posttoday
เปิด 7 ธุรกิจดาวรุ่ง รับ Medical Hub รอบใหม่ จาก Clinical Trial ถึง Medical AI

เปิด 7 ธุรกิจดาวรุ่ง รับ Medical Hub รอบใหม่ จาก Clinical Trial ถึง Medical AI

05 สิงหาคม 2569

นโยบาย Medical Hub กำลังขยายจากการดึงผู้ป่วยต่างชาติเข้ารักษาในไทย ไปสู่การดึงเงินลงทุนตลอดห่วงโซ่สุขภาพ กาง 7 ธุรกิจที่อาจจะเป็นดาวรุ่งจากนโยบาย Medical Hub พ.ศ.นี้

KEY

POINTS

  • รัฐบาลวาง Medical Investment Hub เป็นหนึ่งใน 5 ยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ โดยต้องการให้ไทยขยับจากฐานบริการทางการแพทย์ไปสู่ฐานวิจัย พัฒนา และผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง
  • กลุ่มที่มีโอกาสรับประโยชน์ไม่ได้มีเพียงโรงพยาบาล แต่ครอบคลุม CRO ศูนย์วิจัยทางคลินิก ผู้ผลิตยาและเครื่องมือแพทย์ Health AI ธุรกิจข้อมูล ห้องปฏิบัติการ และโลจิสติกส์ทางการแพทย์
  • ตลาดมีขนาดใหญ่ แต่ยังไม่เท่ากับเม็ดเงินลงทุนที่จะเกิดขึ้นจริง จุดชี้ขาดอยู่ที่การลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ การสร้างตลาดให้ผลิตภัณฑ์ไทย และการกำหนดตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ ซึ่งต้องจับตาข้อเสนอของคณะทำงาน Medical Investment Hub ที่จะกลับเข้าสู่กลไก กรอ. ว่าจะมีมาตรการ กรอบเวลา และหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจนเพียงใด

เมื่อรัฐบาลประกาศยกระดับ Medical Hub เป็น 1 ใน 5 ยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ของประเทศ!  ล่าสุด นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ ซึ่งทำให้เห็นว่าโอกาสทางธุรกิจรอบใหม่จาก Medical Hub อาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโรงพยาบาลเอกชน การรับผู้ป่วยต่างชาติ หรือบริการเวลเนสอย่างที่ตลาดคุ้นเคย!

 

เพราะกรอบใหม่ต้องการขยายการลงทุนไปตลอดห่วงโซ่สุขภาพ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การทดลองทางคลินิก การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง ไปจนถึงการเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานการแพทย์โลก .. เพื่อสร้างทั้งความมั่นคงด้านสาธารณสุขควบคู่ไปกับการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจสุขภาพ

 

โดยรัฐบาลประกาศกรอบดังกล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ.

ที่ประชุมเห็นชอบยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ 5 ด้าน ได้แก่ Investment and Industry Transformation Hub, AI & Digital Hub, Green Hub, Financial Hub และ Medical Investment Hub พร้อมตั้งคณะทำงานรายด้านเพื่อเปลี่ยนกรอบนโยบายเป็นมาตรการปฏิบัติ

 

การประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ

 

สำหรับ Medical Investment Hub รัฐบาลระบุเป้าหมายไว้ชัดว่า ต้องการยกระดับไทยเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์มูลค่าสูงของภูมิภาค เพิ่มสัดส่วนการผลิตและชิ้นส่วนในประเทศ รวมทั้งเปิดทางให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก

 

นั่นหมายความว่า จุดขายของไทยในอนาคตอาจไม่ได้มีเพียง “เดินทางมารักษาที่ไทย” แต่ขยายไปถึง “มาวิจัย ทดลอง ผลิต และเชื่อมตลาดภูมิภาคจากประเทศไทย”

 

7 ธุรกิจที่อาจจะได้ประโยชน์จากนโยบาย Medical Investment Hub

 

