posttoday
3 เดือนที่ผ่านมา คนไทยจ่าย 260 ล้านบาท เพื่อดู "ละครแนวตั้ง"

3 เดือนที่ผ่านมา คนไทยจ่าย 260 ล้านบาท เพื่อดู "ละครแนวตั้ง"

27 สิงหาคม 2569

สภาพัฒน์ชี้ ไทยมียอดดาวน์โหลดแอปเพื่อดู “ละครแนวตั้ง” อันดับ 6 ของโลก เพียงไตรมาสเดียว ผู้ชมไทยจ่ายเงินซื้อคอนเทนต์ราว 260 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 3 ของตลาดนอกจีน

KEY

POINTS

  • คนไทยเปย์ 260 ล้านบาทใน 3 เดือน ดู “ละครแนวตั้ง” สูงเป็นอันดับ 3 ของตลาดนอกจีน ขณะที่ยอดดาวน์โหลดแอปในไทยสูงอันดับ 6 ของโลก
  • NIA มองไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมสื่อ ทั้งการเปิดพื้นที่ให้คนทำงานรุ่นใหม่ สร้างโมเดลรายได้ใหม่ และต่อยอดคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก
  • ผู้ผลิตรายใหญ่อย่างกันตนาและช่อง ONE เริ่มทดลองละครแนวตั้ง ขณะที่ตลาดโลกคาดโตจาก 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 เป็น 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2573

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ หยิบปรากฏการณ์  “ละครแนวตั้ง”   ขึ้นมาเป็นหนึ่งในสถานการณ์ทางสังคมที่สำคัญ โดยละครประเภทนี้มีความยาวเพียง 1–5 นาทีต่อตอน ใช้ภาพแนวตั้งอัตราส่วน 9:16 เพื่อรองรับการรับชมผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตโดยเฉพาะ พร้อมเน้นการดำเนินเรื่องรวดเร็วและเข้าใจง่าย

 

ความนิยมดังกล่าวกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ในปี 2568 ตลาดละครแนวตั้งมีมูลค่าราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 หรือเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในเวลาเพียง 5 ปี!

 

 

 

คนไทยไม่ใช่แค่ดู แต่ “ยอมจ่าย”

ประเทศไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าจับตามอง

ข้อมูลที่สภาพัฒน์นำเสนอระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ไทยมี จำนวนการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันละครแนวตั้งสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก

 

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาดจีนประเมินว่า เฉพาะไตรมาสแรกของปี 2568 ผู้ใช้ในประเทศไทยใช้จ่ายผ่านการซื้อภายในแอปพลิเคชันของซีรีส์แนวตั้ง ประมาณ 7.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 260 ล้านบาท สูงเป็น อันดับ 3 ของตลาดนอกประเทศจีน รองจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

 

จุดเด่นของละครแนวตั้งไม่ได้มีเพียงความสั้น แต่เนื้อหาเองก็ถูกออกแบบให้เหมาะกับการแย่งความสนใจบนหน้าจอมือถือ

 

สภาพัฒน์ระบุว่า ละครประเภทนี้มักใช้โครงเรื่องที่เข้าใจง่ายและเข้มข้น สามารถตอบสนองอารมณ์ของผู้ชมได้อย่างรวดเร็ว เช่น การแก้แค้น การเอาชนะความอยุติธรรม การพลิกสถานะจากคนธรรมดาสู่ผู้มีอำนาจ หรือความรักต่างฐานะ

 

เนื้อหาเหล่านี้สามารถสร้างความรู้สึกสะใจ หรือเติมเต็มความคาดหวังบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นได้ยากในชีวิตจริง ขณะเดียวกันข้อจำกัดด้านเวลาและการแข่งขันเพื่อดึงความสนใจในช่วงสั้นๆ ก็ทำให้ผู้ผลิตจำนวนมากใช้สูตรการเล่าเรื่องที่คล้ายคลึงกัน

 

ปรากฏการณ์นี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการหมุนภาพละครจากแนวนอนมาเป็นแนวตั้ง แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของวิธีบริโภคความบันเทิง จากการต้องจัดเวลาเพื่อดูละครหนึ่งตอน มาเป็นคอนเทนต์ที่สามารถแทรกอยู่ในช่วงเวลาสั้น ๆ ของชีวิตประจำวันได้

 

NIA มองไม่ใช่กระแสชั่วคราว เปิด 3 โอกาสอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย

ทั้งนี้  สภาพัฒน์ชี้ข้อมูลที่ได้จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ซึ่งระบุว่า “ละครแนวตั้ง” ไม่น่าจะเป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นสื่ออีกรูปแบบหนึ่งที่มีบทบาทมากขึ้น และอาจสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงได้อย่างน้อย 3 ด้าน

 

1. เปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตและคนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรม

โดยละครแนวตั้งไม่จำเป็นต้องเข้ามาแทนละครรูปแบบเดิม เพราะมีจุดแข็งต่างกัน

ละครแบบเดิมสามารถเล่าเรื่องซับซ้อน สร้างตัวละครที่มีมิติ และใช้มาตรฐานการผลิตสูง ขณะที่ละครแนวตั้งเน้นความกระชับ เดินเรื่องเร็ว และเหมาะกับการดูผ่านสมาร์ทโฟน ความแตกต่างนี้จึงอาจเปิดพื้นที่เพิ่มเติมให้ผู้ผลิตหน้าใหม่ นักเขียนบท นักแสดง และทีมงานเบื้องหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมได้มากขึ้น

