
รู้จัก MSD บริษัทยาโลกรายแรก! สธ.ดึงลงทุน 2,500 ล้าน วิจัยยามะเร็งตัวใหม่ในไทย
สธ.เซ็น MOU บริษัทยาระดับโลกรายแรกภายใต้ Medical Investment Hub ดึง MSD ลงทุน Clinical Trial ไทยราว 2,500 ล้านบาทในปี 2026–2027 เน้นยามะเร็งที่อยู่ระหว่างพัฒนา
KEY
POINTS
- MSD ยืนยันลงทุน Clinical Trial ไทยราว 2,500 ล้านบาท งานวิจัยกลุ่มหลักเป็นยามะเร็งที่กำลังพัฒนา รองลงมาคือวัคซีนไข้เลือดออก
- มีรพ.สังกัด สธ.แสดงความสนใจเข้าร่วมแล้วกว่า 20 แห่ง
- MOU ครอบคลุม 3 ด้าน เพิ่มการเข้าถึงวัคซีน HPV-PCV, ยกระดับการวิจัยและ Clinical Trial และต่อยอด Voluntary Licensing ยา HIV PrEP เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนา API และการผลิตยาในไทย
หลังจากพูดคุยมา 6 เดือน! กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MSD เรื่องความร่วมมือระบบนิเวศสุขภาพในการส่งเสริมเศรษฐกิจด้านยา รวมไปถึงการลงทุน!
นับเป็นการเดินหน้าความร่วมมือกับ บริษัทยาระดับโลกรายแรกภายใต้นโยบาย Medical Investment Hub หลังรัฐบาลประกาศเป้าหมายดึงการลงทุนด้านการแพทย์ การวิจัย และการผลิตยาเข้าประเทศ
โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายฌอน เค. โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และ Drew Otto, Asia Pacific President ของ MSD ร่วมเป็นสักขีพยาน ขณะที่ นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และ ดร.แมรี่ เสรฐภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ลงนาม
หนึ่งในผลที่เป็นรูปธรรมคือ MSD เตรียมลงทุนด้านการวิจัยและการทดลองทางคลินิก หรือ Clinical Trial ในประเทศไทยในช่วงปี 2026–2027 ราว 2,500 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม MSD ไม่ใช่บริษัทที่เพิ่งเข้ามาทำวิจัยในประเทศไทย บริษัทมีประวัติในไทยมากกว่า 70 ปี และดำเนินงานวิจัยและพัฒนามากกว่า 25 ปีแล้ว
ดังนั้น คำว่า “รายแรก” ในความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้หมายความว่า MSD เป็นบริษัทยาต่างชาติรายแรกที่เข้ามาลงทุนหรือวิจัยในประเทศไทย
แต่หมายถึง บริษัทยาระดับโลกรายแรกที่กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าความร่วมมือในระดับนโยบายภายใต้ Medical Investment Hub รอบนี้
สธ.- MSD ร่วมมือ 3 ด้าน มีอะไรบ้าง?
ด้านแรก เพิ่มการเข้าถึงวัคซีน HPV และ PCV เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของการสร้างภูมิคุ้มกันและการป้องกันโรค
นายพัฒนาให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงนามว่า แม้ประเทศไทยจะดำเนินการเรื่องวัคซีน HPV ได้ดี แต่ปัจจุบันการดำเนินงานยังครอบคลุมผู้หญิงเป็นหลัก ขณะที่ HPV ไม่ใช่ความเสี่ยงเฉพาะในผู้หญิง ผู้ชายก็จำเป็นต้องได้รับการป้องกันเช่นกัน
ด้านที่สอง ยกระดับศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะการเพิ่มการวิจัยและการทดลองทางคลินิกในประเทศไทย เพื่อเชื่อมประเทศไทยเข้าสู่เครือข่ายการวิจัยระดับโลกและดึงการลงทุนด้านการวิจัยเข้าประเทศ
MSD ยืนยันว่าจะลงทุนด้าน Clinical Trial ในประเทศไทยราว 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2026–2027
โดยงานวิจัยที่จะเข้ามา กลุ่มหลักเป็นยารักษามะเร็งที่ MSD กำลังพัฒนา รองลงมาคือ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก และจะมีงานวิจัยกลุ่มอื่นตามมา
ขณะเดียวกัน มีการเปิดเผยว่า มีโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขแสดงความประสงค์เข้าร่วมแล้ว มากกว่า 20 แห่ง
ด้านที่สาม สนับสนุน Voluntary Licensing สำหรับยา HIV PrEP หรือการอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยสมัครใจ เพื่อเอื้อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้มายังประเทศไทย
เป้าหมายคือเพิ่มศักยภาพของไทยด้าน API หรือสารออกฤทธิ์สำคัญในการผลิตยา ต่อยอดไปสู่การผลิตยาในประเทศ และสร้างโอกาสในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศในอนาคต
อย่างไรก็ตาม กรอบความร่วมมือดังกล่าวยังไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยเริ่มผลิตยา HIV PrEP แล้ว แต่เป็นการวางแนวทางเพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการผลิตในประเทศต่อไป
รู้จัก MSD ที่สหรัฐฯ ใช้ชื่อ Merck
MSD คือชื่อที่ Merck & Co., Inc. ใช้ในการดำเนินธุรกิจนอกสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยบริษัทก่อตั้งในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1891 ก่อนการควบรวมกับ Sharp & Dohme ในปี 1953 เป็น Merck Sharp & Dohme หรือ MSD
บริษัทดำเนินธุรกิจด้านยา วัคซีน และผลิตภัณฑ์สุขภาพสัตว์ โดยมะเร็งและโรคติดเชื้อเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของการวิจัยของบริษัท
ปัจจุบัน MSD ยังมีงานวิจัยยามะเร็งรุ่นใหม่อยู่ใน pipeline จำนวนมาก ครอบคลุมมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งผิวหนัง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งรังไข่ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ โดยหลายโครงการอยู่ในการศึกษาระยะที่ 3 ทั้งยามุ่งเป้า ยากลุ่ม ADC และการรักษามะเร็งเฉพาะบุคคล
อย่างไรก็ตาม MSD ยังไม่ได้เปิดเผยว่ายามะเร็งตัวใดใน pipeline จะถูกนำเข้ามาวิจัยในประเทศไทยภายใต้ MOU ครั้งนี้ โดยระบุเพียงว่า ยามะเร็งที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจะเป็นกลุ่มหลักของ Clinical Trial ที่บริษัทเตรียมนำเข้ามาในไทย
ทำ Clinical Trial ในไทยมากว่า 25 ปี แล้ว MOU ใหม่เพิ่มอะไร?