แม้ว่า Medical Hub ไม่ใช่นโยบายที่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะประเทศไทยผลักดันแนวทางดังกล่าวมานานกว่า 2 ทศวรรษ และเคยกำหนดองค์ประกอบทั้งด้านบริการสุขภาพ เวลเนส วิชาการ และผลิตภัณฑ์สุขภาพไว้แล้ว

แต่ความแตกต่างของรอบนี้ไม่ใช่การกล่าวถึงงานวิจัยหรือการผลิตเป็นครั้งแรก แต่อยู่ที่การยกกิจกรรมเหล่านี้ขึ้นมาเป็นหนึ่งในเป้าหมายการลงทุนใหม่ของประเทศ และนำกลไกภาครัฐกับภาคเอกชนเข้ามาขับเคลื่อนร่วมกันภายใต้ กรอ.

 

เมื่อแยกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่ออกมา ตามแนวทางที่ รมว.สธ. ได้ให้สัมภาษณ์  (อ่านเพิ่มเติม : เปิดวิสัยทัศน์ Medical Hub ยุค “พัฒนา” เดิมพันการลงทุนใหม่ของประเทศ )

จะพบว่ามีธุรกิจอย่างน้อย 7 กลุ่มที่มีโอกาสรับประโยชน์โดยตรงหรือโดยอ้อมจาก Medical Investment Hub รอบใหม่ อาทิ

 

1. CRO และศูนย์ Clinical Trial

กลุ่มแรกคือองค์กรรับทำวิจัยตามสัญญา หรือ Contract Research Organization: CRO และศูนย์วิจัยทางคลินิก หรือ Clinical Research Center: CRC

 

องค์การอนามัยโลกนิยาม Clinical Trial ว่าเป็นการวิจัยที่ศึกษาการทดสอบหรือวิธีรักษาใหม่ และประเมินผลที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ ขอบเขตครอบคลุมยา ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เครื่องมือแพทย์ หัตถการ วิธีป้องกันโรค และรูปแบบบริการ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการทดลองยา

ส่วน CRO สามารถรับหน้าที่บริหารโครงการ ประสานสถานพยาบาล ติดตามกระบวนการวิจัย จัดการตัวอย่างและเวชภัณฑ์ บริหารข้อมูลและเอกสาร ตลอดจนดูแลมาตรฐานของโครงการ ส่วน CRC เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดำเนินงานวิจัยทั้งก่อนคลินิกและในมนุษย์

 

คู่มือส่งเสริมการลงทุนปี 2569 ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI จัด CRO และ CRC อยู่ในกลุ่มกิจการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนได้ โดยกำหนดเงื่อนไขด้านบุคลากร มาตรฐาน Good Clinical Practice การคุ้มครองผู้เข้าร่วมวิจัย และความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยหรือสถานพยาบาลในประเทศ

 

Grand View Research ประเมินว่าตลาด Clinical Trial ของไทยสร้างรายได้ประมาณ 1.10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568

และอาจเพิ่มเป็น 2.12 พันล้านดอลลาร์ในปี 2576 เติบโตเฉลี่ย 8.8% ต่อปี

ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งรายได้ในตลาดโลกประมาณ 1.2% ในปี 2568

 

แม้ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการจากบริษัทวิจัยตลาด ไม่ใช่มูลค่าโครงการที่ได้รับอนุมัติจริง แต่สะท้อนว่าการวิจัยทางคลินิกเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับ และไทยยังมีพื้นที่ให้ขยายตัวอีกมาก!

 

เปิด 7 ธุรกิจดาวรุ่ง รับ Medical Hub รอบใหม่ จาก Clinical Trial ถึง Medical AI

 

 

2. ธุรกิจบริหารข้อมูลและบริการสนับสนุนงานวิจัย

เมื่อโครงการ Clinical Trial เพิ่มขึ้น ธุรกิจที่ทำหน้าที่สนับสนุนงานวิจัยก็มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย ตั้งแต่การจัดทำระบบข้อมูล การบริหารเวชระเบียน การรับสมัครและติดตามผู้เข้าร่วมวิจัย ไปจนถึงการจัดเก็บตัวอย่างและเอกสาร

