posttoday
จากห้องผ่าตัดสู่ฟากฟ้า “หมอต้วง” ปั้น Air AMB บริการบินพยาบาล แข่งกับเวลาเพื่อชีวิต

จากห้องผ่าตัดสู่ฟากฟ้า “หมอต้วง” ปั้น Air AMB บริการบินพยาบาล แข่งกับเวลาเพื่อชีวิต

22 สิงหาคม 2569

จากห้องผ่าตัดสู่ห้องนักบิน “หมอต้วง” ใช้บทเรียนจากสองอาชีพสร้าง Air AMB หวังลดเวลาส่งต่อผู้ป่วยและอวัยวะ พร้อมชู Safety Culture เปลี่ยนวิธีคิดวงการแพทย์

KEY

POINTS

  • “หมอต้วง” นายแพทย์กรพรหม แสงอร่าม ผู้เป็นทั้งศัลยแพทย์หัวใจและกัปตันการบิน ได้ก่อตั้ง Air AMB บริการเครื่องบินพยาบาล โดยผสมผสานความรู้จากสองวิชาชีพเพื่อการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและอวัยวะฉุกเฉินทางอากาศ
  • Air AMB มีภารกิจหลักในการขนส่งทางการแพทย์ที่ต้องแข่งกับเวลา เช่น การขนส่งอวัยวะเพื่อการปลูกถ่าย โดยมีวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้การบริการเข้าถึงง่ายขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยและเสริมศักยภาพระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศ
  • หัวใจสำคัญของ Air AMB คือการนำวัฒนธรรมความปลอดภัยและ "Non-Technical Skills" จากวงการการบินมาปรับใช้ เช่น การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการควบคุมอีโก้ เพื่อลดความผิดพลาดทางการแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่หมอต้วงมองว่าวงการแพทย์ยังสามารถเรียนรู้ได้จากวงการบิน

“นักบินไม่ต้องเก่งมาก แต่ต้องไม่บกพร่องเรื่องใดเรื่องหนึ่ง” 

กัปตันนายแพทย์กรพรหม แสงอร่าม “หมอต้วง”

 

ประโยคสั้น ๆ จาก “หมอต้วง” กัปตันนายแพทย์กรพรหม แสงอร่าม CEO Air AMB บริการเครื่องบินพยาบาลหรืออากาศยานสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและอวัยวะฉุกเฉินทางอากาศ สะท้อนปรัชญาการทำงานของชายผู้มีชีวิตอยู่ตรงจุดตัดของสองวิชาชีพที่ดูเหมือนห่างไกลกันสุดขั้ว

 

ด้านหนึ่งคือ “แพทย์” อาชีพที่ต้องตัดสินใจบนชีวิตของคนไข้ อีกด้านคือ “นักบิน” อาชีพที่ทุกการตัดสินใจเกิดขึ้นบนท้องฟ้า และความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงชีวิตของคนจำนวนมาก

 

แต่เมื่อได้ทำทั้งสองอาชีพ เขากลับพบว่า สิ่งที่สองโลกนี้แตกต่างกันมากที่สุดอาจไม่ใช่ความรู้ทางวิชาการ หากเป็นเรื่องของ Attitude หรือ “ทัศนคติ” ที่จะทำให้คนหนึ่งกล้าพูดว่า

 

“พี่ครับ ผมคิดว่าเรากำลังทำผิด” และอีกคนสามารถตอบกลับว่า “ขอบใจที่เตือน”

 

จากห้องผ่าตัดสู่ฟากฟ้า “หมอต้วง” ปั้น Air AMB บริการบินพยาบาล แข่งกับเวลาเพื่อชีวิต

 

นี่คือเรื่องราวของแพทย์ที่เลือกเส้นทางการบิน นักบินที่นำบทเรียนจากท้องฟ้ากลับมามองวงการแพทย์ และผู้ประกอบการที่กำลังสร้างธุรกิจ Medical Air Transport - บริการเครื่องบินพยาบาลเชิงพาณิชย์ หรือ ธุรกิจการบินพยาบาล (Ambulance Charter) กับ “Air AMB” ที่ย่อมาจาก Air Ambulance บริการเครื่องบินพยาบาล

