posttoday
ทำไมต้อง “โคราช” เมื่อไทยเดินหน้าจัด "มหกรรมพืชสวนโลก" อีกครั้ง

ทำไมต้อง “โคราช” เมื่อไทยเดินหน้าจัด "มหกรรมพืชสวนโลก" อีกครั้ง

03 กันยายน 2569

จากความฝันของโคราชที่จะเป็นเจ้าภาพมหกรรมพืชสวนระดับโลก สู่การเปลี่ยนพื้นที่ครั้งใหญ่ จาก อ.คง ไปปากช่อง เปิดเบื้องหลังเหตุผลสำคัญที่ทำให้แผนจัดงานต้องเปลี่ยนไป

KEY

POINTS

  • นครราชสีมาได้รับเลือกเพราะเป็น "เมืองเกษตรขนาดใหญ่" และประตูสู่ภาคอีสาน ซึ่งมีศักยภาพในการนำเสนอวิสัยทัศน์ "อนาคตสีเขียว" (Green Future) โดยผสมผสานฐานการเกษตรที่แข็งแกร่งเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่
  • โครงการนี้ถูกวางให้เป็น "โครงการพัฒนาเมือง" ที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และทิ้งมรดกที่ยั่งยืน (Legacy Plan) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งเรียนรู้ และการท่องเที่ยวไว้ให้จังหวัดในระยะยาว ไม่ใช่แค่งานอีเวนต์ 110 วัน
  • มีการย้ายสถานที่จัดงานไปที่ อ.ปากช่อง เพื่อใช้ประโยชน์จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเดินทาง และเครือข่ายการท่องเที่ยวที่ดีกว่า ซึ่งสะท้อนการตัดสินใจที่เน้นความคุ้มค่าและการรองรับผู้เข้าชมจำนวนมาก แม้จะเกิดผลกระทบต่อพื้นที่เดิมที่เคยเตรียมการไว้

งานระดับโลกหลายงานอาจเริ่มต้นจากคำถามว่า "เมืองหนึ่งจะใช้โอกาสจากงานระดับโลก เปลี่ยนอนาคตของตัวเองได้มากแค่ไหน"

 

PostToday Smart City ชวนจับตา “มหกรรมพืชสวนโลกนครราชสีมา 2572” หรือที่รู้จักกันในชื่อ Korat Expo 2029 ที่กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

 

ไม่ใช่เพราะงานกำลังจะเปิด หากแต่เพราะก่อนจะถึงวันเปิดงานอีกกว่า 3 ปี สถานที่จัดงานที่ถูกวางไว้เดิมที่ โคกหนองรังกา อำเภอคง กำลังถูกเปลี่ยนไปเป็น ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง

 

ทำไมต้อง “โคราช” เมื่อไทยเดินหน้าจัด "มหกรรมพืชสวนโลก" อีกครั้ง

 

วันที่ 1 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติทบทวนมติเดิม และเห็นชอบให้ย้ายสถานที่จัดงาน ตามข้อเสนอของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช.

 

โดยเหตุผลหลักอยู่ที่ความพร้อมของพื้นที่ การเดินทาง สาธารณูปโภค ที่พัก สถานพยาบาล และที่สำคัญคือการใช้ทรัพยากรของรัฐให้คุ้มค่าในระยะยาว

 

แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงคำว่า “ย้ายสถานที่”

 

เพราะเมื่อย้อนกลับไปดูตั้งแต่วันที่ประเทศไทยเริ่มผลักดันตัวเองเข้าสู่สนามแข่งขันของมหกรรมพืชสวนโลก คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เหตุใดประเทศไทยจึงเลือก “โคราช” เป็นเวทีครั้งใหม่ และเหตุใดงานนี้จึงถูกวางให้เป็นมากกว่างานแสดงดอกไม้

 

ภาพจากเพจพืชสวนโลกโคราช 2572

 

จากงานดอกไม้ สู่เวทีโชว์ “อนาคตสีเขียว”

งานพืชสวนโลกไม่ได้หมายถึงการนำดอกไม้มาจัดสวนให้สวยแล้วเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินชมเท่านั้น

 