 

คู่มือ BOI ระบุขอบเขตบริการของ CRO ไว้ครอบคลุมการบริหารโครงการ การติดตามงานวิจัย การจัดการตัวอย่าง ห้องจัดเก็บ เวชภัณฑ์ เอกสาร ข้อมูล และสถานที่สำหรับดำเนินการวิจัย ธุรกิจกลุ่มนี้จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่มีความสามารถด้านซอฟต์แวร์ ระบบบริหารข้อมูล คุณภาพงานวิจัย และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แม้ไม่ได้เป็นผู้พัฒนายาหรือเครื่องมือแพทย์เองก็ตาม

 

 

3. ผู้ผลิตยา วัตถุดิบ และชีววัตถุ

อุตสาหกรรมยาเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่จะได้รับความสนใจจากนโยบายรอบใหม่ เพราะเกี่ยวข้องทั้งกับโอกาสทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านสุขภาพ

 

เอกสารอุตสาหกรรมสุขภาพของ BOI ซึ่งรวบรวมประมาณการจากบริษัทวิจัยและสถาบันวิเคราะห์หลายแห่ง ระบุว่า

 

ตลาดยาไทยอาจมีมูลค่าประมาณ 459,660 ล้านบาทในปี 2573 และเติบโตเฉลี่ย 7.7% ต่อปีในช่วงปี 2568–2573

เอกสารเดียวกันระบุว่า ในปี 2567 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ยาประมาณ 638 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่นำเข้าประมาณ 3.1 พันล้านดอลลาร์

แสดงให้เห็นว่ามูลค่าการนำเข้ายังสูงกว่าการส่งออกอย่างมาก

 

ช่องว่างนี้เปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนตั้งแต่การผลิตยาสำเร็จรูป ยาสามัญ วัตถุดิบทางเภสัชกรรม ยามุ่งเป้า ตลอดจนผลิตภัณฑ์ชีววัตถุอย่าง ATMPs

 

เปิด 7 ธุรกิจดาวรุ่ง รับ Medical Hub รอบใหม่ จาก Clinical Trial ถึง Medical AI

 

 

4. เครื่องมือแพทย์และชิ้นส่วนในประเทศ

อีกกลุ่มที่มีโอกาสคือ ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ ชิ้นส่วน วัสดุ และอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วย

 

BOI ประเมินว่าตลาดเครื่องมือแพทย์ไทยอาจมีมูลค่าประมาณ 82,500 ล้านบาทในปี 2571  

และเติบโตเฉลี่ยราว 7% ต่อปีระหว่างปี 2566–2571

 

ข้อมูลการค้าซึ่ง BOI อ้างอิงจาก Trade Map ระบุว่า ในปี 2567 ไทยนำเข้าเครื่องมือแพทย์มูลค่าประมาณ 6.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

และส่งออกประมาณ 5.4 พันล้านดอลลาร์

สะท้อนว่าไทยมีฐานการผลิตและส่งออกอยู่แล้ว แต่ยังมีความต้องการสินค้านำเข้ามูลค่าสูงควบคู่กันไป

 

โอกาสจึงไม่ได้อยู่เฉพาะการผลิตสินค้าสำเร็จรูป แต่รวมถึงชิ้นส่วน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ วัสดุเฉพาะทาง อุปกรณ์ฟื้นฟูสมรรถภาพ อวัยวะเทียม และซอฟต์แวร์บางประเภทที่อยู่ภายใต้การกำกับแบบเครื่องมือแพทย์

 

คู่มือ BOI ปี 2569 เปิดให้กิจการผลิตเครื่องมือแพทย์เทคโนโลยีสูง ผลิตชิ้นส่วนเครื่องมือแพทย์ ผลิตวัตถุดิบทางเภสัชกรรม และผลิตยาบางประเภทขอรับการส่งเสริมได้อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องจับตาคือคณะทำงานชุดใหม่จะเพิ่มมาตรการใดเพื่อทำให้การลงทุนเกิดขึ้นเร็วกว่ากลไกเดิม

