
รู้ว่าเสี่ยงแต่ยังนัดเจอ! สภาพัฒน์จับตา “ภัยออนไลน์ล่อลวงเด็ก” ชี้ต้องคุมถึงระดับแพลตฟอร์ม
สภาพัฒน์จับตา “Online Grooming” พบแม้เด็กรับรู้ความเสี่ยง แต่ยังนัดพบคนที่รู้จักผ่านอินเทอร์เน็ต ชี้ป้องกันด้วยการเตือนเด็กอาจไม่พอ ต้องคุมแพลตฟอร์ม
KEY
POINTS
- สภาพัฒน์ชี้ปัญหาเด็กและเยาวชนตระหนักถึงความเสี่ยงออนไลน์ แต่ยังคงเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวและนัดพบคนแปลกหน้า โดยพบว่ายิ่งอายุมากขึ้นยิ่งมีแนวโน้มเสี่ยงมากขึ้น
- ภัยล่อลวงเด็กทางออนไลน์ (Online Grooming) ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้สถิติคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้น 3.8 เท่าจากปี 2562
- ข้อเสนอแนะสำคัญคือการเปลี่ยนจากการเตือนเด็กและผู้ปกครอง ไปสู่การผลักดันให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรับผิดชอบและมีมาตรการควบคุมเพื่อความปลอดภัยของเด็กโดยตรง
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เปิดประเด็น Online Grooming: ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในโลกเสมือน ใน รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2569 โดยเตือนถึงการล่อลวงเด็กผ่านสื่อออนไลน์ ที่ไม่อาจแก้ได้ด้วยการเตือนเด็กอีกต่อไป แต่ต้องสร้างระบบที่สามารถควบคุมและกำกับได้เริ่มที่แพลตฟอร์ม
เด็กติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เกือบ 100% คดีล่วงละเมิดทางเพศเพิ่ม 3.8 เท่า
ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่สภาพัฒน์นำเสนอพบว่า สัดส่วนเด็กและเยาวชนไทยอายุ 6–24 ปีที่ใช้อินเทอร์เน็ต เพิ่มจาก 86.3% ในปี 2562 เป็น 98.2% ในปี 2567
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีบัญชีผู้เล่นเกมประมาณ 42.5 ล้านบัญชีและ Gen Z เป็นกลุ่มผู้เล่นที่ขยายตัวสูงสุด ซึ่งการใช้งานออนไลน์เพิ่มโอกาสให้มิจฉาชีพหรือผู้ไม่ประสงค์ดีเข้าถึงเด็กผ่านการล่อลวงออนไลน์ (Online Grooming) เพื่อนำไปสู่การแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ
พร้อมกันนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานว่า ปี 2567 มีคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กผ่านอินเทอร์เน็ต 346 คดี เพิ่มขึ้น 3.8 เท่าจากปี 2562 โดยเด็กอายุ 8–14 ปี เป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด
สภาพัฒน์ ได้ตั้งข้อสังเกตในรายงานฉบับดังกล่าว ว่า ภัยออนไลน์อาจไม่ได้จบอยู่บนหน้าจอ แต่สามารถนำไปสู่อันตรายในชีวิตจริงได้
รู้ว่าเสี่ยง!แต่ยังเปิดเผยข้อมูลและนัดพบ
จุดที่สภาพัฒน์มองว่าเป็น “ช่องว่างที่สำคัญ” คือ เด็กรู้ว่าเสี่ยง แต่ยังเปิดเผยข้อมูลและนัดพบ!
ข้อมูลจากรายงาน Disrupting Harm in Thailand ของ ECPAT, INTERPOL และ UNICEF พบว่า เด็ก 58% เห็นว่าการเปิดเผยชื่อ ที่อยู่ หรือหมายเลขโทรศัพท์แก่คนแปลกหน้าทางออนไลน์ เป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงมาก
แต่ในขณะเดียวกัน 47% เคยเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว
และ 10% เคยนัดพบคนที่รู้จักเป็นครั้งแรกผ่านอินเทอร์เน็ต
โดยในกลุ่ม 10% นี้รู้สึกตื่จเต้นหรือมีความสุขจากการพบปะ
ยิ่งอายุมากขึ้น ความย้อนแย้งนี้ยิ่งชัด!