 

ด้วยความเชื่อว่า การเดินทางทางอากาศเพื่อรักษาชีวิตไม่ควรเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้เฉพาะคนบางกลุ่ม…แน่นอนว่าอาจดูแพงแต่หากสิ่งนี้เข้าถึงคนได้มากในความเป็นจริง หมายความว่า เราสามารถช่วยให้คนมีชีวิตรอดเพิ่มขึ้นได้ในภาวะฉุกเฉินที่ต้องการความเร็ว

 

“คนที่ต้องการหัวใจ อาจอยู่ที่เชียงใหม่ หรือที่ที่ไกลกว่านั้น ในขณะที่หัวใจหากผ่าออกจากร่าง (ผู้บริจาคอวัยวะหรือใดๆ ก็ตาม) สามารถเก็บรักษาไว้นอกร่างกายได้เพียง 4 ชั่วโมง” จากคำบอกเล่าของหมอต้วง ในวันลมแรงฟ้าครึ้มไปด้วยเมฆฝน นั่นหมายความว่าจะมีอะไรที่ไวในการขนส่งมากไปกว่าเครื่องบิน...

 

หมอและนักบินในร่างเดียวกันได้ถือกำเนิดขึ้นในความฝันที่อยากเป็นกับสิ่งที่ครอบครัวคาดหวัง

 

เรามาตัดรายละเอียดต่างๆ ให้เหลือเพียงโลกทัศน์และทัศนคติที่น่าสนใจผ่านรายละเอียดทั้งมวลในตัวหมอต้วง เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการอ่านแบบไวๆ ในยุคดิจิทัล

 

จากห้องผ่าตัดสู่ฟากฟ้า “หมอต้วง” ปั้น Air AMB บริการบินพยาบาล แข่งกับเวลาเพื่อชีวิต

 

คุณหมอเล่าว่า ในช่วงหนึ่งของชีวิตการเป็นแพทย์ในฐานะศัลยแพทย์ผ่าตัดหัวใจอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ (ราว 20 ปี) ต้องเผชิญกับภาระงานหนัก จำนวนผู้ป่วยจำนวนมาก ทั้งการผ่าตัดแบบฉุกเฉินที่ไม่เลือกเวลา และยังต้องสับเวลาในฐานะนักบินที่ต่อมาคือกัปตันของการบินไทย (หมอเป็นนักบินผู้ช่วย 12 ปี และกัปตัน 12 ปี) ควบคู่กัน จนเกิดความเหนื่อยล้าจากการใช้ร่างกายอย่างโชกโชน

 

มาวันนี้ หมอมานั่งคุยกับพวกเราในฐานะผู้บริหารของ Air AMB ในวัยที่แพชชั่นบางอย่างหายไป แต่ “หัวใจ” ยังทำงานในฐานะผู้ให้ความรู้และเตือนสติสังคมและวิชาชีพ (ทั้งนักบินและหมอ) อาชีพที่มี “อีโก้” สูงกว่าใครๆ จนน่าเกรง ถึงสิ่งที่เรียกว่า “Non-Technical Skill”

 

แปลได้ง่ายๆ คือ ทักษะในการจัดการอารมณ์ การทำงานร่วมกับคนอื่น การตัดสินใจ  เพราะทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่กำหนด ชี้ชะตา “วินาที” แห่งชีวิตของทั้งผู้ป่วยแม้เพียงหนึ่งคนและผู้โดยสารในเครื่องบินทั้งลำ

 

จากห้องผ่าตัดสู่ฟากฟ้า “หมอต้วง” ปั้น Air AMB บริการบินพยาบาล แข่งกับเวลาเพื่อชีวิต

 

“การเรียนรู้ทั้งหมดนี้มาจากบันทึกการบิน (ในกล่องดำ) ทั้งบนสนทนา การตัดสินของกัปตันและนักบินผู้ช่วยในเครื่องที่ประสบอุบัติเหตุ” และพี่หมอยังยกตัวอย่างเคส บทสนทนาในการผ่าตัดที่เกิดความผิดพลาดจากการตัดสินใจแม้จะมีคำเตือนแล้วจากหมอผู้ช่วย แต่อีโก้ต่างหากที่ทำให้เกิดความผิดพลาด..

