจัยแต่ละโครงการ
นอกจากนี้ กระทรวงยังอยู่ระหว่างพัฒนาการบูรณาการข้อมูลสุขภาพ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเป็นจุดเดียว สนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยวิจัยและบริษัทต่าง ๆ แต่ยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาแล้วเสร็จหรือรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้าถึงและใช้ข้อมูล
ปลัด สธ. ตั้งเป้า 3 เดือนจัดระบบ EC กลาง ลดความซ้ำซ้อนการพิจารณาจริยธรรมวิจัย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขต้องเร่งดำเนินการ คือการพัฒนาระบบพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ หรือ Ethics Committee (EC) เพื่อรองรับการขยายโครงการวิจัยทางคลินิกไปยังโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวง
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยกับ โพสต์ทูเดย์ เพิ่มเติมวันนี้ (6 พฤศจิกายน 2569) ว่า กระทรวงมีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ประมาณ 30 แห่งที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำหรับการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัย แต่โรงพยาบาลเหล่านี้ยังต้องรับผิดชอบภารกิจบริการประชาชนและนโยบายด้านสาธารณสุขอีกหลายด้าน ขณะที่แพทย์มีภาระงานประจำสูง
แม้กระทรวงจะดำเนินการปรับระเบียบด้านการบริหารเงินวิจัยให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดด้านระบบบริหารและกระบวนการพิจารณาจริยธรรม ซึ่งต้องพัฒนาให้สามารถรองรับการดำเนินโครงการในหลายโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ตอนนี้เราจะจัด EC กลาง เราก็ต้องตั้งคณะกรรมการร่วม แล้วก็จัดระบบว่า เมื่อ EC กลางอนุมัติแล้ว EC ทุกที่ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งต้องเรียกมาตกลงกัน”
ปลัดกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องหารือร่วมกับคณะกรรมการจริยธรรมของโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อกำหนดแนวทางยอมรับผลการพิจารณาจากส่วนกลาง โดยตั้งเป้าจัดระบบให้แล้วเสร็จภายในประมาณ 3 เดือน
แนวทางดังกล่าวมุ่งลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการพิจารณาโครงการวิจัยหลายศูนย์ โดยไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกการกำกับดูแลด้านจริยธรรมหรือความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมวิจัยแต่อย่างใด
วางระบบจับคู่บริษัทยากับโรงพยาบาล เป้าหมายภายใน 3–4 เดือน
นอกจากระบบ EC กลางแล้ว ปลัดกระทรวงสาธารณสุขยังระบุว่า จำเป็นต้องพัฒนาระบบบริหารงานวิจัยทั้งในระดับส่วนกลางและระดับโรงพยาบาล เพื่อไม่ให้แพทย์ผู้ดำเนินการวิจัยต้องรับผิดชอบงานประสานงานและบริหารจัดการทั้งหมดด้วยตนเอง
เนื่องจากโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีข้อได้เปรียบด้านจำนวนโรงพยาบาลและผู้ป่วย แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องความคล่องตัวในการดำเนินงานเมื่อเทียบกับสถาบันการแพทย์ที่มีระบบวิจัยพร้อมอยู่แล้ว
“ที่เราต่างกว่าเขาคือความคล่องตัว ความคล่องตัวของเราน้อยกว่าเยอะเลย แล้วก็หมอแบกงานประจำไว้เยอะ”
ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า กระทรวงจึงต้องสำรวจศักยภาพและความพร้อมของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง เพื่อพัฒนาระบบที่ส่วนกลางสามารถรับความต้องการจากบริษัทยา และประสานไปยังโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญและความพร้อมเหมาะสมกับโครงการวิจัยแต่ละประเภท
อย่างไรก็ตาม บริษัทยายังคงสามารถติดต่อประสานงานกับโรงพยาบาลโดยตรงได้ โดยระบบส่วนกลางจะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงเครือข่ายโรงพยาบาลของกระทรวง
โดยกระทรวงตั้งเป้าจัดระบบบริหารและประสานงานดังกล่าวให้เกิดขึ้นภายใน 3–4 เดือน เพื่อรองรับโครงการวิจัยจากบริษัทยาที่มีความร่วมมือกับภาครัฐ
.....
การขยายเครือข่ายศูนย์วิจัยจึงเป็นโจทย์สำคัญต่อการรักษาความสามารถแข่งขันของประเทศไทย แม้ Roche จะมองว่าไทยมีความรวดเร็วในการเริ่มโครงการวิจัยอยู่ในระดับแนวหน้าของโลกแล้ว แต่การขยายจากศูนย์วิจัยที่มีความพร้อมเดิมไปสู่โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ยังต้องอาศัยการพัฒนาระบบบริหาร บุคลากร และกระบวนการกำกับดูแลให้สามารถรองรับโครงการได้จริง
ความสำเร็จของความร่วมมือระยะต่อไปจึงไม่ได้วัดจากจำนวน MOU ที่ลงนามเท่านั้น แต่ต้องติดตามว่าประเทศไทยสามารถเพิ่มจำนวนศูนย์วิจัยที่มีความพร้อม ลดระยะเวลาเริ่มโครงการ และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยได้มากขึ้นเพียงใด.







