posttoday
เปิดสูตรใหม่ดาต้าเซ็นเตอร์ 5 ระดับใช้ไฟ ค่าไฟ 2 อัตรา จุดเปลี่ยนพลังงานไทย

เปิดสูตรใหม่ดาต้าเซ็นเตอร์ 5 ระดับใช้ไฟ ค่าไฟ 2 อัตรา จุดเปลี่ยนพลังงานไทย

05 ตุลาคม 2569

บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์วางเกณฑ์ใหม่ แบ่งตามขนาดใช้ไฟ 5 กลุ่ม พร้อมค่าไฟ 2 อัตรา ดันพลังงานสะอาด สะเทือนทั้งระบบไฟฟ้าและผังเมือง

KEY

POINTS

  • บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เปลี่ยนเกณฑ์กำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับตามปริมาณการใช้ไฟฟ้า เพื่อสะท้อนผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้ตรงจุดมากขึ้น
  • กำหนดอัตราค่าไฟฟ้า 2 รูปแบบ โดยมีแนวคิดให้อัตราค่าไฟจากพลังงานสะอาดมีราคาจูงใจกว่า เพื่อเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางการลงทุนและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน
  • ยกระดับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่จาก "ผู้ใช้ไฟ" สู่ "โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์" ที่ต้องบูรณาการเข้ากับการวางแผนพลังงานและผังเมืองของประเทศในระยะยาว

บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เคาะ 5 กลุ่มใช้ไฟ เปลี่ยนโจทย์จาก “มีไฟพอไหม” สู่ “จัดสรรไฟอย่างไร”

 

การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนโจทย์จากเรื่องของ “ธุรกิจดิจิทัล” ไปสู่เรื่องของ “โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน” อย่างชัดเจน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569

 

คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ มีมติเห็นชอบแนวทางจัดกลุ่ม Data Center ตามปริมาณการใช้ไฟฟ้า พร้อมวางแนวทางอัตราค่าไฟฟ้า 2 รูปแบบตามแหล่งพลังงาน

 

ดร.เมทังกร เสริมสุข จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มองว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดจากเดิมที่มักมองดาต้าเซ็นเตอร์ผ่านประเภทของธุรกิจ

 

เช่น Enterprise, Colocation หรือ Hyperscale มาเป็นการพิจารณาจาก “ขนาดการใช้ไฟฟ้า” ซึ่งสะท้อนผลกระทบที่มีต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้ตรงกว่า

 

ในมุมของเมืองอัจฉริยะ ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงอาคารที่มีเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องเชื่อมโยงกับระบบไฟฟ้า น้ำ ระบบสื่อสาร ที่ดิน และการวางผังเมือง ยิ่งขนาดของศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้น ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานโดยรอบก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

ดังนั้น การกำหนดเกณฑ์ตามปริมาณการใช้ไฟจึงเป็นเสมือนการสร้าง “มาตรวัดผลกระทบ” ก่อนที่โครงการจะขยายตัวจนกลายเป็นภาระต่อระบบโดยรวม

 

5 ระดับการใช้ไฟ สะท้อน 5 ระดับผลกระทบต่อเมือง

กลุ่มแรกคือ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้า 0–1 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นระดับอาคารหรือ Edge Data Center รวมถึง Server Facility ขององค์กร

 

โดยทั่วไปยังไม่ได้สร้างผลกระทบต่อโครงข่ายไฟฟ้าในระดับประเทศมากนัก การกำกับดูแลจึงควรใช้หลัก Risk-Based และ Size-Based Regulation คือกำหนดมาตรฐานให้เหมาะสมกับขนาดและความเสี่ยงของโครงการ ไม่ควรใช้กฎชุดเดียวกับศูนย์ข้อมูลขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์จนกลายเป็นต้นทุนที่ไม่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก

 

