
เปิดเกมลงทุนสตาร์ทอัพ NIA Venture รัฐหนุนลงทุนเพิ่ม 10 เท่า แตะ 150 ล้านต่อราย! เริ่มปี 70
ผอ.NIA เปิดความคืบหน้า “NIA Venture” เดินหน้าจับมือ SET คาดตั้งผู้จัดการกองทุน พ.ย.นี้ ก่อนเริ่มลงทุนปี 2570 เปิดทางสตาร์ทอัพรับเงินลงทุนสูงสุดรายละ 50–150 ล้านบาท จากทุนตรงเดิมไม่เกิน 5 ล้านบาท
KEY
POINTS
- NIA เปลี่ยนบทบาทจากการให้ทุนเปล่าเป็นการร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพผ่านกลไก NIA Venture เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินทุน
- เพิ่มวงเงินสนับสนุนต่อรายอย่างน้อย 10 เท่า จากเดิมสูงสุด 5 ล้านบาท เป็นเงินลงทุน 50-150 ล้านบาท ผ่านกองทุน Private Equity Trust
- โครงการคาดว่าจะเริ่มลงทุนได้จริงในช่วงต้นปี 2570 โดยมุ่งเป้าไปที่สตาร์ทอัพในระยะขยายธุรกิจที่ผ่านการระดมทุนรอบ Series A แล้ว
การสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยของภาครัฐกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ!
จากเดิมที่รัฐมีบทบาทหลักในฐานะ “ผู้ให้ทุน” เพื่อพัฒนานวัตกรรม เวลานี้ได้มีการขยับไปสู่การเป็น “ผู้ร่วมลงทุน” ในบริษัทที่มีศักยภาพเติบโต โดยเงินสนับสนุนต่อบริษัทอาจขยับจากระดับไม่เกิน 5 ล้านบาท ไปเป็นเงินลงทุน 50–150 ล้านบาทต่อบริษัท
ก่อนหน้านี้ โพสต์ทูเดย์ เคยรายงานถึงแผน NIA Venture ซึ่ง NIA วางไว้เป็นกลไกเติมช่องว่างด้านเงินทุนให้สตาร์ทอัพไทย โดยเฉพาะบริษัทที่ผ่านช่วงเริ่มต้นและกำลังก้าวเข้าสู่ระยะขยายธุรกิจ ซึ่งมักเผชิญปัญหาขาดแคลนเงินทุนก้อนใหญ่เพื่อเติบโตต่อ ก่อนที่ในปี 2569 จะมีการแก้ไขกฎหมาย เปิดทางให้ NIA สามารถถือหุ้น เป็นหุ้นส่วน และร่วมลงทุนในกิจการนวัตกรรมได้ จากเดิมที่บทบาทหลักอยู่ที่การให้ทุนสนับสนุน
ล่าสุด กลไกดังกล่าวเริ่มเห็นรายละเอียดชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการจัดตั้ง Private Equity Trust หรือ PE Trust ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งจะทำให้ขนาดเงินที่สตาร์ทอัพศักยภาพสูงสามารถเข้าถึงได้ ขยับจากทุนสนับสนุนโดยตรงของ NIA ที่มีเพดานไม่เกิน 5 ล้านบาท ไปสู่เงินลงทุนระดับ 50–150 ล้านบาทต่อบริษัท หรืออย่างน้อย 10 เท่าของเพดานทุนเดิม
จาก “ทุน 5 ล้าน” สู่ “เงินลงทุน 50–150 ล้าน”
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดเผยกับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงความคืบหน้าของ NIA Venture ว่า ความแตกต่างสำคัญระหว่างกลไกเดิมกับ PE Trust คือรูปแบบและขนาดของเงิน
“การที่กลไกเดิมเราให้ทุนเขาโดยตรงขนาดของการให้ทุนที่เราให้ก็ไม่เกิน 5 ล้าน เราไม่ได้เข้าไปถือหุ้น และไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุน แต่การทำ PE Trust ร่วมกับ SET จะแตกต่างกัน เพราะขนาดเงินลงทุนจะใหญ่ขึ้น อยู่ที่ประมาณ 50–150 ล้านบาทต่อบริษัท”
นั่นหมายความว่า ในระดับต่ำสุด ขนาดเงินจะเพิ่มจากเพดานทุนเดิมอย่างน้อย 10 เท่า และอาจสูงถึง 30 เท่าในกรณีที่ลงทุน 150 ล้านบาท แต่เงินก้อนนี้ไม่ใช่ “ทุนให้เปล่า” แบบเดิม เพราะ PE Trust จะเข้าลงทุนในกิจการและมีผลตอบแทนจากการลงทุน
ดร.กริชผกา ระบุว่า จากการหารือเบื้องต้นกับ SET คาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 7–8% อย่างไรก็ตาม NIA ไม่ได้มีวัตถุประสงค์แสวงหากำไร หากกองทุนสามารถ Exit จากการลงทุนและมีผลตอบแทน เงินที่ได้จะกลับเข้าสู่กองทุนเพื่อนำไปลงทุนในสตาร์ทอัพรายอื่นต่อไป
“พอจังหวะที่เรา Exit เงินที่ได้มา ถ้ามีกำไรปุ๊บ เราก็เข้ากองทุน กองทุนก็เอาเงินนั้นมาลงทุนในสตาร์ทอัพอื่นต่อ” ดร.กริชผการะบุ
PE Trust ก้อนแรก 1,000 ล้าน เริ่มลงทุนต้นปี 2570
