
Nvidia โชว์งบ Q2 รายได้ทะลุเป้า 15 ไตรมาสติด เทรนด์ AI โตต่อเนื่อง
Nvidia ผงาดทุบสถิติรายได้ Q2 พุ่งทะยานกว่าเท่าตัว สะท้อนดีมานด์ชิป AI ที่ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เตรียมเดินหน้ายกระดับความร่วมมือกับ AWS ขยาย Data Center ทั่วโลก
ผลประกอบการ Nvidia ไตรมาส 2 ทำสถิติใหม่ กวาดรายได้รวม 9.622 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตกว่าเท่าตัวและสูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้
ปัจจัยหลักมาจากความต้องการชิป AI สำหรับ Data Center ที่พุ่งสูงขึ้น พร้อมตั้งเป้ารายได้ไตรมาส 3 ที่ 1.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะเผชิญความท้าทายจากข้อจำกัดในตลาดจีนและการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นก็ตาม
Nvidia บริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 5.16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 2 (สิ้นสุดวันที่ 26 กรกฎาคม) โดยยังคงโชว์ฟอร์มแกร่ง
ตอกย้ำสถานะการเป็น "ตัวชี้วัดทิศทาง" ของอุตสาหกรรม AI ระดับโลก หลังทำผลงานได้เหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์จากวอลล์สตรีทต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 15
สรุปไฮไลต์ตัวเลขการเงิน Nvidia ไตรมาส 2
ตัวเลขผลประกอบการรอบนี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดด (ข้อมูลอ้างอิงเปรียบเทียบกับคาดการณ์จาก LSEG)
- รายได้รวม: 9.622 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (สูงกว่าคาดการณ์ที่ 9.217 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) โตขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัว
- กำไรสุทธิต่อหุ้นแบบปรับทอน (EPS): 2.22 ดอลลาร์สหรัฐ (สูงกว่าคาดการณ์ที่ 2.10 ดอลลาร์สหรัฐ)
- รายได้จากธุรกิจ Data Center: ทะยานทะลุ 8.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (สูงกว่าคาดการณ์ที่ 8.508 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
หลังการประกาศผลประกอบการและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ส่งผลให้ราคาหุ้น Nvidia (NVDA) ในช่วงการซื้อขายนอกเวลาทำการ (After-hours trading) ปรับตัวขึ้นกว่า 4%
ทั้งนี้ตั้งแต่ต้นปี หุ้น Nvidia ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 12.4% (เทียบกับคู่แข่งอย่าง AMD และ Intel ที่พุ่งขึ้นกว่าเท่าตัว)
แนวโน้มไตรมาส 3 และเป้าหมายระยะยาว
บริษัทคาดการณ์รายได้ในไตรมาส 3 ไว้ที่ 1.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (± 2%) ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของ LSEG ที่ 1.0419 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมตั้งเป้าผลักดันรายได้ภาพรวมให้เติบโตแตะระดับ 70% ภายในปีงบประมาณ 2028
ด้าน Colette Kress ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินของ Nvidia เปิดเผยว่า บริษัทได้ขยายความร่วมมือกับ Amazon Web Services (AWS) โดยเตรียมติดตั้ง GPU เพิ่มอีกกว่า 2 ล้านตัวในโครงสร้างพื้นฐานของ Amazon ทั่วโลกภายในปี 2027-2028
ขณะเดียวกัน Elon Musk ซีอีโอของ SpaceX ก็เพิ่งประกาศเลือกใช้ฮาร์ดแวร์จาก Nvidia แบบเอ็กซ์คลูซีฟ
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับภาพรวมของอุตสาหกรรม โดยลูกค้ารายใหญ่อย่าง Microsoft และ Meta ประเมินว่า บรรดาบริษัทบิ๊กเทคจะทุ่มเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI สูงถึง 7.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากระดับ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า
3 ความท้าทายสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา
แม้ผลประกอบการจะออกมาสวยงาม แต่ Nvidia ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายใหญ่ๆอีกหลายประการ ได้แก่
1. แรงกดดันด้านอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin)
นักวิเคราะห์ต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการเร่งผลิตชิปสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ "Rubin" รวมถึงราคาชิปหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้น โดย Nvidia ประเมินอัตรากำไรขั้นต้นแบบปรับทอนในไตรมาส 3 ไว้ที่ 74% ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เล็กน้อยที่ 74.77%
2. ความไม่แน่นอนในตลาดจีน
ตัวเลขคาดการณ์รายได้ในไตรมาส 3 ยังไม่ได้รวมยอดขายจากจีน เนื่องจากผลกระทบจากมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะผ่อนปรนให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน (เช่น Alibaba, Tencent และ ByteDance) สั่งซื้อชิป H200 ได้บ้าง และ Nvidia เองก็กำลังนำเสนอซีพียูรุ่นใหม่ "Vera" แต่ปริมาณการจัดส่งในปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับที่น้อยมาก
3. สงครามชิปคัสตอมในตลาด Inference
เมื่อระบบ AI หันมาเน้นการประมวลผลลัพธ์มากขึ้น บรรดาบริษัทบิ๊กเทคจึงเริ่มพัฒนาชิปของตัวเอง (In-house chips) เพื่อลดต้นทุนและลดการพึ่งพาชิปจาก Nvidia ยกตัวอย่างเช่น Meta ที่เตรียมเดินสายผลิตชิป AI รุ่น “Iris” เจเนอเรชันที่ 4 ในเดือนกันยายนนี้
ขณะที่ Alphabet (Google) ก็สั่งซื้อชิปจาก Intel กว่า 3 ล้านตัวเพื่อเตรียมใช้งานในปี 2028 นอกจากนี้ คู่แข่งรายสำคัญอย่าง Intel, AMD และ Baidu ต่างก็กำลังเร่งบุกเจาะตลาดนี้เช่นเดียวกัน
เพื่อรับมือกับสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด Nvidia จึงทุ่มเม็ดเงินกว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าซื้อกิจการ Groq สตาร์ทอัพด้าน Inference เพื่อนำเทคโนโลยีมาผสานเข้ากับแพลตฟอร์ม Vera Rubin
สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า Nvidia จะไม่ยอมเสียแชมป์ในตลาดนี้อย่างแน่นอน พร้อมทั้งประเมินว่าโอกาสกวาดรายได้จากกลุ่มชิป AI อาจพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2027