 

ศาสตร์ที่พี่หมอค้นพบจากสองอาชีพจึงมีประโยชน์สุดๆ แถมยังเตือนสติ “ผู้คน” ได้ทั้งหมดในทุกสาขาอาชีพ แต่ในที่นี่เราจะมาคุยกันเรื่องของที่มาของธุรกิจใหม่ของพี่หมอ กับ Air-AMB กับคนที่ยังรักการบิน เพราะหลงใหลความโล่งกว้างของท้องฟ้า จากมุมมองในอากาศและผ่าตัดบ้างเป็นบางครั้ง ในเที่ยวบินเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน และขนส่งอวัยยวะในบางวัน ในขณะที่ธุรกิจนี้กำลังเติบโตในภูมิภาคนี้

 

เขากำลังจะบอกอะไรกับเรา จากคนที่มีความรู้เรื่องการรักษาและเข้าใจระบบการบิน ถูกชักชวนให้เข้ามาสร้างบริษัทด้านการบินพยาบาล ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านขั้นตอนการอนุญาตและมาตรฐานด้านการบินที่เข้มงวด ทั้งในส่วนของนักบิน เครื่องบิน และช่างเทคนิค

 

ท้ายที่สุด เขาเลือกเดินบนเส้นทางที่ตัวเองรัก และเครื่องบินที่ดีที่สุดลำหนึ่งในโลก Pilatus PC-12  เครื่องบินเล็กสัญชาติสวิส ที่เหมาะสมกับงานนี้ด้วยประการทั้งปวง

 

จากห้องผ่าตัดสู่ฟากฟ้า “หมอต้วง” ปั้น Air AMB บริการบินพยาบาล แข่งกับเวลาเพื่อชีวิต

 

“งานหมอผมก็ชอบนะ แต่ผมรู้สึกว่างานมันหนักและมีความเครียดสูงกว่า ส่วนการบินเป็นสิ่งที่ผมรัก”

 

การเลือกครั้งนั้นจึงไม่ได้หมายความว่าเขาทิ้งความเป็นแพทย์ หากแต่เป็นการนำความรู้จากโลกการแพทย์มาต่อยอดกับอีกโลกหนึ่งที่เขาหลงใหล และกลายเป็นจุดกำเนิดของธุรกิจที่เขาเชื่อว่าจะมีความสำคัญต่อระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทย

 

 

จากห้องผ่าตัดสู่ฟากฟ้า “หมอต้วง” ปั้น Air AMB บริการบินพยาบาล แข่งกับเวลาเพื่อชีวิต

 

Air AMB ไม่ใช่แค่ “เครื่องบินพาคนไข้”

ในมุมของธุรกิจ สิ่งที่พี่หมอต้วงมองเห็นไม่ได้มีเพียงตลาดของผู้ป่วยที่ต้องการเดินทางทางอากาศ แต่คือ “โอกาสในการเข้าถึงการรักษา” วิสัยทัศน์ของเขาค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่ต้น

 

“จริง ๆ เนี่ย ผมอะอยากให้มันเป็นโลว์คอสต์ ชาร์เตอร์... เทรนด์มันน่าจะเป็นในเรื่องของแอมบูแลนซ์เป็นชาร์เตอร์แอมบูแลนซ์ แล้วมันก็ให้โอกาสคนที่เดินทางทางอากาศได้ง่ายขึ้นในการรักษาพยาบาล”

 

คำว่า “Low-Cost Charter” หรือ “Budget Charter” จึงเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิดธุรกิจ

 