สำหรับความคืบหน้าของ PE Trust ปัจจุบันมีหน่วยงานที่อยู่ระหว่างร่วมกันพัฒนากลไก ได้แก่ NIA, SET, TED Fund, กองทุน วปน. ของ สกสว. และ EXIM Bank โดยคาดว่าจะมีเงินรวมในระยะแรกประมาณ 1,000 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ NIA เคยเปิดเผยกรอบ NIA Venture ที่คาดหวังการระดมทุนจากภาครัฐและเอกชนรวมประมาณ 4,000 ล้านบาท ขณะที่ PE Trust ที่กำลังดำเนินการในระยะแรกมีวงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท
ในส่วนของไทม์ไลน์ ดร.กริชผกา ระบุว่า
SET คาดว่า จะประกาศ TOR เพื่อสรรหาผู้จัดการกองทุนในเดือนตุลาคม จากนั้นคาดว่าจะได้ตัวผู้จัดการกองทุนในเดือนพฤศจิกายน เริ่มกระบวนการลงเงินช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม และสามารถเดินหน้าลงทุนได้จริงประมาณต้นปี 2570
การบริหารเงินจะไม่ได้ดำเนินการโดยหน่วยงานรัฐโดยตรง แต่จะคัดเลือก ผู้จัดการกองทุน ที่มีประสบการณ์บริหารกองทุน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันกำหนดนโยบายและมีคณะกรรมการร่วมคัดเลือก
“เราต้องเลือกมืออาชีพเข้ามาบริหาร เพราะต้องดูแลเงินลงทุนก้อนนี้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย ส่วนการบริหารและตัดสินใจลงทุนจะเป็นหน้าที่ของผู้จัดการกองทุน”
ไม่ใช่สตาร์ทอัพทุกแห่งจะได้เงิน 50–150 ล้าน
อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนระดับ 50–150 ล้านบาทไม่ได้เปิดให้สตาร์ทอัพทุกระยะ แต่จะเน้นบริษัทที่ ผ่านช่วงเริ่มต้นและมีธุรกิจเติบโตมาในระดับหนึ่งแล้ว โดยอย่างน้อยต้องผ่านการระดมทุนรอบ Series A ก่อนเข้าสู่การลงทุนผ่าน PE Trust
ดร.กริชผกา ระบุว่า บริษัทที่จะเข้าสู่ PE Trust อย่างน้อยต้องผ่านการระดมทุนรอบ Series A มาในระดับหนึ่งแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน ขณะที่บริษัทที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นสามารถใช้กลไกการร่วมสนับสนุนเงินทุนกับภาคเอกชน หรือรับทุนสนับสนุนรูปแบบเดิม เพื่อพัฒนาธุรกิจให้เติบโตขึ้นก่อน
เป้าหมายคือทำให้ภาครัฐมีเครื่องมือรองรับสตาร์ทอัพตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไปจนถึงช่วงขยายธุรกิจ แก้ปัญหาเดิมที่บริษัทจำนวนหนึ่งสามารถเติบโตมาได้ถึงระดับหนึ่ง แต่ขาดเงินทุนสำหรับก้าวจากการระดมทุนรอบ Series A ไปสู่ Series B หรือ Series C
ภายใต้ NIA Venture ยังมีรูปแบบการร่วมสนับสนุนเงินทุนกับภาคเอกชน (Corporate Co-funding) วงเงินประมาณ 10 ล้านบาท และการร่วมลงทุนกับบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย (University Holding Company) โดย NIA ต้องการชวนมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้ามาร่วมลงทุน รวมถึงเปิดให้ลงทุน “ข้ามรั้วมหาวิทยาลัย” แทนการลงทุนเฉพาะบริษัทที่แยกตัวออกมาจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยตนเองเท่านั้น
NIA ยังวางบทบาทเป็นผู้ช่วยสร้างและพัฒนาธุรกิจใหม่ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการลงทุนให้แก่บริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัยที่เพิ่งเริ่มต้น ขณะที่มหาวิทยาลัยที่มีบริษัทโฮลดิ้งและมีประสบการณ์ดำเนินงานอยู่แล้ว เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถเข้ามาร่วมสร้างระบบนิเวศการลงทุนให้แข็งแรงขึ้นได้
อาหาร–เกษตร–สุขภาพและเวลเนส–AI กลุ่มศักยภาพสูง
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ NIA มองว่ามีศักยภาพสูง ดร.กริชผกา ระบุ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ อาหาร เกษตร สุขภาพและเวลเนส และปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงเทคโนโลยีทางการเงิน ที่มีโอกาสอยู่ในกลุ่มเป้าหมายเช่นกัน