ในระดับ A1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของงานมหกรรมพืชสวนที่สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) รับรอง งานจะเป็นเวทีนานาชาติที่ประเทศต่าง ๆ เข้ามาแสดงศักยภาพด้านพืชสวน เทคโนโลยี การเกษตร นวัตกรรม การออกแบบภูมิทัศน์ ตลอดจนแนวคิดเรื่องเมืองและสิ่งแวดล้อม

 

และนี่คือเหตุผลที่ “Korat Expo 2029” ถูกวางตำแหน่งไว้แตกต่างจากงานท่องเที่ยวทั่วไป

 

ทั้งนี้ AIPH รับรองให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพงาน International Horticultural Expo 2029 ที่นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 10 พฤศจิกายน 2572 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2573 รวม 110 วัน ภายใต้ระดับ A1 International Horticultural Exhibition โดยใช้แนวคิดหลัก

“Nature & Greenery: Envisioning the Green Future”

 

“A1” อาจฟังเหมือนเพียงรหัสระดับงาน แต่จริง ๆ แล้วหมายถึง งานมหกรรมพืชสวนระดับนานาชาติที่ใหญ่และมีมาตรฐานสูงสุดในระบบการรับรองของสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ หรือ AIPH ประเทศเจ้าภาพไม่ได้เพียงจัดสวนหรือแสดงพันธุ์ไม้ แต่ต้องจัดงานในระดับนานาชาติที่เปิดให้หลายประเทศเข้าร่วม

 

มีการออกแบบพื้นที่จัดแสดง สวนจากนานาชาติ นิทรรศการ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพืชสวน รวมถึงกิจกรรมทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ โดยงานต้องผ่านกระบวนการพิจารณาและรับรองตามหลักเกณฑ์ของ AIPH

 

ดังนั้น Korat Expo 2029 จึงไม่ใช่ “งานดอกไม้ขนาดใหญ่” ในความหมายทั่วไป แต่เป็นเวทีระดับโลกที่ประเทศไทยใช้แสดงศักยภาพด้านพืชสวน เกษตร เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และแนวคิดเมืองสีเขียวต่อสายตานานาชาติ

 

ไทยนำเสนอรายงานความก้าวหน้าการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก นครราชสีมา 2029 ต่อ AIPH Executive Board วันที่ 15 กันยายน 2568  ณ โรงแรม NH Ghent Hotel ประเทศเบลเยี่ยม

 

เป้าหมายเดิมของโครงการตั้งไว้ที่ผู้เข้าชมประมาณ 2.6 ล้านคน ขณะที่การประเมินในระยะหลังขยับกรอบคาดการณ์ขึ้นเป็น 2.6–4 ล้านคน

 

นั่นหมายความว่า ในช่วง 110 วัน โคราชกำลังเตรียมตัวรับคนจำนวนมหาศาลจากทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ และนี่เองที่ทำให้คำถามเรื่อง “สถานที่” ไม่ใช่เรื่องเล็ก

 

ทำไมต้องเป็นโคราช?

 

คำตอบแรกอาจดูง่ายที่สุด เพราะโคราชเป็นจังหวัดใหญ่ มีประชากรมาก และเป็นประตูสู่ภาคอีสาน

 

ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า นครราชสีมามีประชากร 2,630,058 คนในปี 2565 เป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ

 

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น โคราชมีบางอย่างที่เข้ากับโจทย์ของงานพืชสวนโลกอย่างมาก นั่นคือ “เมืองเกษตรขนาดใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่”

 

ข้อมูลสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2566 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า จังหวัดนครราชสีมามีผู้ปลูกพืช 325,129 ราย โดยพืชที่มีผู้ปลูกมากที่สุดคือข้าว 250,707 ราย ตามด้วยมันสำปะหลัง 80,281 ราย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 32,328 ราย และอ้อยโรงงาน 29,257 ราย

 

อีกชุดข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า นครราชสีมามีพื้นที่เกษตรกรรมรวมประมาณ 8.91 ล้านไร่ ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวอยู่ที่กว่า 4 ล้านไร่ และพื้นที่พืชไร่กว่า 4.1 ล้านไร่

 

พูดง่าย ๆ คือ หากจะหาจังหวัดหนึ่งในประเทศไทยที่สามารถเล่าเรื่อง อาหาร เกษตร พืชสวน เทคโนโลยีการผลิต และอนาคตของภาคเกษตร ได้ในพื้นที่เดียว โคราชถือว่ามี “วัตถุดิบ” อยู่แล้วจำนวนมาก