 

 

5. ห้องปฏิบัติการ ทดสอบ และรับรองมาตรฐาน

การเพิ่มจำนวนงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาในประเทศจะทำให้ความต้องการใช้ห้องปฏิบัติการและบริการทดสอบเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

ผลิตภัณฑ์ยาและเครื่องมือแพทย์ต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์คุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผลก่อนเข้าสู่ตลาด ธุรกิจที่เกี่ยวข้องจึงครอบคลุมการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่าง การทดสอบวัสดุ การตรวจสอบความเข้ากันได้ทางชีวภาพ การจัดทำระบบคุณภาพ และการเตรียมเอกสารเพื่อขออนุญาต

หากไทยมีห้องปฏิบัติการและหน่วยรับรองที่ได้มาตรฐานเพียงพอ ผู้ประกอบการจะลดการพึ่งพาการส่งตัวอย่างไปทดสอบต่างประเทศ ช่วยลดทั้งต้นทุนและระยะเวลาในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด 

 

เปิด 7 ธุรกิจดาวรุ่ง รับ Medical Hub รอบใหม่ จาก Clinical Trial ถึง Medical AI

 

 

6. Medical AI และการแพทย์แม่นยำ

Medical Investment Hub ยังมีจุดเชื่อมกับยุทธศาสตร์ AI & Digital Hub ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ และการออกแบบชิปรวม 100,000 ล้านบาทภายในปี 2570 ตามคำสัมภาษณ์ของ รมว.พัฒนา

 

ตัวอย่างเช่น ระบบช่วยคัดกรองและวินิจฉัยโรค การวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ การติดตามผู้ป่วย ระบบสนับสนุนการตัดสินใจของแพทย์ และการแพทย์แม่นยำหรือ Precision Medicine

 

สิ่งที่ไทยมีอยู่แล้วคือข้อมูลจากระบบบริการสุขภาพ ฐานผู้ป่วย สถานพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ แต่การนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์จำเป็นต้องมีมาตรฐานข้อมูล การตรวจสอบคุณภาพ และหลักเกณฑ์การเข้าถึงที่ชัดเจน

 

ธุรกิจที่จะเกิดขึ้นจึงอาจไม่ได้มีเพียงบริษัทผู้พัฒนาโมเดล AI แต่รวมถึงผู้ให้บริการจัดโครงสร้างข้อมูล ระบบเชื่อมโยงข้อมูล คลาวด์สุขภาพ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการตรวจสอบประสิทธิภาพของอัลกอริทึมในประชากรไทย

 

อย่างไรก็ดี ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้แยกเป้าหมายเงินลงทุนด้าน Medical AI ออกจากกรอบลงทุน AI รวม 100,000 ล้านบาทซึ่งมุ่งเป้าไปที่ Data Center มากกว่า แต่ตามคำสัมภาษณ์ของ รมว.พัฒนา ระบุว่ามี Medical AI อยู่ในเป้าหมายแน่นอน

 

 

7. โลจิสติกส์และคลังสินค้าทางการแพทย์

ยา วัคซีน ตัวอย่างชีวภาพ และเวชภัณฑ์บางประเภทต้องขนส่งและจัดเก็บภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ เช่น การควบคุมอุณหภูมิ การติดตามสถานะ และการมีหลักฐานยืนยันคุณภาพตลอดเส้นทาง

 

หากงาน Clinical Trial และการผลิตเวชภัณฑ์ในประเทศขยายตัว ความต้องการใช้บริการโลจิสติกส์เฉพาะทางก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งการจัดเตรียมชุดอุปกรณ์สำหรับงานวิจัย การขนส่งตัวอย่าง และการกระจายผลิตภัณฑ์ภายใต้ระบบควบคุมคุณภาพ

 

Grand View Research ประเมินว่า

ตลาดโลจิสติกส์บุคคลที่สามสำหรับ Clinical Trial ในประเทศไทยมีรายได้ประมาณ 53.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568

