
ธนาคารโลก กางแผนปฏิรูป ชู 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงปี 2037
เจาะรายงาน “Building Thailand’s Future Today” ธนาคารโลก เปิดแผนปฏิรูปโครงการเศรษฐกิจ ชู 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย พลิกโฉมไทยสู่ประเทศรายได้สูงในปี 2037
KEY
POINTS
- เจาะรายงาน “Building Thailand’s Future Today” ธนาคารโลก เปิดแผนปฏิรูปเพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 ต้องเร่งอัตราการเติบโตของจีดีพีต่อหัวให้ได้เฉลี่ย 5.4% ต่อปี
- ชู 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง, การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเชิงสุขภาพ, บริการดิจิทัล, ธุรกิจเกษตรและอาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
- ข้อเสนอแนะในการปฏิรูปครอบคลุม 3 ด้านหลัก คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ, การพัฒนาทุนมนุษย์ตั้งแต่ปฐมวัย และการสร้างเมืองแห่งอนาคตนอกเหนือจากกรุงเทพฯ
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก จัดการประชุมสุดยอดผู้นำ “The Bangkok Business Summit 2026” ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” พลิกโฉมประเทศไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่งสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียน เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ในการประชุมดังกล่าว ธนาคารโลกประกาศเปิดตัวรายงานเชิงยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ “Building Thailand’s Future Today: The Investment and Growth Playbook” รายงานฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่บทวิเคราะห์ทั่วไป แต่คือเข็มทิศอย่างเป็นทางการเพื่อร่วมมือปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยครั้งใหญ่ โดยผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจากธนาคารโลก
เปลี่ยนโมเดลเดิม สู่อนาคตสร้างงานคุณภาพและเติบโตยั่งยืน
Mr. Stephen Ndegwa Division Director, World Bank ประจำประเทศไทยและเมียนมา ได้ชี้ให้เห็นถึงหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
ทั้งนี้ ประเทศไทยเริ่มต้นการเดินทางครั้งนี้จากจุดที่มีความได้เปรียบสูงมาก มีฐานอุตสาหกรรมที่แข่งขันได้ในระดับโลก มีสถาบันที่มั่นคง โครงสร้างพื้นฐานระดับเวิลด์คลาส และภาคเอกชนที่เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก
แม้จะมีความแข็งแกร่งเดิม แต่เศรษฐกิจโลกกำลังถูกขับเคลื่อนและหล่อหลอมด้วยปัจจัยใหม่อย่างรวดเร็ว ทั้งเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการค้าและการลงทุนโลก แรงกดดันจากสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
Mr. Stephen เตือนว่า โมเดลเศรษฐกิจที่เคยรับใช้ประเทศไทยมาอย่างดีตลอด 35 ปีที่ผ่านมา จะไม่สามารถส่งมอบการเติบโตในระดับที่จำเป็นเพื่อรักษาความเป็นผู้นำได้อีกต่อไป อนาคตที่มั่งคั่งของไทยจะขึ้นอยู่กับการปรับปรุงขีดความสามารถ สถาบัน และการลงทุนเพื่อการเติบโตที่ก่อให้เกิดงานที่มากขึ้นและดีขึ้น
โดยรายงานฉบับนี้เป็นคำเชิญจากกลุ่มธนาคารโลกเพื่อร่วมมือกับไทยในการแปลงแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงในทุกภาคส่วน ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ไทยกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meeting) ในเดือนตุลาคมนี้
ปฏิรูปเร่งด่วน 4 ด้าน สู่เป้าจีดีพีโต 5.4% ในปี 2037
Ms. Katherine Anne Stapleton Senior Economist, World Bank สะท้อนภาพการเติบโตที่น่าทึ่งของกรุงเทพฯ นับตั้งแต่ปี 1991 (พ.ศ. 2534) ที่ประชากรเติบโตจาก 5 ล้านคน สู่ 20 ล้านคนในปัจจุบัน จีดีพีต่อหัวเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว และสร้างงานคุณภาพสูงในระบบได้ถึง 11 ล้านตำแหน่ง แต่ความท้าทายใหม่คือการก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง
นับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกและโควิด-19 อัตราการเติบโตของไทยเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 2.2% ซึ่งหากปล่อยให้เติบโตในอัตรานี้ต่อไป ประเทศไทยจะต้องรอถึงปี 2048 กว่าจะบรรลุสถานะประเทศรายได้สูง
รายงานเสนอโรดแมปในการผลักดันประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายรายได้สูงภายในปี 2037 ซึ่งจำเป็นต้องเร่งอัตราการเติบโตของจีดีพีต่อหัวเฉลี่ยเป็น 5.4% ต่อปี ผ่าน 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
1.ยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Upgrading Imperative) สร้างอุตสาหกรรมที่แข่งขันได้ในระดับโลกเพื่อส่งมอบงานคุณภาพสูง
2.เพิ่มความพลวัตของภาคธุรกิจ (Firms of the Future) ปัจจุบันไทยมีสตาร์ทอัพเพียง 10 รายต่อประชากรล้านคน (เทียบกับสิงคโปร์ที่มี 1,000 ราย) และมีบริษัทเกิดใหม่เพียง 2 แห่งต่อแรงงาน 1,000 คน (เทียบกับ 8 แห่งในกลุ่มประเทศรายได้สูง) แม้การส่งออกของไทยจะสูงถึง 70% ของจีดีพี และมีการลงทุนจากต่างประเทศสูง แต่การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Spillovers) และขีดความสามารถสู่บริษัทในประเทศยังอ่อนแอ
นอกจากนี้ การลงทุนด้าน R&D ของไทยมีเพียง 1% ของจีดีพี (เทียบกับค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 2.5%) รายงานจึงตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วน SMEs ที่ลงทุนด้าน R&D จาก 8% เป็น 20% เพื่อกระตุ้นนวัตกรรม