 

งานพืชสวนโลกจึงไม่ได้ถูกวางให้เป็นเพียงสถานที่นำดอกไม้จากทั่วโลกมาโชว์ แต่เป็นเวทีที่ประเทศไทยต้องการบอกว่า เราจะทำการเกษตรอย่างไรในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

 

ตัวเลข 4,281 ล้านบาท กับคำถามว่า “ลงทุนเพื่ออะไร”

 

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบงบประมาณจัดงานพืชสวนโลกนครราชสีมาไว้ที่ 4,281 ล้านบาท ขณะที่งานพืชสวนโลกอุดรธานีในปี 2569 ได้รับกรอบ 2,500 ล้านบาท รวมสองงาน 6,781 ล้านบาท

 

สำหรับโคราช เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่จำนวนผู้เข้าชม จากการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่หน่วยงานจังหวัดเผยแพร่ระบุว่า หากมีผู้เข้าชมประมาณ 2.6–4 ล้านคน งานอาจสร้างเงินสะพัดประมาณ 18,942 ล้านบาท เพิ่ม GDP ราว 9,163 ล้านบาท มีรายได้จากภาษีประมาณ 3,429 ล้านบาท และสร้างงานประมาณ 36,003 อัตรา

 

นี่คือเหตุผลที่งานพืชสวนโลกถูกมองในฐานะ “โครงการพัฒนาเมือง” มากกว่างานอีเวนต์ 110 วัน

เพราะเงิน 4,281 ล้านบาทที่รัฐตั้งกรอบไว้ จึงไม่ควรถูกวัดเพียงว่าคนเดินเข้างานกี่ล้านคน แต่ต้องถามต่อว่า หลังจากคนกลุ่มนั้นกลับบ้านแล้ว โคราชมีอะไรติดมือกลับมา

 

ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ความรู้ เทคโนโลยี เครือข่ายธุรกิจ นักท่องเที่ยว และพื้นที่ใหม่ ๆ ที่สามารถใช้งานต่อได้

 

ประเด็นนี้ปรากฏชัดในเอกสารประชุมคณะกรรมการบริหารการจัดงานฯ ล่าสุด ซึ่งแยก “การบริหารจัดการพื้นที่และใช้ประโยชน์หลังสิ้นสุดงาน” หรือ Legacy Plan เป็นวาระเฉพาะ ไม่ได้มองว่าการจัดงานสิ้นสุดลงพร้อมวันปิดประตู

 

จาก “คง” สู่ “ปากช่อง” จุดเปลี่ยนที่ทำให้คำว่า “โคราช” มีความหมายใหม่

 

เดิมทีภาพของ Korat Expo 2029 ถูกผูกไว้กับ โคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคง พื้นที่ประมาณ 678 ไร่ โดยมีพื้นที่จัดแสดง 523 ไร่ และพื้นที่จอดรถ 155 ไร่

 

AIPH เคยเข้าตรวจพื้นที่และให้การสนับสนุนการเสนอตัวของโคราช โดยรายงานการตรวจพื้นที่ระบุว่า พื้นที่เดิมอยู่บนแนวถนนมิตรภาพ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร และมีขนาดประมาณ 108.48 เฮกตาร์ หรือราว 678 ไร่

 

ภาพจากเพจ พืชสวนโลกโคราช 2572 : Expo 2029 Korat Thailand

 

พื้นที่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “ที่ดินเปล่า” ในสายตาของคนในพื้นที่

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนรอบอำเภอคงเตรียมตัวรับงาน ทั้งการทำที่พัก ร้านอาหาร กิจกรรมต้อนรับ และการสร้างความพร้อมเพื่อให้พื้นที่ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดได้รับการพัฒนา

 

เพจข่าวในท้องถิ่นของโคราชรายงานว่า กลุ่มประชาชนจาก 8 อำเภอโซนเหนือออกมาคัดค้านการย้ายสถานที่ โดยมองว่างานนี้เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ และมีการลงทุนเตรียมธุรกิจเพื่อรองรับงานไปแล้ว

 