และอาจเพิ่มเป็น 107 ล้านดอลลาร์ในปี 2576

 

เช่นเดียวกับตัวเลข Clinical Trial ตัวเลขนี้เป็นประมาณการเชิงพาณิชย์ แต่ช่วยชี้ให้เห็นว่าธุรกิจสนับสนุนรอบอุตสาหกรรมการแพทย์สามารถสร้างตลาดของตัวเองได้

 

 

เปิด 7 ธุรกิจดาวรุ่ง รับ Medical Hub รอบใหม่ จาก Clinical Trial ถึง Medical AI

 

โรงพยาบาลยังเป็นฐาน แต่ไม่ใช่ผู้เล่นเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป

 

แม้นโยบายรอบใหม่จะเน้นการวิจัยและการผลิตมากขึ้น แต่โรงพยาบาลและธุรกิจ Medical Tourism ยังคงเป็นฐานสำคัญของระบบนิเวศ

 

เอกสาร BOI ระบุว่า ไทยรองรับผู้ป่วยต่างชาติมากกว่า 3 ล้านคนในปี 2567 มีสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองจาก Joint Commission International หรือ JCI จำนวน 65 แห่ง ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 และประเมินว่าตลาด Medical Tourism อาจมีมูลค่าประมาณ 52,800 ล้านบาทในปี 2573

 

แต่อย่าลืมว่าฐานโรงพยาบาลและบุคลากรดังกล่าวสามารถต่อยอดไปสู่งาน Clinical Trial การทดสอบผลิตภัณฑ์ การจัดเก็บข้อมูลติดตามผล และการเป็นพื้นที่นำร่องใช้เทคโนโลยีก่อนขยายสู่ตลาดอื่น

 

จึงต้องมองว่า ภาพของ Medical Hub รอบใหม่จึงไม่ใช่การลดความสำคัญของภาคบริการ แต่เป็นการใช้ฐานบริการที่ไทยสะสมมา ต่อยอดไปสู่ธุรกิจวิจัย เทคโนโลยี และการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิมได้อีกด้วย!

 

 

 

จับตาโต๊ะ กรอ. เปลี่ยน “โอกาส” เป็นโครงการจริง

 

ประกาศของรัฐบาลภายหลังการประชุมวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า แต่ละยุทธศาสตร์จะมีทั้งมาตรการระยะสั้น หรือ Quick Win เพื่อแก้ข้อจำกัดเร่งด่วน และมาตรการเชิงโครงสร้าง หรือ Big Win พร้อมกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพ กรอบเวลา และตัวชี้วัดความสำเร็จ

 

อย่างไรก็ดี รายละเอียดเฉพาะของ Medical Investment Hub ยังไม่ได้ประกาศออกมา ทั้งรายชื่อมาตรการ เป้าหมายเงินลงทุน อุตสาหกรรมที่จะได้รับการส่งเสริมเพิ่มเติม และนิยามของผลงานที่รัฐบาลจะนับเป็น Quick Win

 

สิ่งที่ต้องจับตาต่อเมื่อคณะทำงานนำข้อเสนอกลับเข้าสู่กลไก กรอ. จึงไม่ใช่เพียงการประกาศรายชื่ออุตสาหกรรมเป้าหมาย ปลดล็อกเรื่องใดก่อน ใช้งบประมาณเท่าไหร่  แต่รวมไปถึงการกำหนดผลลัพธ์ที่สามารถตรวจสอบได้ด้วย!

 

อ้างอิง

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, ผลประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, Investment Promotion Guide 2026

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, Healthcare and Wellness Industry

องค์การอนามัยโลก, Clinical trials

Grand View Research, Thailand Clinical Trials Market Size & Outlook

Grand View Research, Thailand Clinical Trial Third Party Logistics Market

ข่าวล่าสุด

รายงานเผย แบนไม่ได้ผล เด็กออสเตรเลียยังเล่นโซเชียลฯกว่า 80%

รายงานเผย แบนไม่ได้ผล เด็กออสเตรเลียยังเล่นโซเชียลฯกว่า 80%