เปิดสูตรใหม่ดาต้าเซ็นเตอร์ 5 ระดับใช้ไฟ ค่าไฟ 2 อัตรา จุดเปลี่ยนพลังงานไทย

 

ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่ม 1–5 เมกะวัตต์ ศูนย์ข้อมูลจะเริ่มมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งหม้อแปลง ระบบสำรองไฟ UPS และระบบทำความเย็น

 

หากเดินเครื่องที่ระดับ 5 เมกะวัตต์ต่อเนื่องตลอดปี จะใช้ไฟประมาณ 43.8 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ระดับนี้จึงเป็นจุดที่ควรเริ่มติดตามประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงค่าไฟฟ้า แต่รวมถึง PUE หรือประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และ WUE หรือประสิทธิภาพการใช้น้ำด้วย

 

เมื่อเข้าสู่กลุ่ม 5–50 เมกะวัตต์ ดาต้าเซ็นเตอร์จะมีลักษณะใกล้เคียงกับ “ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ระดับอุตสาหกรรม” มากขึ้น การพิจารณาโครงการจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การมีพื้นที่สำหรับสร้างอาคาร

 

แต่ต้องมองไปถึงความพร้อมของสถานีไฟฟ้าย่อย การเพิ่มขีดความสามารถของสายส่งและสายจำหน่าย ทรัพยากรน้ำสำหรับระบบ Cooling ตลอดจนโครงข่ายไฟเบอร์ที่จำเป็นต่อการให้บริการ

 

ระดับนี้ยังนำไปสู่คำถามเรื่อง “Data Center Zoning” หรือการวางพื้นที่รองรับดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ เพราะหากโครงการขนาดใหญ่หลายแห่งกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

 

ผลกระทบต่อไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐานอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบโครงการต่อโครงการ แต่สามารถสะสมจนกลายเป็นปัญหาของทั้งพื้นที่ได้

 

สำหรับกลุ่ม 50–200 เมกะวัตต์ นี่คือระดับที่ดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มมีผลต่อการวางแผนระบบไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ Hyperscale Data Center และศูนย์ประมวลผล AI ขนาดใหญ่

 

หากศูนย์ข้อมูลใช้ไฟ 200 เมกะวัตต์ต่อเนื่องตลอดปี จะมีความต้องการใช้ไฟประมาณ 1.752 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปี

 

ดังนั้น เพียงไม่กี่โครงการก็อาจทำให้สมมติฐานเรื่อง Load Forecast หรือการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศเปลี่ยนไป และอาจกระทบต่อการวางแผนจัดหากำลังผลิตในอนาคต

 

ส่วนกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 200 เมกะวัตต์ กำลังเข้าใกล้สิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “Strategic Energy Load” หรือโหลดไฟฟ้าระดับยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะโครงการประเภท AI Campus หรือ Mega Cluster

 

หากมีขนาด 500 เมกะวัตต์และใช้ไฟต่อเนื่องตลอดปี จะคิดเป็นประมาณ 4.38 เทราวัตต์ชั่วโมง ขณะที่โหลดระดับ 1 กิกะวัตต์จะเท่ากับประมาณ 8.76 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปี

 

ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นว่า Data Center ขนาดใหญ่มากไม่ใช่เพียงอาคารที่ “ใช้ไฟเยอะ” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นผู้ใช้พลังงานที่สามารถส่งผลต่อการวางแผนระดับประเทศ

 

ตั้งแต่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP การจัดหาก๊าซธรรมชาติและ LNG ไปจนถึงการวางแผนเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับความต้องการใหม่

 

ค่าไฟ 2 อัตรา กับโจทย์การเลือกพลังงาน

อีกประเด็นสำคัญของแนวทางใหม่คือการพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าแบบ 2 รูปแบบ โดยมีแนวคิดให้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมีอัตราที่จูงใจกว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ

 

รายละเอียดตัวเลขค่าไฟยังอยู่ระหว่างการจัดทำ แต่ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐกำลังพยายามใช้ “ราคาไฟฟ้า” เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางการลงทุนของ Data Center