 

ตัวอย่างจากจีนสะท้อนขนาดของโอกาสดังกล่าว โดยอุตสาหกรรมละครแนวตั้งสร้างการจ้างงานโดยตรงประมาณ 690,000 ตำแหน่ง และเมื่อรวมธุรกิจที่เกี่ยวข้องอาจมีการจ้างงานมากกว่า 2 ล้านตำแหน่ง

 

2. การเกิดโมเดลธุรกิจและช่องทางรายได้ใหม่

จากละครโทรทัศน์ที่พึ่งรายได้จากโฆษณาเป็นหลัก ไปสู่การซื้อเหรียญเพื่อปลดล็อกตอนถัดไป ค่าสมาชิก โฆษณาบนแพลตฟอร์ม และการสอดแทรกสินค้าในเนื้อหา

 

ปัจจุบันผู้ผลิตละครไทยรายใหญ่อย่าง กันตนา และช่อง ONE เริ่มทดลองผลิตละครแนวตั้งแล้ว แม้ตลาดยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและต้องค้นหารูปแบบสร้างรายได้ที่เหมาะสม แต่สภาพัฒน์มองว่าการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหญ่สะท้อนว่า ตลาดนี้เริ่มได้รับความสนใจในฐานะ ธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพเติบโต

 

3. โอกาสนำคอนเทนต์และวัฒนธรรมไทยออกสู่ตลาดโลก

แพลตฟอร์มดิจิทัลทำให้คอนเทนต์ไทยไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่ไทยมีฐานผู้ชมต่างชาติอยู่แล้ว เช่น ซีรีส์วาย

ซึ่งข้อมูลที่สภาพัฒน์อ้างจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ พบว่า มูลค่าตลาดภาพยนตร์และซีรีส์วายไทยเพิ่มจาก 851 ล้านบาทในปี 2562 เป็น 3,470 ล้านบาทในปี 2566 และคาดแตะ 4,929 ล้านบาทในปี 2568

 

ความนิยมดังกล่าวยังต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่น ตั้งแต่งานแฟนมีต คอนเสิร์ต ไปจนถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับศิลปิน ทำให้ละครและซีรีส์ไม่ได้สร้างรายได้จากการรับชมเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเป็นช่องทางเผยแพร่วัฒนธรรม สร้างการรับรู้ต่อประเทศไทย และต่อยอดไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นได้ด้วย

 

 

อีกด้านหนึ่งของละครแนวตั้ง

สภาพัฒน์ยังมองว่า แม้การเติบโตของสื่อรูปแบบนี้เกิดขึ้นจริง แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทาย  เพราะการดูละครย้ายจากโทรทัศน์ส่วนกลางมาอยู่บนโทรศัพท์ส่วนตัว การรับชมก็เปลี่ยนจากกิจกรรมที่ทำร่วมกับผู้อื่น ไปสู่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำพังมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว

 

สิ่งสำคัญคือ เด็กอาจขาดผู้ใหญ่ช่วยอธิบายบริบทหรือค่านิยมที่ปรากฏในเนื้อหา ขณะที่ผู้สูงอายุอาจใช้ละครแนวตั้งเพื่อคลายความเหงาหรือเชื่อมโยงกับโลกภายนอก แต่ก็อาจมีความท้าทายในการแยกแยะ โฆษณาแฝง เนื้อหาชวนเชื่อ และการหลอกลวงออนไลน์

 

ความนิยมยังถูกมิจฉาชีพนำไปใช้ โดยสร้างโฆษณาหรือลิงก์ปลอม อ้างว่า “ดูซีรีส์แล้วได้เงิน” หรือให้กดลิงก์เพื่อรับชมตอนต่อไป ก่อนหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน หรือดาวน์โหลดแอปปลอมที่แฝงมัลแวร์ ซึ่งอาจนำไปสู่การควบคุมโทรศัพท์และเข้าถึงแอปธนาคาร

 

สภาพัฒน์ จึงเสนอว่า การกำกับดูแลของไทยไม่ควรไปถึงขั้นควบคุมเนื้อหาจนกระทบความคิดสร้างสรรค์ แต่ควรมุ่งดูแลเรื่องที่กระทบสิทธิและความปลอดภัย เช่น เนื้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็ก การหลอกลวงผู้บริโภค หรือกิจกรรมผิดกฎหมาย พร้อมส่งเสริม Media Literacy หรือการรู้เท่าทันสื่อ ให้ผู้ชมสามารถแยกแยะเนื้อหา โฆษณา และกลโกงออนไลน์ได้

ข่าวล่าสุด

กระทรวงต่างประเทศ เผยยังไม่พบคนไทยได้รับผลกระทบน้ำป่าเนปาล

กระทรวงต่างประเทศ เผยยังไม่พบคนไทยได้รับผลกระทบน้ำป่าเนปาล