โดยเฉพาะกลุ่มสุขภาพและเวลเนส หนึ่งในเทคโนโลยีที่ NIA มองว่ามีโอกาสเติบโตคือ ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ หรือ Medical AI ซึ่งที่ผ่านมา NIA เคยสนับสนุนบริษัท Perceptra ตั้งแต่ระยะแรก และปัจจุบันสามารถนำเทคโนโลยีเข้าสู่ระบบของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้แล้ว
“ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์หลายตัว อย่าง Perceptra เราให้ทุนมาตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ตอนนี้สามารถเข้าไปสู่ระบบ สปสช. ได้แล้ว เราจึงเชื่อว่าแม้การเข้าสู่ระบบจะต้องใช้เวลา แต่มีกรณีที่ประสบความสำเร็จและเกิดขึ้นได้จริง”
ดร.กริชผกา มองว่า ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์จึงมีโอกาสเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับการลงทุนเพิ่มขึ้นในอนาคต
เป้าหมายไม่ใช่แค่โต แต่ต้องไปถึง IPO
ปลายทางของกลไก PE Trust ไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มเงินทุนให้สตาร์ทอัพ แต่ NIA และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ต้องการสร้างเส้นทางให้บริษัทเทคโนโลยีไทยสามารถเติบโตไปจนถึงการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ IPO
ดร.กริชผกา ระบุว่า หากบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูง หรือ Deep Tech ที่ได้รับการพัฒนามาตลอดเส้นทางสามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของบริษัทในตลาดภายในประเทศ และสร้างโอกาสขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ขณะเดียวกัน การมีกลไกการลงทุนที่ชัดเจนยังอาจดึงดูดกองทุนร่วมลงทุนและกองทุนร่วมลงทุนของบริษัทต่างชาติให้เข้ามาสนใจบริษัทไทยมากขึ้น
“เป้าหมายของเราที่ทำร่วมกับ SET คือ อยากเห็นอย่างน้อยมีบริษัทที่สามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ เพราะหากเราพัฒนาบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงมาตลอดเส้นทางจนสามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ บริษัทก็จะมีโอกาสเติบโตและขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ด้วย”
นอกจากนี้ หากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนต่อ เงินทุนดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้ขยายธุรกิจในต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสให้บริษัทเทคโนโลยีไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนในวงกว้างมากขึ้น
เงินลงทุนมากขึ้น ต้องติดตามผลมากขึ้น
อีกโจทย์สำคัญเมื่อภาครัฐขยับจากการให้ทุนหลักล้านบาท ไปสู่การร่วมลงทุนระดับหลักสิบถึงหลักร้อยล้านบาท คือ การมีกลไกติดตามผลและประเมินประสิทธิภาพของบริษัทที่ได้รับการสนับสนุน
ดร.กริชผกา ระบุว่า ต้องการเพิ่มการติดตามผล รวมถึงให้ผู้ประกอบการจัดทำแผนธุรกิจ เพื่อให้เห็นเป้าหมาย ทิศทาง และประมาณการการเติบโตของบริษัทในอนาคต แม้จะไม่ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามแผนที่เสนอไว้ทั้งหมดก็ตาม
ขณะเดียวกัน NIA มองว่า “เงินลงทุน” เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้บริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงเติบโตได้ หากยังติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะนวัตกรรมทางการแพทย์ จึงต้องเดินหน้าทั้งการปรับลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการสร้างพื้นที่ทดลองภายใต้การกำกับดูแล หรือ Regulatory Sandbox ควบคู่ไปกับกลไกการลงทุน เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการในระบบนิเวศนวัตกรรมสามารถนำเทคโนโลยีออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น







