
“สิริพงศ์” เร่งเชื่อมราง-ถนนโคราชไร้รอยต่อ ดันเศรษฐกิจอีสาน
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เผยเร่งบูรณาการ ‘ราง - ถนน’ โคราช ไร้รอยต่อ ชูระบบ FEEDER ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสาน
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-โคราช และรถไฟทางคู่สายอีสาน เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
- เดินหน้าโครงการก่อสร้างและพัฒนาทางหลวงในพื้นที่โคราชหลายโครงการ เพื่อสร้างโครงข่ายถนนที่สมบูรณ์และปลอดภัย
- ผลักดันนโยบายเชื่อมต่อการเดินทางแบบไร้รอยต่อ (One Transport) โดยจัดระบบรถโดยสาร (FEEDER) เชื่อมสถานีรถไฟ สถานีขนส่ง และสนามบิน
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นประตูสู่ภาคอีสานว่าในส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย - จีน ระยะที่ 1 (กรุงเทพฯ – นครราชสีมา) ระยะทาง 250.77 กิโลเมตร ปัจจุบันงานโยธาสะสมอยู่ที่ 55.97% ซึ่งกระทรวงฯ ได้เร่งรัดงานที่ล่าช้ากว่าแผนเพื่อให้พร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2574
โดยในสัญญา 3 - 5 ช่วงโคกกรวด - นครราชสีมา ระยะทางรวม 12.38 กม. คืบหน้า 17.89% อยู่ระหว่างปรับรูปแบบช่วงโคกกรวด - สถานีภูเขาลาด ระยะทาง 7.85 กิโลเมตร จากระดับดินเป็นทางยกระดับตามความต้องการของชุมชน ซึ่งจะเพิ่มวงเงินราว 2,049 ล้านบาท และใช้เวลาเพิ่มขึ้น 36 เดือน ขณะเดียวกัน ระยะที่ 2 (นครราชสีมา - หนองคาย) ระยะทาง 357.12 กิโลเมตร ได้ผ่านการอนุมัติจาก ครม. แล้วเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 เตรียมประกวดราคาปี 2569 - 2570 เพื่อเปิดให้บริการปี 2576 ควบคู่กับสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ (หนองคาย - เวียงจันทน์) ที่ตั้งเป้าเปิดบริการในปี 2574
ด้านโครงการรถไฟทางคู่ สายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงมาบกะเบา - ชุมทางถนนจิระ ระยะทางรวม 132 กิโลเมตร มีความก้าวหน้ารวม 49.16% โดยงานอุโมงค์รถไฟ 3 แห่ง (สัญญาที่ 3) เสร็จสมบูรณ์ 100% แล้ว ระบบอาณัติสัญญาณ (สัญญาที่ 4) คืบหน้า 64.08% และช่วงมาบกะเบา - คลองขนานจิตร (สัญญาที่ 1) คืบหน้า 96.36% คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2570 สำหรับช่วงคลองขนานจิตร - ชุมทางถนนจิระ (สัญญาที่ 2) ได้ปรับแบบยกระดับผ่านเมืองนครราชสีมาเพื่อลดผลกระทบชุมชน คาดว่าจะสามารถประกวดราคาได้ในปี 2570 โดยกระทรวงฯ เชื่อมั่นว่า การเชื่อมโยงโครงข่ายระบบรางทั้งรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่ทั้งหมดนี้ จะช่วยยกระดับระบบโลจิสติกส์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค และเปิดประตูการค้า การเดินทางเชื่อมต่อในระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
นอกจากระบบรางแล้ว กระทรวงฯ ยังเร่งพัฒนาระบบทางหลวงสำคัญในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยปัจจุบันมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการรวม 7 โครงการ ระยะทางรวม 106.329 กิโลเมตร มูลค่าก่อสร้างรวม 35,692 ล้านบาท และ กระทรวงยังมีแผนโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินงานของกรมทางหลวง ระหว่างปีงบประมาณ 2568-2570 ที่เตรียมเสนอโครงการก่อสร้างทางหลวงเพิ่มเติมอีก 9 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 9,640 ล้านบาท ซึ่งเมื่อทุกโครงการแล้วเสร็จสมบูรณ์ จะช่วยยกระดับโครงข่ายคมนาคมขนส่งอย่างไร้รอยต่อ เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน
โดยนายสิริพงศ์ กล่าวเน้นย้ำถึงนโยบายที่สำคัญคือ การเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะและสถานีขนส่งผู้โดยสารอย่างไร้รอยต่อ (One Transport) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบเชื่อมต่อและขนส่งผู้โดยสาร (FEEDER) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจุบันสถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 2 (บขส.2) ถือเป็นศูนย์กลางสำคัญที่มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยสูงถึง 10,293 คนต่อวัน มีเที่ยวรถวิ่ง 620 เที่ยวต่อวัน รวม 92 เส้นทาง จึงได้วางแผนบูรณาการจัดระบบรถโดยสารประจำทางหมวดต่างๆ เข้ามาทำหน้าที่เป็น FEEDER ประสิทธิภาพสูง เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ประกอบด้วย สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 1 (บขส.1) บขส.2 สถานีรถไฟนครราชสีมา สถานีรถไฟชุมทางถนนจิระ และท่าอากาศยานนครราชสีมา เข้าด้วยกันทั้งหมด ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนถ่ายการเดินทางจากระบบรางสู่ระบบถนนได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และแก้ปัญหาการจราจรในเขตเมืองได้อย่างยั่งยืน