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลและ สศช. มองโจทย์ในอีกมุม เพราะพื้นที่เดิมต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำ ถนน และสิ่งอำนวยความสะดวก ขณะที่พื้นที่ใหม่ในปากช่องเป็นที่ดินที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้งบซื้อที่ดินเพิ่มเติม และมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่มากกว่า

 

เอกสารประกอบการประชุมคณะกรรมการบริหารฯ ที่จัดทำขึ้นก่อนการตัดสินใจครั้งล่าสุดก็สะท้อนโจทย์นี้อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องงบประมาณ การเข้าถึงพื้นที่ ความพร้อมด้านสาธารณูปโภค ที่พัก การแพทย์ การท่องเที่ยว และความคุ้มค่าของการลงทุน

 

ปากช่องไม่ได้ถูกเลือกเพราะ “สวยกว่า” แต่เพราะระบบรองรับพร้อมกว่า

 

พื้นที่ใหม่ที่เสนอคือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง

เอกสารประกอบการประชุมระบุว่าพื้นที่สำรองสำหรับการจัดงานมีประมาณ 874 ไร่ และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ต้องจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติม

 

ที่สำคัญคือปากช่องมี “ระบบเมือง” ที่พร้อมรองรับคนจำนวนมากอยู่แล้ว

ข้อมูลในเอกสารของจังหวัดระบุว่า รอบพื้นที่มีสถานพยาบาลสำคัญ เช่น โรงพยาบาลปากช่องนานา 311 เตียง อยู่ห่างประมาณ 8 กิโลเมตร และโรงพยาบาลกรุงเทพปากช่อง 59 เตียง ห่างประมาณ 7 กิโลเมตร รวมทั้งมีเครือข่ายโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียง

 

ด้านที่พักมีสถานประกอบการโรงแรมและที่พักประมาณ 318 แห่ง รวม 8,594 ห้อง และยังมีที่พักระดับ 4–5 ดาวในรัศมีประมาณ 30 กิโลเมตร

 

นี่เป็นตัวเลขที่สำคัญมากเมื่อโจทย์ของงานคือการรองรับผู้เข้าชมระดับ หลายล้านคน เพราะการจัดงานระดับโลกไม่ได้ต้องการเพียงพื้นที่สวย แต่ต้องการ ถนน น้ำ ไฟ โรงพยาบาล โรงแรม ระบบขนส่ง และระบบรักษาความปลอดภัย ที่สามารถทำงานพร้อมกันได้

 

และปากช่องมีข้อได้เปรียบอีกอย่าง นั่นคือเป็นหนึ่งในฐานการท่องเที่ยวสำคัญของนครราชสีมา เชื่อมโยงกับเขาใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้ผู้จัดสามารถคิดต่อจาก “คนมางาน” ไปสู่ “คนมาเที่ยวโคราช” ได้ง่ายขึ้น

 

ทำไมต้อง “โคราช” เมื่อไทยเดินหน้าจัด "มหกรรมพืชสวนโลก" อีกครั้ง

 

และนี่คือสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า การสร้างความคุ้มค่าระยะยาว

 

แต่การย้ายไม่ได้แปลว่าโจทย์จบ ตรงกันข้าม การย้ายพื้นที่ในปี 2569 ขณะที่งานจะเปิดในปี 2572 ทำให้เวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนัก

 

เอกสารการประชุมล่าสุดระบุว่าการเปลี่ยนพื้นที่ต้องเร่งดำเนินการตามกรอบของ AIPH และ BIE (องค์การนิทรรศการนานาชาติ) โดยต้องเสนอความพร้อมของพื้นที่ใหม่ต่อ AIPH ภายใน 4 กันยายน 2569 และดำเนินการเพื่อขอความเห็นชอบจาก BIE ในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ขณะที่รัฐบาลยืนยันกรอบวันเปิดงานเดิมคือ 10 พฤศจิกายน 2572

 

นั่นทำให้ภารกิจหลังจากนี้ไม่ได้มีเพียงการวาดผังใหม่ แต่ต้องเร่งทำทั้ง Master Plan, โครงสร้างพื้นฐาน และ Legacy Plan ให้เดินไปพร้อมกัน

 

และเอกสารประชุมก็ระบุชัดว่าหากย้ายสถานที่ จะต้องเร่งศึกษาความเป็นไปได้และกรอบงบประมาณที่เกี่ยวข้อง ขณะที่หากใช้พื้นที่เดิมก็ต้องติดตามงบประมาณสำหรับการจัดทำ Master Plan ต่อไป