3.พัฒนาแรงงานทักษะสูงและครอบคลุม (Workforce of the Future) ปัจจุบันเยาวชนไทยอายุ 15 ปีเพียง 1% เท่านั้นที่เป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีเยี่ยมด้านคณิตศาสตร์ (เทียบกับ 9% ใน OECD และ 25% ในสิงคโปร์) ประเทศไทยจึงต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทางที่แข็งแกร่ง (Sound skills) ผ่านการเพิ่มคุณภาพการศึกษาและขยายสัดส่วนการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ปัจจุบันอยู่ที่ 45% (เทียบกับประเทศรายได้สูงที่ 82%)
ตลอดจนแก้ปัญหาสังคมสูงวัยด้วยการเพิ่มส่วนร่วมของแรงงานสตรี ซึ่งผลวิจัยระบุว่าการลดช่องว่างการทำงานของชาย-หญิงลงได้เพียงครึ่งหนึ่ง จะช่วยชดเชยการขาดแคลนแรงงานจากสังคมสูงวัยได้เกือบทั้งหมด
4.สร้างเมืองแห่งอนาคต (Cities of the Future) พัฒนาเมืองนอกเหนือจากกรุงเทพฯ ให้เจริญเติบโตและยืดหยุ่น เพื่อเปิดโอกาสในการทำงานและการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น โดยเด็กที่เกิดในปี 2026 จะสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมในประเทศไทยที่เป็นประเทศรายได้สูงในปี 2037 ได้อย่างเท่าเทียม
เจาะ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ
นายขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารโลก ผู้รับผิดชอบประเทศไทย ได้ลงรายละเอียดถึงแผนงานและกลยุทธ์ด้านอุตสาหกรรมและกายภาพของประเทศที่นักลงทุนต้องจับตามอง
รายงานคัดเลือก 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ผ่านการวิเคราะห์เชิงลึก 3 ด้าน คือ
1.เมกะเทรนด์โลก (Global Megatrends) การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี AI, การเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทิศทางภูมิรัฐศาสตร์
2.ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) มุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่ตอบสนองต่อดีมานด์ใหม่ของโลก รวมทั้งไทยมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบและมีศักยภาพสูงในการสร้างงานที่ดีขึ้น ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเชิงสุขภาพ บริการดิจิทัล ธุรกิจเกษตรและอาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
3.ตัวคูณการจ้างงาน (Employment Multiplier) คัดเลือกอุตสาหกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
แผนงานนี้ไม่ใช่ข้อกำหนดฝ่ายเดียวจากธนาคารโลก แต่ผ่านการหารือร่วมกับผู้นำภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมในไทยตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา เพื่อให้เป็นวิสัยทัศน์ที่ทำได้จริงและตอบโจทย์ประเทศไทยมากที่สุด
นอกจากนี้ มุ่งเน้นการสร้างเมืองคาร์บอนต่ำที่ใช้พลังงานหมุนเวียน การเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพ และการจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัยเชิงรุก โดยอ้างอิงและสนับสนุนงานวิจัยตามแนวคิดลุ่มน้ำของประเทศญี่ปุ่น
สำหรับข้อเสนอแนะสำคัญ สำหรับการดำเนินงานปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมแนวทางปฏิบัติใน 3 ด้านหลัก ดังนี้
1. ด้านอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจแห่งอนาคต
- การสร้างผลพลอยได้จากการลงทุน มุ่งเน้นวิธีการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ไปสู่บริษัทและผู้คนในประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าเกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง
- การเปิดเสรีภาคบริการ เพื่อดึงดูดเทคโนโลยีและทักษะความสามารถขั้นสูงเข้ามา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการยกระดับทั้งบริษัทขนาดใหญ่และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
- การส่งเสริมความหลากหลายและการเติบโตของธุรกิจ การช่วยเหลือและสนับสนุนให้บริษัทต่าง ๆ สามารถเข้าสู่ตลาด มีส่วนร่วมในการแข่งขัน และสามารถขยายขนาด (scale) ของธุรกิจได้
2. ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital)
- การยกระดับทุนมนุษย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ปฏิรูปและเริ่มต้นยกระดับคุณภาพชีวิตและการเรียนรู้ตั้งแต่เด็กปฐมวัย ในช่วงอายุตั้งแต่ 0 ถึง 5 ปี
- การพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก การปรับปรุงและยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีอยู่ทั่วประเทศ สำหรับกลุ่มเด็กอายุ 2 ถึง 5 ปี
- การสนับสนุนด้านอาหารและโภชนาการ จัดหาอาหารที่มีคุณภาพและโภชนาการที่ดีให้แก่เด็กเพื่อรองรับการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ
- การสร้างการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานที่ดีขึ้นในระยะยาว มุ่งเน้นการปูพื้นฐานและพัฒนาการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานของเด็กให้แข็งแกร่งและมีคุณภาพดียิ่งขึ้นในระยะยาว
3. ด้านเมืองแห่งอนาคต (Cities of the Future)
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง การสร้างและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองต่าง ๆ นอกเหนือจากกรุงเทพฯ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตและความยืดหยุ่น
- การจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับเมือง การพัฒนากลไกการจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเติบโตของเมืองอย่างยั่งยืน