เพราะสำหรับเขา เครื่องบินพยาบาลไม่ควรถูกมองเป็นบริการหรูหราสำหรับผู้มีฐานะ แต่ควรเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสไปถึงโรงพยาบาลที่เหมาะสมได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ “เวลา” มีค่าเท่ากับชีวิต

 

หนึ่งในตัวอย่างที่เขาพูดถึงคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาภายในช่วงเวลาที่จำกัด หรือที่วงการแพทย์เรียกว่า Golden Period

 

ในสถานการณ์เช่นนี้ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “มีโรงพยาบาลหรือไม่” แต่คือ ผู้ป่วยจะไปถึงโรงพยาบาลที่เหมาะสมได้ทันเวลาหรือไม่

 

จากห้องผ่าตัดสู่ฟากฟ้า “หมอต้วง” ปั้น Air AMB บริการบินพยาบาล แข่งกับเวลาเพื่อชีวิต

 

และนี่คือเหตุผลที่การขนส่งผู้ป่วยทางอากาศมีความหมายมากกว่าการเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง

 

ธุรกิจที่เกิดขึ้นตรง “ช่องว่าง” ของระบบ

หมอต้วงมองว่าบริการของเอกชนสามารถเข้ามาเติมเต็มศักยภาพของระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้

 

ในประเทศไทย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. มีบทบาทสำคัญในการดูแลระบบการขนส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้การส่งต่อผู้ป่วยบางกรณีไม่สามารถทำได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

บริษัทของเขาจึงเข้ามาช่วยเสริมในส่วนนี้ ในการสนทนา บริษัทมีแนวคิดที่จะร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการส่งต่อได้อีกทาง

 

นี่จึงเป็นธุรกิจที่มี “สองโจทย์” อยู่พร้อมกัน โจทย์แรกคือการทำธุรกิจให้เกิดขึ้นจริง โจทย์ที่สองคือการสร้างประโยชน์ให้กับระบบสุขภาพ และความท้าทายอยู่ตรงการทำให้สองเรื่องนี้เดินไปด้วยกัน

 

จากห้องผ่าตัดสู่ฟากฟ้า “หมอต้วง” ปั้น Air AMB บริการบินพยาบาล แข่งกับเวลาเพื่อชีวิต

 

ทำไมออสเตรเลียทำได้ แต่ไทยยังไปไม่ถึง?

หนึ่งในภาพที่น่าสนใจจากบทสนทนาคือการเปรียบเทียบกับออสเตรเลีย

ในออสเตรเลีย ระบบการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศมีเครื่องบินรุ่นเดียวกับที่บริษัทของพี่หมอต้วงใช้จำนวนถึง 36 ลำ และสามารถเข้าไปรับผู้ป่วยในพื้นที่ที่ห่างไกลได้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะสนามบิน เช่น พื้นที่บนภูเขาหรือพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ก่อนนำผู้ป่วยกลับมายังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเมือง

 

แต่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่ทำให้เครื่องบินไม่สามารถลงจอดนอกสนามบินทั่วไปได้ในลักษณะเดียวกัน

 

เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากความกังวลเรื่องการใช้เครื่องบินเพื่อการลักลอบขนยาเสพติด นี่จึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของ “ข้อจำกัดเชิงระบบ” ที่ธุรกิจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ได้

 

เพราะต่อให้มีเครื่องบิน มีนักบิน มีแพทย์ มีความพร้อม แต่ถ้าระบบไม่เปิดช่องให้เข้าไปถึงผู้ป่วย จุดแข็งเหล่านั้นก็ไม่สามารถถูกใช้ได้เต็มที่

 

จุดตัดที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ “หมอกับนักบิน” แต่คือ “ความปลอดภัย”

เมื่อถามถึงสิ่งที่สองอาชีพนี้สอนเขามากที่สุด คำตอบกลับไม่ได้อยู่ที่การบินหรือการแพทย์โดยตรง แต่อยู่ที่คำว่า Safety Culture พี่หมอต้วงมองว่า วงการการบินพัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัยมาอย่างเป็นระบบ และหลายบทเรียนสามารถนำกลับมาใช้กับการแพทย์ได้

