
ทำไมคนไทยต้อง “บริจาคสเต็มเซลล์”? ใกล้ตัวกว่าที่คิด!
เปิดคอขวดประเทศไทย ครอบครัวเล็กลง-ลูกคนเดียวมากขึ้น ยิ่งหาผู้บริจาคในครอบครัวยาก ขณะที่การจับคู่จากคนแปลกหน้าอาจยากถึง 1 ใน 10,000 ซ้ำหน่วยปลูกถ่ายยังมีจำกัด
KEY
POINTS
- ประเทศไทยมีผู้ป่วยรอรับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ 3,819 ราย ขณะที่มีอาสาสมัครลงทะเบียน 382,484 ราย แต่การหาผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติและมี HLA ตรงกับผู้ป่วยทำได้ยาก โดยมีโอกาสพบเพียง 1 ใน 10,000
- การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง
- นอกจากความยากในการหาผู้บริจาค อุปสรรคสำคัญยังรวมถึงโครงสร้างครอบครัวที่เล็กลงทำให้หาผู้บริจาคจากพี่น้องยากขึ้น และจำนวนโรงพยาบาลที่สามารถปลูกถ่ายได้มีจำกัด
เนื่องในวันผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดโลก (World Marrow Donor Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 กันยายน ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดกิจกรรม “ก้าวสู่ปีที่ 25 ด้วยความหวังจากสเต็มเซลล์ - 25 Years Forward with Stem Cell Hope” ตลอดเดือนกันยายน 2569 เพื่อสร้างความตระหนักและเชิญชวนประชาชนลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์
ข้อมูลที่เปิดเผยภายในงานน่าสนใจ และใกล้ตัวมากกว่าที่คิดยิ่งนัก!
โดยมีการระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยจดทะเบียนรอคอยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ 3,819 ราย มีอาสาสมัครลงทะเบียนเป็นผู้บริจาค 382,484 ราย และมีผู้บริจาคสเต็มเซลล์ให้แก่ผู้ป่วยสำเร็จแล้ว 851 ราย!
จะเห็นได้ว่า แม้ตัวเลขผู้บริจาคหลักแสนอาจดูไม่น้อย แต่หัวใจของการปลูกถ่ายไม่ได้อยู่ที่ “มีผู้บริจาคหรือไม่” เท่านั้น หากอยู่ที่หลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือ "การหาคู่แท้สเต็มเซลล์" ที่เข้ากันได้ท่ามกลางผู้บริจาค ซึ่งนั้นทำให้ตัวเลขผู้ป่วยที่ยังรอคอยความหวัง เทียบกับผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายสำเร็จแล้วต่างกันค่อนข้างมาก
สถานการณ์นี้ ตอกย้ำว่า "การบริจาคสเต็มเซลล์" สำหรับคนไทยมีความจำเป็น!
“สเต็มเซลล์” ทำไมต้องขอรับบริจาค?
งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการนำ "สเต็มเซลล์" มาใช้ทางการแพทย์ราว 99% ยังอยู่ในกลุ่มโรคของระบบเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ไขกระดูกฝ่อ และธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ซึ่งในผู้ป่วยบางกลุ่มอาจเป็นแนวทางที่นำไปสู่การรักษาให้หายขาดได้
นพ.กฤษฎา วุฒิการณ์ แพทย์ผู้ชี่ยวชาญพิเศษด้านโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาและการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยกับ โพสต์ทูเดย์ ว่า
การตัดสินใจปลูกถ่ายขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค รวมถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วย
ในกลุ่มมะเร็งระบบเลือด หากประเมินตั้งแต่ต้นว่าโรคมีความรุนแรง มีความเสี่ยงกลับเป็นซ้ำสูง หรือการรักษาด้วยวิธีอื่นไม่เพียงพอ แพทย์อาจพิจารณาการปลูกถ่าย ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจเข้าสู่การปลูกถ่ายภายหลังโรคกลับเป็นซ้ำก็จะได้รับการพิจารณา
ส่วนโรคเลือดทางพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ก็เป็นอีกกลุ่มที่อาจได้รับการพิจารณาตามข้อบ่งชี้ เนื่องจากการรักษาที่แก้ไขความผิดปกติทางพันธุกรรมโดยตรงยังมีข้อจำกัด
ส่วนการนำไปใช้กับโรคหรือเซลล์ประเภทอื่น ต้องมีหลักฐานจากการศึกษาวิจัยที่มีคุณภาพเพียงพอ ทั้งด้านประสิทธิผลและความปลอดภัย และผ่านการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ตามข้อบ่งใช้ก่อนเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ นพ.กฤษฎา อธิบายถึงความสำคัญของ "การบริจาคสเต็มเซลล์" ว่า การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบสำคัญ ได้แก่
การใช้สเต็มเซลล์ของผู้ป่วยเอง หรือ Autologous Transplantation ซึ่งมีข้อบ่งใช้ในโรคเลือดบางชนิด และ การใช้สเต็มเซลล์จากผู้บริจาค หรือ Allogeneic Transplantation ซึ่งจำเป็นต้องตรวจความเข้ากันได้ระหว่างผู้บริจาคกับผู้ป่วย โดยเฉพาะ HLA (Human Leukocyte Antigen)
การใช้ สเต็มเซลล์ของผู้ป่วยเอง มีข้อได้เปรียบสำคัญ คือไม่ต้องกังวลเรื่องความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อ เนื่องจากเป็นเซลล์ของผู้ป่วยเองจึงเข้ากันได้ แต่มีข้อบ่งชี้จำกัดและใช้ได้กับโรคเลือดบางชนิดเท่านั้น
ส่วนการใช้ สเต็มเซลล์จากผู้บริจาค จำเป็นต้องตรวจความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่ออย่างละเอียด โดยเฉพาะ HLA เพื่อค้นหาผู้บริจาคที่เหมาะสมกับผู้ป่วย
โดยจะเริ่มจากการขอรับบริจาคจากพี่น้องสายตรง ซึ่งมีโอกาสเข้ากันได้มากที่สุดคือราว 1 ใน 4 หรือ 25% อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเจอโอกาสนี้ในทุกครอบครัว
"บางครอบครัวมีพี่น้อง 5 คน แต่ไม่เจอคนที่เข้ากันได้เลยก็มี" นพ.กฤษฎา ระบุ
เมื่อไม่สามารถรับบริจาคจากพี่น้องสายตรงได้ โอกาสต่อไปคือการหาสเต็มเซลล์ที่เข้ากันได้ท่ามกลางคนแปลกหน้า ซึ่งมีโอกาสน้อยกว่ามากราว 1 ใน 10,000 คนเท่านั้น!
นั่นหมายความว่า ยิ่งฐานข้อมูลผู้บริจาคมีขนาดใหญ่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการค้นหาผู้ที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้!
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีอาสาสมัครลงทะเบียนเป็นผู้บริจาคสเต็มเซลล์ 382,484 ราย ขณะที่สหรัฐอเมริกามีผู้ลงทะเบียนเป็นผู้บริจาคที่มีศักยภาพในระบบ NMDP มากกว่า 9 ล้านราย ส่วนเครือข่ายที่ NMDP สามารถใช้ค้นหาผู้บริจาคสเต็มเซลล์จากฐานข้อมูลทั่วโลกมีมากกว่า 43 ล้านราย
อย่างไรก็ตาม นพ.กฤษฎา ระบุว่าหากเนื้อเยื่อไม่เข้ากัน 100% ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถปลูกถ่ายได้ในทุกกรณี แต่ความเสี่ยงของการรักษาจะสูงขึ้น แพทย์จึงต้องประเมินทั้งสภาพร่างกายของผู้ป่วย ความเหมาะสมในการรักษา และโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนประกอบกัน
เจอผู้บริจาคแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลูกถ่ายได้ทันที
นอกจากการค้นหาผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อตรงกันแล้ว ยังมีหลายปัจจัยที่ถือว่าเป็น "คอขวด" สำคัญของการเข้าถึง "สเต็มเซลล์" ของคนไทย
รศ.พ.อ. นพ.ต้นตนัย นำเบญจพล คณะกรรมการพัฒนาศักยภาพงานสเต็มเซลล์ กล่าวว่า อีกความท้าทายของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ในอนาคต คือ โครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป
จากเดิมที่ครอบครัวหนึ่งอาจมีลูกหลายคน ทำให้ผู้ป่วยยังมีโอกาสค้นหาพี่หรือน้องที่มี HLA ตรงกัน แต่ปัจจุบันครอบครัวมีขนาดเล็กลง มีลูกคนเดียวมากขึ้น หรือบางคนไม่มีพี่น้อง โอกาสที่จะหาผู้บริจาคจากสมาชิกในครอบครัวจึงลดลง!