 

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ Data Center โดยเฉพาะ AI Data Center ต้องการไฟฟ้าปริมาณมากและต้องการความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระดับสูง การเปิดทางให้ผู้ประกอบการเลือกใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาดมากขึ้น จึงไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับการลดการปล่อยคาร์บอนของภาคดิจิทัล

 

แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดและเป้าหมาย Net Zero

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือการออกแบบอัตราค่าไฟดังกล่าวต้องไม่ทำให้ต้นทุนของการรองรับ Data Center ถูกกระจายไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่นโดยไม่เหมาะสม เพราะการขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับโหลดขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสถานีไฟฟ้า สายส่ง หรือระบบผลิตไฟฟ้า ล้วนมีต้นทุนที่ต้องลงทุนล่วงหน้า

 

คำว่า “MW” ต้องชัด ก่อนใช้เป็นเกณฑ์กำกับ

อีกโจทย์สำคัญที่ต้องกำหนดให้ชัดเจนคือ คำว่า “เมกะวัตต์” ที่ใช้จัดกลุ่ม Data Center หมายถึงตัวเลขใดในทางวิศวกรรม เพราะ IT Load, Maximum Demand, Contract Demand และ Total Facility Load เป็นคนละค่ากัน และอาจทำให้โครงการเดียวกันถูกจัดอยู่คนละกลุ่มได้ หากใช้เกณฑ์ไม่เหมือนกัน

 

ดังนั้น ก่อนที่เกณฑ์ดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เป็นกติกาถาวร จำเป็นต้องกำหนด Boundary หรือขอบเขตการวัดให้ชัดว่า รัฐต้องการวัด “กำลังประมวลผลของระบบ IT” หรือ “ภาระไฟฟ้ารวมของทั้งศูนย์ข้อมูล”

 

เพราะตัวเลขดังกล่าวจะเชื่อมโยงโดยตรงกับทั้งการจัดประเภทโครงการ ค่าไฟ การขอเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า และการประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน

 

จาก Data Center สู่โจทย์ “การจัดสรรพลังงานของเมือง”

ท้ายที่สุด การเติบโตของ Data Center ทำให้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนคำถามจากเดิมว่า “เรามีไฟฟ้าเพียงพอหรือไม่” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ “เราจะจัดสรรไฟฟ้าอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ”

 

เพราะในวันที่ AI, Cloud และเศรษฐกิจดิจิทัลต้องการไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ การตัดสินใจว่าจะให้ Data Center ตั้งอยู่ที่ไหน ใช้ไฟจากแหล่งใด จ่ายค่าโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร และใช้ทรัพยากรน้ำมากน้อยเพียงใด

 

จะไม่ใช่เรื่องของผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่เป็นโจทย์ร่วมระหว่างนโยบายพลังงาน การวางผังเมือง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

การแบ่ง Data Center เป็น 5 กลุ่มตามขนาดการใช้ไฟ และการพัฒนาอัตราค่าไฟ 2 รูปแบบ จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน Data Center จาก “ธุรกิจดิจิทัลที่ต้องการไฟฟ้า” ไปสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์” ที่รัฐต้องวางแผนร่วมกับระบบพลังงานและเมืองตั้งแต่ต้น

 

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ / บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เคาะ 5 กลุ่มใช้ไฟ - 2 อัตราค่าไฟ จุดเปลี่ยนนโยบาย Data Center ไทย

 

ข่าวล่าสุด

เปิดสูตรใหม่ดาต้าเซ็นเตอร์ 5 ระดับใช้ไฟ ค่าไฟ 2 อัตรา จุดเปลี่ยนพลังงานไทย

เปิดสูตรใหม่ดาต้าเซ็นเตอร์ 5 ระดับใช้ไฟ ค่าไฟ 2 อัตรา จุดเปลี่ยนพลังงานไทย