 

หนึ่งในเรื่องสำคัญคือ “การยอมรับว่าตัวเองผิดพลาดได้” นั่นเพราะนักบินถูกฝึกให้ทำงานเป็นทีม สื่อสาร และกล้าทักท้วง แม้คนที่ถูกทักจะเป็นกัปตันก็ตาม ในทางกลับกัน ระบบการแพทย์แบบดั้งเดิมอาจมีโครงสร้างลำดับชั้นที่ทำให้บุคลากรระดับล่างไม่กล้าทักท้วงผู้ที่มีอาวุโสกว่า

 

และบางครั้ง ความเงียบนั้นอาจมีราคาแพงมาก...

 

“พี่ครับ เครื่องกำลังจะชนภูเขา” หมอต้วงยกตัวอย่างเหตุการณ์ในห้องนักบินที่สะท้อนความแตกต่างของสองวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน

 

เมื่อนักบินผู้ช่วยเห็นว่ากัปตันอาจกำลังเลี้ยวผิดทิศทางและกำลังมุ่งหน้าเข้าหาภูเขา เขาเลือกที่จะเตือนกัปตัน แม้สุดท้ายกัปตันจะตรวจสอบแล้วพบว่าตัวเองไม่ได้ผิด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับน่าสนใจมาก

 

จากห้องผ่าตัดสู่ฟากฟ้า “หมอต้วง” ปั้น Air AMB บริการบินพยาบาล แข่งกับเวลาเพื่อชีวิต

 

กัปตันไม่ได้โกรธ ไม่ได้ถามว่า “ทำไมไม่เชื่อกัปตัน” แต่กลับขอบคุณ “พี่ขอบใจที่เตือน” และอธิบายต่อว่า แม้ครั้งนี้กัปตันจะเป็นฝ่ายถูก แต่นักบินผู้ช่วยไม่ควรลังเลที่จะเตือนเมื่อไม่แน่ใจ

 

“พี่ก็มีโอกาสผิด... คราวหลังไม่แน่ใจอะไรก็เตือนไว้ก่อน”

นี่คือหัวใจของ Crew Resource Management หรือ CRM แนวคิดที่ไม่ได้บอกว่า “กัปตันต้องถูกเสมอ” แต่บอกว่าทุกคนในทีมมีหน้าที่ช่วยกันไม่ให้ความผิดพลาดกลายเป็นอุบัติเหตุ

 

แล้วทำไม “หมอ” ถึงไม่เหมือน “นักบิน”?

คำถามนี้อาจฟังดูแรง แต่เป็นหนึ่งในประเด็นที่ทำให้บทสนทนาครั้งนี้น่าสนใจ พี่หมอต้วงไม่ได้ปฏิเสธความสามารถของแพทย์ แต่ตั้งคำถามกับวัฒนธรรมบางอย่างในวิชาชีพ

 

เขาเล่าถึงกรณีตัวอย่างในห้องผ่าตัด เมื่อผู้ช่วยแพทย์พบว่า อาจารย์แพทย์อาจเย็บเส้นเลือดผิดตำแหน่ง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกและอันตรายต่อผู้ป่วย แต่ผู้ช่วยไม่กล้าทักทันที เพราะเกรงอาจารย์ แต่เมื่อทักในภายหลัง กลับได้รับคำถามว่า

 

“ทำไมเพิ่งมาบอก ไม่รอให้เย็บให้เสร็จซะก่อน...” สิ่งที่เขาตั้งคำถามจึงไม่ใช่เพียง “ใครผิด” แต่คือ ทำไมคนที่เห็นความเสี่ยงถึงไม่กล้าพูดตั้งแต่แรก?