นอกจากนี้ ในผู้ป่วยมะเร็งระบบเลือด การปลูกถ่ายจำเป็นต้องทำในช่วงที่สามารถควบคุมโรคได้ หากผู้ป่วยมีภาวะโรคดื้อยา หรือโรคไม่สามารถควบคุมได้ อาจไม่เหมาะสมที่จะเข้าสู่กระบวนการปลูกถ่ายได้
มีผู้บริจาคแล้ว ยังติด “คอขวด” หน่วยปลูกถ่าย
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มจำนวนผู้บริจาคเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ รศ.พ.อ. นพ.ต้นตนัย ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงพยาบาลที่สามารถให้บริการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ได้ราว 7 แห่ง
โดยการปลูกถ่ายต้องอาศัยทีมเฉพาะทางทั้งแพทย์โรคเลือด พยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงห้องและระบบดูแลผู้ป่วยที่เหมาะสม ส่งผลให้ในบางกรณี แม้จะพบผู้บริจาคที่มี HLA เข้ากันได้แล้ว ผู้ป่วยก็อาจยังต้องรอคิวเพื่อเข้าสู่กระบวนการปลูกถ่าย
ทั้งนี้ โรงพยาบาลที่สามารถให้บริการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ได้ราว 7 แห่ง ได้แก่ รพ.จุฬาลงกรณ์, รพ.รามาธิบดี, รพ.ศิริราช, รพ.พระมงกุฎเกล้า, รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์, รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ และ รพ.สงขลานครินทร์ และเป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีหน่วยบริการในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในรายชื่อดังกล่าว
หลังปลูกถ่าย “คนอยู่คนเดียว” กลายเป็นอีกโจทย์ของระบบ
คอขวดของการรักษายังไม่จบลงเมื่อผู้ป่วยได้รับการปลูกถ่าย
นพ.ต้นตนัย ระบุว่า หลังการปลูกถ่าย ผู้ป่วยยังอยู่ในช่วงที่ภูมิคุ้มกันต่ำและจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด หากเกิดการติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อนต้องสามารถกลับเข้าสู่โรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว
จึงเกิดคำถามสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ อยู่คนเดียว ไม่มีคู่สมรส ไม่มีลูก หรือไม่มีพี่น้องและญาติที่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลได้เพราะแม้จะผ่านเงื่อนไขทางการแพทย์และสามารถเข้ารับการปลูกถ่าย แต่การขาดผู้ดูแลหลังออกจากโรงพยาบาลอาจกลายเป็นอีกข้อจำกัดของการรักษา
โจทย์ของระบบในอนาคตจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้บริจาคและหน่วยปลูกถ่าย แต่ยังรวมถึงการสร้างระบบสนับสนุนผู้ป่วยหลังการรักษา โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีครอบครัวหรือผู้ดูแล
ด้าน นพ.กฤษฎา เสริมในเรื่องของ ค่าใช้จ่าย เพิ่มเติมว่า แม้สิทธิการรักษาหลักทั้ง 3 ระบบของไทยจะครอบคลุมการรักษามากขึ้นจากในอดีต แต่ยังมีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์บางประการที่อาจทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่ผ่านเกณฑ์ในการเข้าถึงการรักษา
บริจาคสเต็มเซลล์ อันตรายหรือไม่?