MSD ระบุว่า บริษัทดำเนินงานวิจัยและพัฒนาในประเทศไทยต่อเนื่องมากกว่า 25 ปี และข้อมูลบนเว็บไซต์ของบริษัทระบุว่ามีโครงการศึกษาวิจัยทางคลินิกมากกว่า 42 โครงการ ครอบคลุมมะเร็ง วัคซีน และโรคติดเชื้อ
สิ่งที่เพิ่มขึ้นจาก MOU รอบนี้จึงไม่ใช่การที่ MSD “เริ่มทำ Clinical Trial ในประเทศไทย” แต่คือ การเพิ่มขนาดการลงทุน พร้อมเปิดทางให้เครือข่ายโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเข้ามารองรับงานวิจัยมากขึ้น อีกทั้งยังมีการตั้งคณะกรรมการร่วม และความเร็วของกระบวนการข อนุญาตของ อย. ที่เลขาธิการอย.ยืนยันล่าสุดในการแถลงข่าววันนี่ว่า 'เร็วขึ้น 50%'
รพ.สธ.สนใจแล้วกว่า 20 แห่ง ไทยตั้งเป้า Clinical Trial 30 แห่ง
ความร่วมมือกับ MSD เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังพยายามเพิ่มศักยภาพของโรงพยาบาลรัฐให้สามารถรองรับ Clinical Trial จากทั้งในและต่างประเทศ
ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยกับ โพสต์ทูเดย์ ถึงการพัฒนาโครงการ TRAiL และการสร้างเครือข่ายวิจัยทางคลินิกในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยตั้งเป้าขยายศูนย์วิจัยทางคลินิกให้ได้ 30 แห่งทั่วประเทศ
สวรส.ยังยก มาเลเซีย เป็นหนึ่งในตัวอย่าง โดยประเทศเพื่อนบ้านจัดตั้ง Clinical Research Malaysia ตั้งแต่ปี 2555 และในปี 2567 มีโครงการวิจัยใหม่ 267 โครงการ ยอดสะสมมากกว่า 2,500 โครงการ สร้างรายได้สะสมกว่า 1,380 ล้านริงกิต หรือประมาณ 11,400 ล้านบาท และสร้างงานทักษะสูงมากกว่า 2,700 ตำแหน่งในปีเดียว
การที่โรงพยาบาล สธ.มากกว่า 20 แห่งแสดงความสนใจเข้าร่วม ประกอบกับการลงทุนของ MSD จึงเป็นอีกขั้นของความพยายามดึง Clinical Trial เข้าสู่โรงพยาบาลรัฐ จากเดิมที่ความร่วมมือของบริษัทกับไทยจำนวนหนึ่งเกิดขึ้นโดยตรงกับโรงพยาบาลและสถาบันการแพทย์
แล้วคนไทยจะได้อะไร?
ผลที่ใกล้ประชาชนที่สุดมีอย่างน้อย 3 เรื่อง
เรื่องแรก คือ โอกาสขยายการเข้าถึงวัคซีน HPV และ PCV โดยเฉพาะ HPV ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขส่งสัญญาณถึงความจำเป็นในการป้องกันในผู้ชายเพิ่มเติมจากการดำเนินงานที่ปัจจุบันเน้นผู้หญิงเป็นหลัก แต่ยังต้องรอรายละเอียดว่าจะขยายการเข้าถึงอย่างไร
เรื่องที่สอง คือ โอกาสมี Clinical Trial ยาและวัคซีนใหม่เข้ามาในโรงพยาบาลไทยมากขึ้น โดยเฉพาะยามะเร็งที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เข้าร่วมงานวิจัย แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะมีสิทธิได้รับยาใหม่ เพราะแต่ละการศึกษามีเกณฑ์คัดเลือก และยาทดลองยังต้องผ่านการประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัย
และเรื่องที่สามคือ การยกระดับจากการนำเข้ายาไปสู่การมีส่วนในการผลิต ผ่าน Voluntary Licensing ของยา HIV PrEP หากการถ่ายทอดเทคโนโลยีสามารถเดินหน้าจาก MOU ไปสู่การพัฒนา API และการผลิตในประเทศได้จริง
นายพัฒนา ระบุว่า เป้าหมายระยะยาวของ Medical Investment Hub คือการเปลี่ยนประเทศไทยจาก “ผู้ซื้อและผู้นำเข้านวัตกรรม” ไปสู่ “ผู้ร่วมวิจัย ผู้ร่วมพัฒนา และฐานการผลิตนวัตกรรมสุขภาพ” พร้อมตั้งเป้าสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 0.5% ของ GDP
อีกทั้งก่อนหน้านี้ นายพัฒนาเคยเปิดเผยว่ายังมีการพูดคุยยกับบริษัทยารายอื่นอย่างต่อเนื่อง และน่าจะมีรายอื่นที่จะตามมา.