 

ที่น่าสนใจคือ กรอบงบประมาณการจัดงาน 4,281 ล้านบาทยังคงเดิม แม้สถานที่จะเปลี่ยนแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม เอกสารประกอบการประชุมชี้ให้เห็นภาพใหญ่กว่านั้นว่า หากนับรวมงบประมาณด้านพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ตัวเลขการลงทุนที่ถูกนำมาพิจารณาในชุดข้อมูลล่าสุดสูงกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คำว่า “ความคุ้มค่า” กลายเป็นหัวใจของการตัดสินใจครั้งนี้

 

ภาพจากเพจพืชสวยโลกโคราช 2572 การออกแบบภูมิทัศน์ภายในงานก่อนหน้าที่วางสถานที่จัดงานไว้ที่ โคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคง  ก่อนย้ายมาปากช่อง

 

แล้ว “โคราช” ได้อะไรจากการเป็นเจ้าภาพ?

 

นี่อาจเป็นคำถามที่สำคัญที่สุด เพราะประเทศไทยไม่ได้เพิ่งรู้จักงานพืชสวนโลก

เมื่อปี 2549 เชียงใหม่เคยเป็นเจ้าภาพ International Horticultural Exhibition Royal Flora Ratchaphruek 2006 ซึ่งเป็นงานระดับ A1 เช่นเดียวกัน จัดระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ถึง 31 มกราคม 2550 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ บนพื้นที่ราว 500 ไร่ มีผู้เข้าชมถึง 3,848,791 คน และมีผู้เข้าร่วมจาก 32 ประเทศ

 

ตัวเลขนี้น่าสนใจมาก เพราะจำนวนผู้เข้าชมจริงสูงกว่าประมาณการเดิมที่ตั้งไว้เพียง 2 ล้านคน และมีชาวต่างชาติเข้าชมกว่า 293,000 คน

 

หลังจากนั้นประเทศไทยยังจัดงานพืชสวนโลกที่เชียงใหม่อีกครั้งในปี 2554 แต่เป็นงานคนละระดับกับ A1

 

หลังจบงานมหกรรมพืชสวนโลก 2549 พื้นที่ไม่ได้ถูกปล่อยทิ้ง

แต่รัฐบาลวางให้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เป็นพื้นที่ถาวร โดยมอบให้สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. เข้ามาบริหารตั้งแต่ปี 2552

 

เพื่อเปลี่ยนจาก “พื้นที่จัดมหกรรม” มาเป็นแหล่งเรียนรู้พืชสวน การเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพ ศิลปวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวของเชียงใหม่ ปัจจุบันยังจัดกิจกรรมและเทศกาลชมสวนอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาสู่การเป็นสวนพฤกษศาสตร์ตามมาตรฐานสากลด้วย (HRDI)

 

บทเรียนสำคัญจึงอยู่ที่ “การใช้ประโยชน์หลังงาน” การลงทุนจัดมหกรรมขนาดใหญ่จะมีคุณค่าในระยะยาวก็ต่อเมื่อพื้นที่และสิ่งก่อสร้างสามารถถูกเปลี่ยนให้เป็นสินทรัพย์ถาวรที่มีภารกิจชัดเจน ไม่ใช่จบลงพร้อมวันปิดงาน

 

กรณีราชพฤกษ์จึงเป็นตัวอย่างของการต่อยอด “งานอีเวนต์” ให้กลายเป็น แหล่งท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพืชสวนที่ใช้งานต่อเนื่อง ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการวางแผนงานพืชสวนโลกครั้งใหม่ของโคราช 

 

หอคำหลวง อาคารเด่นประจำอุทยานราชพฤกษ์ มหกรรมพิชสวนโลกเชียงใหม่ปี 2554 (ภาพ wikipedia)

 

การกลับมาจัดงานระดับ A1 ในปี 2572 จึงไม่ใช่เพียงการ “จัดอีกครั้ง”

แต่เป็นการเปลี่ยนเวทีจาก เชียงใหม่ในฐานะเมืองท่องเที่ยวภาคเหนือ มาสู่ นครราชสีมาในฐานะเมืองเกษตร อุตสาหกรรม การคมนาคม และประตูสู่ภาคอีสาน จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม “โคราช” ถึงมีความหมายมากกว่าชื่อสถานที่จัดงาน