เด็กอายุ 12–13 ปี ตระหนักถึงความเสี่ยง 60% และเคยนัดพบคนรู้จักออนไลน์ 7%
อายุ 14–15 ปี ตระหนักถึงความเสี่ยงเพิ่มเป็น 69% แต่การนัดพบเพิ่มเป็น 8%
และอายุ 16–17 ปี ตระหนักถึงความเสี่ยงถึง 75% แต่กลับมีผู้เคยนัดพบคนรู้จักออนไลน์เพิ่มเป็น 15%
สภาพัฒน์ระบุว่า การตระหนักถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้พฤติกรรมเสี่ยงลดลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเมื่อความสัมพันธ์ออนไลน์พัฒนาไป เด็กเกิดความไว้วางใจและไม่ได้มองอีกฝ่ายว่าเป็น “คนแปลกหน้า” อีกต่อไป
Online Grooming ไม่ได้เริ่มจาก “คนร้าย”
สภาพัฒน์อธิบายกระบวนการ Online Grooming ไว้ 5 ขั้นตอน
- การเข้าไปหาเด็กในแพลตฟอร์มที่เด็กนิยมใช้ เลือกเป้าหมายจากข้อมูลที่เด็กเปิดเผย
- ชวนออกจากพื้นที่สาธารณะไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว
- จากนั้นผู้กระทำอาจแสดงความเข้าอกเข้าใจ รับฟังปัญหาครอบครัวหรือการถูกกลั่นแกล้ง จนเด็กมองอีกฝ่ายเป็นที่พึ่งทางจิตใจ
- สำรวจว่าเด็กอยู่คนเดียวหรือไม่ ใครสามารถเข้าถึงโทรศัพท์ได้ และค่อยสร้างสถานะเป็น “คนพิเศษ” พร้อมขอให้เก็บความสัมพันธ์เป็นความลับ
- ขั้นต่อไปบทสนทนาอาจเปลี่ยนไปสู่เรื่องเพศ การขอภาพหรือวิดีโอส่วนตัว การชักชวนให้แสดงพฤติกรรมทางเพศผ่านกล้อง หรือนัดพบ และหากเด็กพยายามถอนตัว ภาพ วิดีโอ หรือข้อมูลส่วนตัวอาจถูกนำมาใช้ข่มขู่เรียกเงินหรือขู่เผยแพร่ต่อคนรอบ
แล้วทำไมเด็กถึงยอม?
สภาพัฒน์ชี้ไปที่ความต้องการ การยอมรับ ความรัก และการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งอาจทำให้เด็กเปราะบางต่อการชักจูงและแรงกดดัน
ข้อมูล Disrupting Harm in Thailand พบว่า เหตุผลสำคัญที่เด็กส่งภาพหรือวิดีโอเปลือย ได้แก่
- กลัวสูญเสียความสัมพันธ์ 26%
- ความไว้วางใจ 26%
- และความรัก 23%
ขณะเดียวกัน การกล่าวโทษเหยื่อ หรือ Victim-blaming ในสังคม อาจยิ่งทำให้เด็กไม่กล้าขอความช่วยเหลือเมื่อเจอกับการถูกล่วงละเมิด
จาก “เด็กต้องระวัง” สู่ “แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบ”
เมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งที่สภาพัฒน์ชี้คือ การป้องกัน Online Grooming หรือการแสวงหาประโยชน์และการล่วงละเมิดทางเพศเด็กออนไลน์ไม่ควรจัดกัดแค่เพียงการสร้างการตระหนักรู้อีกต่อไป
สภาพัฒน์เสนอแนวทางสำคัญโดยอ้างอิงจาก แนวทางต่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนจากการให้เด็กและผู้ปกครองรับผิดชอบป้องกันตัวเอง ไปสู่การกำหนดความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม
ออสเตรเลีย กำหนดให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีไม่สามารถมีบัญชีบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่อยู่ภายใต้กฎหมาย และกำหนดหน้าที่ให้แพลตฟอร์มดำเนินมาตรการด้านอายุ
ขณะที่ สหราชอาณาจักร กำหนดให้บริการที่มีระบบสื่อสารระหว่างผู้ใช้ต้องประเมินความเสี่ยงและออกแบบบริการให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก
ส่วน ฝรั่งเศส มีกฎเรื่องความยินยอมของผู้ปกครองสำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่าเกณฑ์
บางประเทศยังใช้ AI วิเคราะห์บทสนทนาและพฤติกรรมเพื่อเตือนหรือสกัดกั้นเนื้อหาที่มีความเสี่ยง รวมถึงใช้เด็กเสมือนเป็นกับดักดิจิทัลเพื่อช่วยระบุตัวผู้ที่พยายามล่อลวงเด็ก
ประเทศไทยอยู่ตรงไหน?
สำหรับประเทศไทย สภาพัฒน์ระบุว่า กฎหมายปัจจุบันยังไม่มีบทบัญญัติเรื่อง Online Grooming โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 อนุมัติหลักการร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เพื่อเพิ่มฐานความผิดเกี่ยวกับการกระทำต่อเด็กผ่านสื่อออนไลน์ 5 ประเภท ได้แก่
- การล่อลวงเด็กเพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศ
- การพูดคุยเรื่องเพศที่ไม่เหมาะสม
- การแบล็กเมลทางเพศ
- การติดตามคุกคาม
- การกลั่นแกล้งรังแกออนไลน์
อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์มองว่ากฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอ เด็กจำเป็นต้องมีทั้ง Digital Literacy และทักษะในการอ่านความสัมพันธ์ออนไลน์ ขณะที่ครอบครัวและโรงเรียนต้องสร้างพื้นที่ที่ทำให้เด็กสามารถเล่าปัญหาได้โดยไม่กลัวว่าจะถูกตำหนิหรือกล่าวโทษด้วย.
อ้างอิง
รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2569 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ







