
สช.เสนอแพทย์สั่งจ่าย "ธรรมชาติบำบัด" ในชุดสิทธิประโยชน์ หากมีหลักฐานวิจัยรองรับ!
สช.-ภาคี เตรียมผลักดัน “ธรรมชาติบำบัด” ในชุดสิทธิประโยชน์ภายใต้การสั่งจ่ายของแพทย์ หากมีหลักฐานวิจัยพิสูจน์ได้ถึงความคุ้มค่า
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดประชุมปรึกษาหารือเพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ประเด็น “การสร้างเสริมสุขภาวะบนพื้นฐานสิ่งแวดล้อม” ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพัฒนาเป็นหนึ่งในระเบียบวาระเข้าสู่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569
ข้อเสนอดังกล่าวมีแนวคิดสำคัญคือ การยกระดับทรัพยากรธรรมชาติ ให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพสมัยใหม่” ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในการสร้างเสริมสุขภาพ โดยครอบคลุมพื้นที่ 3 ลักษณะ ได้แก่
- Green หรือป่าและพื้นที่สีเขียว
- Blue หรือแหล่งน้ำและชายฝั่ง
- Urban หรือพื้นที่เมือง
หนึ่งในแนวทางที่ถูกเสนอคือ Social Prescribing หรือการสั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม โดยนำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติมาใช้ในการสร้างเสริมและฟื้นฟูสุขภาพ เช่น “การอาบป่า” พร้อมพัฒนาองค์ความรู้ บุคลากร มาตรฐาน และแนวปฏิบัติด้านธรรมชาติบำบัดรองรับ
ชง 3 กองทุนสุขภาพพิจารณา “ธรรมชาติบำบัด”
ที่ประชุมมีข้อเสนอให้ระบบหลักประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุน พิจารณาบรรจุบริการหรือกิจกรรมการบำบัดดังกล่าวเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ที่แพทย์สามารถสั่งจ่ายได้ เพื่อขยับทิศทางจากการรักษาโรคไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าว ยังไม่ได้หมายความว่าประชาชนสามารถใช้สิทธิเบิกค่าธรรมชาติบำบัดได้ในปัจจุบันเนื่องจากยังต้องมีการศึกษาและพัฒนาหลักฐานรองรับ รวมถึงกำหนดมาตรฐานของบริการก่อน
ดร.ปรัชญากรณ์ ไชยคช คณะทำงานและเลขานุการคณะทำงานพัฒนาประเด็นการสร้างเสริมสุขภาวะบนพื้นฐานสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ธรรมชาติบำบัด เป็นชุดกิจกรรมที่ใช้ธรรมชาติเป็นเครื่องมือส่งเสริมสุขภาพกายและจิตใจ เช่น การอาบป่า
จากข้อมูลที่คณะทำงานศึกษา พบว่าธรรมชาติอาจมีส่วนช่วยใน 4 กลุ่ม ได้แก่
- สุขภาพจิตและอารมณ์ เช่น ลดความเครียดและภาวะหมดไฟ
- โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตและพฤติกรรมเนือยนิ่ง
- ระบบภูมิคุ้มกันและทางเดินหายใจ
- การดูแลแบบประคับประคองและการฟื้นฟู
ยอมรับไทยยังขาดทั้งมาตรฐาน-งานวิจัย
อย่างไรก็ตาม คณะทำงานระบุว่า ประเทศไทยยังมีช่องว่างหลายด้าน ทั้งการขาดมาตรฐานรับรองบริการ การไม่มีสถาบันรับรองนักบำบัดด้วยธรรมชาติตามกฎหมาย ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงพื้นที่สีเขียว ตลอดจนการขาดฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เพียงพอสำหรับนำไปกำหนดนโยบาย
หนึ่งในโจทย์สำคัญจึงเป็นการศึกษาว่า Green Social Prescribing หรือการที่แพทย์สั่งกิจกรรมทางสังคมหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของภาครัฐและมีความคุ้มค่ามากเพียงใด
“สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือการประเมินความคุ้มค่า เราจำเป็นต้องมีงานวิจัยและหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อพิสูจน์ความคุ้มทุนว่า Green Social Prescribing หรือการที่แพทย์สั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม/ธรรมชาติ แทนการจ่ายยาทางการแพทย์นั้น สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของภาครัฐได้จริง”
หากมีหลักฐานรองรับ จึงจะนำไปสู่การพัฒนาเป็นสิทธิประโยชน์พื้นฐานและบรรจุเข้าสู่ระบบสาธารณสุข ควบคู่กับการสร้างระบบรับรองคุณภาพ เพื่อกำหนดมาตรฐานและความปลอดภัยของผู้ให้บริการ ไกด์ และพื้นที่ที่นำมาใช้ทำกิจกรรม
ถก 4 โจทย์ ตั้งแต่หมอสั่งอย่างไร ถึงใครดูแลพื้นที่
การหารือแบ่งประเด็นออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ระบบ Social Prescribing ตั้งแต่กระบวนการสั่งจ่ายและผู้เกี่ยวข้อง, การบริหารจัดการพื้นที่ตั้งแต่เมือง สวนสาธารณะ ป่าและทะเล, Wellness Tourism และการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน รวมถึงการสร้างความตระหนักเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพกับธรรมชาติ
ที่ประชุมยังยกตัวอย่างต่างประเทศ เช่น เยอรมนี ซึ่งมีการนำการบำบัดที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและน้ำแร่ไปใช้ในโปรแกรมสุขภาพบางรูปแบบ ตลอดจนแนวโน้มอุตสาหกรรม Wellness ที่กำลังขยายไปสู่ Longevity หรือการมีสุขภาพดีและอายุยืน
สำหรับประเทศไทย มีข้อเสนอให้ศึกษาเพิ่มเติมว่ากิจกรรมจากธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแพทย์แผนไทยประเภทใดสามารถพัฒนาต่อยอดมาใช้ในการสร้างเสริมและฟื้นฟูสุขภาพ พร้อมกับออกแบบกลไกให้รายได้จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติกลับคืนสู่พื้นที่และชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเรื่องมาตรการภาษีเพื่อจูงใจสถานประกอบการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น การปลูกป่าและเก็บขยะ รวมถึงกลไกทางภาษีที่นำรายได้จากการท่องเที่ยวกลับไปใช้ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
เตรียมเข้าสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19
ศ.สุริชัย หวันแก้ว ประธานคณะทำงานฯ กล่าวว่า การพัฒนานโยบายดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากภาคีทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และท้องถิ่น โดยเป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการนำธรรมชาติมาใช้บำบัดหรือสร้างเสริมสุขภาพ แต่ต้องคำนึงถึงคุณค่าของธรรมชาติ การอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์อย่างรอบคอบควบคู่กัน
ด้าน ดร.นาตยา พรหมทอง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะภาคกลาง สช. ระบุว่า ข้อคิดเห็นจากการหารือจะถูกนำไปพัฒนาเป็นร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย ก่อนเปิดรับฟังความคิดเห็นทั้งระดับพื้นที่และระดับประเทศ และเข้าสู่กระบวนการพิจารณารับรองในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
หลังจากนั้น ข้อเสนอเชิงนโยบายจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป
......
เพิ่มเติม | หลักฐาน “ธรรมชาติบำบัด” ไปถึงไหนแล้ว?
งานวิจัยปัจจุบันพบว่า การใช้เวลาในธรรมชาติและ Nature-based interventions อาจส่งผลดีต่อสุขภาพหลายด้าน โดยเฉพาะความเครียด ความวิตกกังวล อาการซึมเศร้า รวมถึงความดันโลหิตและกิจกรรมทางกาย
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังมีความแตกต่างทั้งรูปแบบกิจกรรม ระยะเวลา และกลุ่มประชากร ขณะที่หลักฐานด้าน ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และการลดค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพยังมีจำกัด
ดังนั้น ก่อนนำเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ การต้องตอบให้ได้ว่า กิจกรรมใดได้ผลกับใคร ต้องทำมากน้อยเพียงใด และคุ้มค่าพอให้กองทุนสุขภาพจ่ายหรือไม่จริงเป็นโจทย์ที่ท้าทายและสำคัญ ท่ามกลางการจำกัดของงบประมาณสาธารณสุข.