อีกหนึ่งความกังวลสำคัญของการบริจาคสเต็มเซลล์ คือ ผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริจาค
ทั้งนี้ นพ.กฤษฎา ระบุว่า การเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดนำเซลล์ออกจากร่างกายในปริมาณเพียงเล็กน้อย โดยข้อมูลจากการสัมภาษณ์ระบุว่าไม่ถึง 1% ของเซลล์เม็ดเลือดหรือไขกระดูกทั้งหมด
ผู้บริจาคอาจมีผลข้างเคียงชั่วคราวจากกระบวนการ เช่น ช่วงได้รับยากระตุ้นการสร้างเซลล์ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลติดตามผู้บริจาคในระยะยาวในปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานว่ากระบวนการบริจาคเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหรือโรคร้ายแรงในระยะยาว โดยผู้บริจาคจะต้องผ่านการประเมินสุขภาพและอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ตลอดกระบวนการ
ด้าน รศ.พ.อ. นพ.ต้นตนัย นำเบญจพล ยืนยันว่า สิ่งที่ให้ความสำคัญสูงสุดในกระบวนการบริจาคสเต็มเซลล์ คือ ความปลอดภัยของผู้บริจาค ตั้งแต่การให้ข้อมูลแก่ผู้บริจาคและครอบครัว การประเมินความพร้อม ไปจนถึงการเลือกใช้ยาและกระบวนการเก็บสเต็มเซลล์ โดยเลือกสิ่งที่มีข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับดีที่สุด
สำหรับการบริจาคสเต็มเซลล์จากกระแสเลือด ผู้บริจาคจะได้รับยา G-CSF เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตออกมาอยู่ในกระแสเลือดมากขึ้นก่อนการเก็บ โดย รศ.พ.อ. นพ.ต้นตนัย ระบุว่า ในระบบผู้บริจาคของสภากาชาดไทยให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ยาที่มีข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับ ขณะเดียวกันการดูแลผู้บริจาคยึดหลักความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลของ World Marrow Donor Association (WMDA)
"ที่เราก็มีแล้วเหมือนกันว่าผู้บริจาคบางคน บริจาคมากกว่า 1 ครั้งให้ผู้ป่วย"
“เราอาจเป็น Last Hope ของเขาก็ได้”
ด้าน จตุพร เจนงามกุล หนึ่งในผู้บริจาคสเต็มเซลล์ ได้เปิดเผยถึงประสบการณ์ในฐานะเป็นผู้บริจาคว่า การลงทะเบียนไม่ได้หมายความว่าจะถูกเรียกไปบริจาคในทันที โดยส่วนตัวรอราว 3 ปี ก่อนจะได้รับการติดต่อว่าพบผู้ป่วยที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ ขณะที่เพื่อนบางคนลงทะเบียนมานานนับ 10 ปี ก็ยังไม่เคยพบผู้ป่วยที่ตรงกัน
จตุพรยอมรับว่า ในช่วงแรกมีความกังวลทั้งเรื่องขั้นตอนและผลกระทบต่อร่างกาย แต่หลังได้รับข้อมูลจากแพทย์และเจ้าหน้าที่ รวมถึงผ่านกระบวนการบริจาคจริง ความกังวลลดลงเป็นอย่างมาก และสิ่งสำคัญที่สุดคือรู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเองบริจาคอาจเป็นโอกาสของคนอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
“ถึงจะเป็นผู้แปลกหน้า
แต่เราอาจจะเป็น Last Hope (ความหวังสุดท้าย) ของเขาก็ได้”
....
สำหรับผู้ที่สนใจเป็นอาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์
- ต้องมีอายุ 18–50 ปีบริบูรณ์
- สุขภาพแข็งแรง
- น้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป
สามารถลงทะเบียนได้ที่
- ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
- สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม บางแค
- ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 8 แห่ง ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ และสงขลา