 

"ผมใช้คำว่า คอนโทรล เลเบิลอีโก้ คืออีโก้ที่อยู่ในการควบคุมได้"

คำว่า Ego ปรากฏหลายครั้งในบทสนทนา และเป็นอีกหนึ่งคำที่สะท้อนตัวตนของพี่หมอต้วงได้ชัดเจน เขามองว่าทั้งแพทย์และนักบินเป็นอาชีพที่ต้องมีความมั่นใจในตัวเองสูง เพราะทั้งสองอาชีพต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่มีความกดดัน

 

แต่ความมั่นใจที่มากเกินไปอาจกลายเป็นปัญหา เขาจึงใช้คำว่า “คอนโทรลเลเบิลอีโก้ คืออีโก้ที่อยู่ในการควบคุมได้”

 

นักบินต้องมีความมั่นใจ แต่ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรฟัง ต้องตัดสินใจ แต่ต้องไม่บ้าบิ่น ต้องมีภาวะผู้นำ แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้คนอื่นพูด และที่สำคัญ ต้องยอมรับว่าตัวเองอาจผิด นี่คือทักษะที่ในโลกการบินถูกฝึกอย่างจริงจังผ่าน CRM

 

สิ่งที่วงการแพทย์ต้องเรียนรู้จาก “กล่องดำ”

อีกความแตกต่างหนึ่งที่พี่หมอต้วงพูดถึงคือวิธีที่สองอุตสาหกรรมเรียนรู้จากความผิดพลาด การบินมี “Black Box” (กล่องดำบันทึกการบิน)

 

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ระบบจะย้อนกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ใครพูดอะไร สถานการณ์เป็นอย่างไร และอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ความผิดพลาดเกิดขึ้น เป้าหมายไม่ได้มีเพียงการหาคนผิด แต่คือการหาคำตอบว่า ครั้งต่อไปจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบเดิมได้อย่างไร

 

"ก่อนนี้เราไม่ได้สร้าง attitude ให้เค้า แม้นักบินจะมันถูกเทรนมาครบ... แต่จากความผิดพลาด เรามาเรียนรู้ทีหลังว่า เราไม่ได้เทรนแอคติจูดนักบินเลย"

 

เขามองว่าวงการแพทย์ยังมีปัญหาในเรื่องนี้ เพราะความผิดพลาดทางการแพทย์มักเกี่ยวข้องกับความกลัวการฟ้องร้องและการไม่เปิดเผยข้อมูล ทำให้บทเรียนจากความผิดพลาดไม่ถูกนำมาแบ่งปันอย่างเต็มที่

 

เขายกข้อมูลของสหรัฐฯ ว่ามีรายงานตัวเลขความผิดพลาดทางการแพทย์มากกว่า 200,000 รายต่อปี พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยก็น่าจะมีปัญหาเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้ถูกเปิดเผยหรือถูกนำมาศึกษาอย่างเป็นระบบในระดับเดียวกัน

 

คำถามจึงกลับมาที่เดิม เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาดอย่างไร โดยไม่ต้องรอให้มีคนตายเพิ่มขึ้นอีก?

 

จากห้องผ่าตัดสู่ฟากฟ้า “หมอต้วง” ปั้น Air AMB บริการบินพยาบาล แข่งกับเวลาเพื่อชีวิต

 

จาก CRM สู่ Non-Technical Skills ในวงการแพทย์

สิ่งที่พี่หมอต้วงพยายามผลักดันมานานกว่า 20 ปี คือการนำแนวคิดจากการบินมาประยุกต์ใช้ในวงการแพทย์ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Non-Technical Skills หรือ NTS

 

เพราะความสามารถของแพทย์ไม่ได้มีเพียงการวินิจฉัยโรคหรือทักษะในการรักษา ยังมีทักษะอีกชุดหนึ่งที่มองไม่เห็น แต่มีผลต่อชีวิตคนไข้ไม่แพ้กัน นั่นคือการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การจัดการความเสี่ยง การตัดสินใจ การเป็นผู้นำ และการจัดการกับอคติของตัวเอง

 