 

เกมจริงอาจไม่ได้อยู่ที่ 110 วัน แต่อยู่ที่ 10 ปีหลังจากนั้น

 

AIPH ระบุว่า Korat Expo 2029 จะนำเสนอความหลากหลายทางชีวภาพ เทคโนโลยีการเกษตรและพืชสวนที่ยั่งยืน รวมถึงการเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิด “Nature and Greenery: Envisioning the Green Future”

 

หมายความว่า ถ้างานนี้ทำได้ตามเป้าหมาย โคราชควรได้มากกว่าสวนสวย ๆ และอาคารจัดแสดง แต่ควรได้ พื้นที่เรียนรู้ด้านเกษตรและพืชสวน ควรได้ เครือข่ายธุรกิจและตลาดใหม่ ควรได้ นักท่องเที่ยวระยะยาว ควรได้ โครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนใช้ต่อได้

และควรได้ พื้นที่ที่ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหลังงานเลิก

 

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลต้องพูดถึงคำว่า Legacy Plan ตั้งแต่ก่อนงานเริ่ม เพราะพื้นที่จัดงานระดับโลกที่สร้างด้วยเงินมหาศาล หากถูกปล่อยให้กลายเป็นพื้นที่รกร้างหลังงานจบ ก็เท่ากับความสำเร็จ 110 วันไม่สามารถแปลงเป็นการพัฒนาเมืองในระยะยาวได้

 

เอกสารประชุมล่าสุดจึงกำหนดให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับจังหวัดนครราชสีมาเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการพื้นที่หลังงาน และให้วางแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ให้เกิดความคุ้มค่าและต่อเนื่อง

 

วันนี้คำตอบอาจไม่ใช่เพียงว่าโคราชมีพื้นที่ใหญ่ มีคนมาก หรืออยู่บนเส้นทางหลักสู่อีสาน แต่เพราะโคราชกำลังถูกวางให้เป็น ห้องทดลองขนาดใหญ่ของ “Green Future” ในแบบไทย ๆ

 

จังหวัดที่มีฐานเกษตรขนาดมหาศาล มีประชากรกว่า 2.6 ล้านคน มีทั้งอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ธรรมชาติ และเครือข่ายคมนาคม กำลังจะถูกใช้เป็นเวทีแสดงให้โลกเห็นว่า ประเทศไทยจะพาเกษตรกรรมจากอดีตไปสู่อนาคตอย่างไร

 

อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่

 

แต่การย้ายจากอำเภอคงไปปากช่องทำให้โจทย์ของงานซับซ้อนขึ้นอีกชั้น

เพราะด้านหนึ่ง ปากช่องอาจทำให้งานจัดง่ายขึ้น รองรับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น และลดต้นทุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานบางส่วน

 

แต่อีกด้านหนึ่ง โอกาสในการพัฒนาพื้นที่อำเภอคงที่ถูกสร้างความหวังมาตลอดหลายปีก็หายไปพร้อมกัน รัฐบาลจึงไม่ได้มีโจทย์แค่ “จัดงานให้ทัน”

 

แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า เมื่อย้ายงานไปปากช่องแล้ว จะทำอย่างไรไม่ให้พื้นที่เดิมกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของ Korat Expo 2029 อาจไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่เดินผ่านประตูงาน แต่อาจวัดจากคำถามที่เรียบง่ายกว่านั้นว่า

 

หลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2573 เมื่อประตูงานปิดลง โคราชเปลี่ยนไปแล้วจริงหรือไม่ และคำตอบของคำถามนี้ อาจเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าความสวยงามของงานตลอด 110 วันเสียอีก!

 

 

แหล่งข้อมูล: AIPH, Bureau International des Expositions (BIE), กรมประชาสัมพันธ์, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ข่าวล่าสุด

ทำไมต้อง “โคราช” เมื่อไทยเดินหน้าจัด "มหกรรมพืชสวนโลก" อีกครั้ง

ทำไมต้อง “โคราช” เมื่อไทยเดินหน้าจัด "มหกรรมพืชสวนโลก" อีกครั้ง