เขาเล่าว่า ในช่วงแรกแพทย์จำนวนมากไม่ได้ให้ความสนใจกับการอบรมด้านนี้มากนัก แต่ต่อมาหลักสูตรแพทยศาสตร์ในหลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับ Non-Technical Skills มากขึ้น และมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การเรียนการสอน

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความรู้ที่มาก ไม่ได้แปลว่าจะตัดสินใจได้ดีที่สุดเสมอไป

 

เมื่อความปลอดภัยกลายเป็น “ธุรกิจ”

การทำ Air AMB จึงมีความหมายมากกว่าการตั้งบริษัทเครื่องบินพยาบาล ในมิติหนึ่ง นี่คือธุรกิจ แต่ในอีกมิติหนึ่ง มันคือการสร้าง infrastructure รูปแบบใหม่ให้กับระบบสุขภาพ เพราะเครื่องบินสามารถเชื่อมระยะทางที่รถพยาบาลภาคพื้นดินอาจใช้เวลานานเกินไป

 

ในมุมธุรกิจ บริษัทมีผู้ร่วมก่อตั้ง 3 คน และมีนักลงทุนประมาณ 33–34 คน จากข้อมูลในการสนทนา การเพิ่มจำนวนเครื่องบินหรือฝึกนักบินและบุคลากรสามารถทำได้หากตลาดมีความต้องการสูง แต่ในเวลานี้ยังไม่มีแผนระดมทุนเพิ่มเติมหรือหาผู้ถือหุ้นรายใหม่ เพราะทีมผู้ก่อตั้งพอใจกับขนาดธุรกิจที่มีอยู่

 

ท่าทีดังกล่าวสะท้อนภาพธุรกิจที่ไม่ได้มองเพียงการขยายตัวให้เร็วที่สุด แต่กำลังมองว่า เมื่อระบบพร้อม ตลาดต้องการ และกฎระเบียบเอื้อ การขยายจึงค่อยเกิดขึ้น

 

ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคน การเติบโตอาจไม่สามารถใช้คำว่า “เร็วที่สุด” เป็นคำตอบเดียวได้ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าอาจเป็นคำว่า “ปลอดภัยที่สุด”

 

บทเรียนจากฟากฟ้า สู่อนาคตของวงการแพทย์

เมื่อมองกลับมาที่เส้นทางของหมอต้วง สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งสามารถเป็นทั้งแพทย์และนักบิน

 

แต่คือการที่สองอาชีพนี้ทำให้เขาเห็น “จุดบอด” ของกันและกัน แพทย์สอนให้เขาเข้าใจคุณค่าของชีวิตมนุษย์ การบินสอนให้เขาเข้าใจว่า ชีวิตมนุษย์ต้องได้รับการปกป้องด้วย “ระบบ” เพราะต่อให้คนเก่งแค่ไหน หากระบบเปิดโอกาสให้ความผิดพลาดเกิดซ้ำ ความเก่งของคนคนเดียวก็ไม่เพียงพอ

 

การบินจึงไม่ได้ฝากบทเรียนไว้เพียงเรื่องการควบคุมเครื่องบิน แต่มันฝากบทเรียนเรื่องการควบคุม “อีโก้” การสื่อสาร การรับฟัง การกล้าทักท้วง และการยอมรับว่าทุกคนมีโอกาสผิด

“พี่ก็มีโอกาสผิด”

 

จากห้องผ่าตัดสู่ฟากฟ้า “หมอต้วง” ปั้น Air AMB บริการบินพยาบาล แข่งกับเวลาเพื่อชีวิต

 

บางทีประโยคที่เรียบง่ายที่สุดจากกัปตันในเรื่องเล่าของพี่หมอต้วง อาจเป็นประโยคที่สำคัญที่สุดสำหรับทั้งวงการแพทย์และการบิน

 

นี่อาจเป็นเหตุผลที่เรื่องราวของ “หมอที่เป็นนักบิน” ไม่ได้จบลงที่การบิน แต่กำลังเดินทางไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า

 

เราจะสร้างระบบการแพทย์ที่คนเก่งไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ เพราะมีระบบที่ช่วยกันป้องกันความผิดพลาดได้อย่างไร

 

สำหรับหมอต้วง คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่บนท้องฟ้า ไม่ใช่เพราะเครื่องบินปลอดภัยกว่าโลกภาคพื้นดินเสมอไป แต่เพราะวงการการบินเรียนรู้มานานแล้วว่า เมื่อชีวิตคนอยู่ในมือของเรา ความมั่นใจอย่างเดียวไม่พอ

 

เพราะในบางครั้ง คำเตือนเพียงหนึ่งประโยค อาจเป็นสิ่งที่อยู่ระหว่าง “ความผิดพลาด” กับ “ชีวิตหนึ่งชีวิต”

 

จากห้องผ่าตัดสู่ฟากฟ้า “หมอต้วง” ปั้น Air AMB บริการบินพยาบาล แข่งกับเวลาเพื่อชีวิต

 

บทส่งท้าย

คุณหมอเล่าว่า ภารกิจจำนวนมากไม่ใช่การรับส่งผู้ป่วย แต่เป็นการนำทีมแพทย์เดินทางไปรับอวัยวะจากโรงพยาบาลต้นทาง แล้วนำกลับมาส่งต่อให้แก่ผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายที่โรงพยาบาลปลายทาง ทุกเที่ยวบินจึงเป็นการแข่งขันกับเวลาอย่างแท้จริง

 

เพราะอวัยวะทุกชิ้นมีช่วงเวลาที่สามารถนำไปใช้ปลูกถ่ายได้อย่างจำกัด การเดินทางในแต่ละครั้งจึงมีคุณค่ามากกว่าการเคลื่อนย้ายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง หากคือการรักษา “โอกาสในการมีชีวิต” เอาไว้ให้ผู้ป่วย เพราะหากพลาดเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญของชีวิตผู้ป่วยคนหนึ่ง

 

อีกด้านหนึ่ง เรื่องราวของคุณหมอยังสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยยังต้องการผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก เพราะการตัดสินใจของคนเพียงหนึ่งคนสามารถสร้างโอกาสในการมีชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ป่วยหลายคนได้พร้อมกัน อวัยวะจากผู้บริจาคหนึ่งรายอาจช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ถึง 5-6 คน ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ ปอด ตับ ไต หรือกระจกตา ขณะที่ผู้รับการปลูกถ่ายหลายรายสามารถกลับมาใช้ชีวิต ทำงานและอยู่กับครอบครัวได้อีกนานนับสิบปี

 

ผู้ที่สนใจแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ สามารถติดต่อศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ผ่านสายด่วน 1666 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยที่กำลังรอความหวัง

 

เมื่อการให้...ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว

แม้ไม่ใช่ทุกคนจะอยู่ในสถานะที่จะบริจาคอวัยวะได้ในวันนี้ แต่ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อชีวิตได้ในรูปแบบของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ การพูดคุยกับครอบครัวเพื่อให้รับรู้เจตนารมณ์ของตนเอง หรือการสนับสนุนหน่วยงานและโรงพยาบาลที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยและพัฒนาระบบการแพทย์ของประเทศ

 

ด้วยแนวคิดดังกล่าว สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีสามารถร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของ สภากาชาดไทย โดยสามารถใช้คะแนน KTC FOREVER ทุก 1,000 คะแนน แทนเงินบริจาค 100 บาท หรือบริจาคผ่านบัตรเครดิตตามความสมัครใจ เพื่อร่วมสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ การดูแลรักษาผู้ป่วย และการพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาล ซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญของระบบที่ช่วยให้การส่งต่อชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

 

 

ข่าวล่าสุด

ปภ.เตือนฝนลดแต่ยังวางใจไม่ได้ เฝ้าระวังฝนหนัก–มวลน้ำเหนือ

ปภ.เตือนฝนลดแต่ยังวางใจไม่ได้ เฝ้าระวังฝนหนัก–มวลน้ำเหนือ