
เปิดวิสัยทัศน์ Medical Hub ยุค “พัฒนา” เดิมพันการลงทุนใหม่ของประเทศ
เปิดวิสัยทัศน์ “พัฒนา พร้อมพัฒน์” รมว.สธ. เมื่อ Medical Hub ถูกยกระดับเป็นหนึ่งใน 5 เครื่องยนต์ลงทุนใหม่ของไทย
KEY
POINTS
- รัฐบาลยกระดับนโยบาย Medical Hub สู่ "Medical Investment Hub" โดยขยายเป้าหมายจากการเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ ไปสู่การลงทุนครบวงจรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่งานวิจัย พัฒนา ทดลองทางคลินิก จนถึงการผลิตยาและเครื่องมือแพทย์
- นโยบายนี้เป็น 1 ใน 5 ยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ของประเทศ เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าให้ไทยเป็นผู้ร่วมพัฒนาและสร้างเทคโนโลยีทางการแพทย์ขึ้นใช้เอง เพื่อสร้างความมั่นคงและลดการนำเข้า
- การขับเคลื่อนจะเน้นความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยภาครัฐจะปรับบทบาทจากผู้กำกับดูแล มาเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก เพื่อดึงดูดการลงทุนให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้ Quick Big Win 6 เดือนต้องมีผลงาน!
เมื่อรัฐบาลประกาศเดินหน้าแผน “การพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ” และวาง Medical Hub เป็นหนึ่งใน 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ
คำถามที่ตามมาคือ เงินลงทุนรอบใหม่นี้จะไหลไปที่ใด และธุรกิจหรืออุตสาหกรรมส่วนไหนจะได้ประโยชน์
คำตอบอาจไม่ได้มีเพียง โรงพยาบาลเอกชน ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ หรือบริการเวลเนส อย่างที่หลายคนคุ้นเคยเมื่อเอ่ยถึง “Medical Hub”
Medical Hub ยุค “พัฒนา” นั้น หมายถึง แนวคิดการลงทุนด้านสุขภาพของไทย ที่ขยายจากการสร้างรายได้ผ่านค่ารักษาและบริการ ไปสู่การสร้างมูลค่าตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่องค์ความรู้ งานวิจัย การทดลองทางคลินิก การผลิต ไปจนถึงการส่งออก
เท่ากับว่าผู้มีโอกาสได้ประโยชน์จากนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในภาคบริการอีกต่อไป
แนวทางดังกล่าวชัดเจนขึ้นหลังการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรกของคณะอนุกรรมการชุดนี้ ที่ประชุมเห็นชอบจัดตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อวางแผนขับเคลื่อนการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยกำหนดกรอบการทำงานทั้งระยะสั้น 6 เดือน ระยะกลาง 2 ปี และระยะยาว 4 ปี
3 วันหลังการประชุม วันนี้ (3 กรกฎาคม 2569) โพสต์ทูเดย์ สัมภาษณ์ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถึงทิศทาง Medical Hub ในรอบใหม่ ซึ่งเขานิยามบทบาทใหม่ของประเทศไทยไว้ว่า
“เราจะไม่เป็นเพียงแต่ผู้ใช้เทคโนโลยีเท่านั้น แต่เราตั้งใจที่จะเป็นผู้ร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนเทคโนโลยี รวมไปจนถึงสามารถสร้างเทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ขึ้นมาใช้ได้เอง เพื่อตอบสนองความมั่นคงในเรื่องอุปกรณ์การแพทย์และยาไปพร้อมกันด้วย”
5 ยุทธศาสตร์ วางเครื่องยนต์ลงทุนใหม่ให้ประเทศไทย
การยกระดับ Medical Hub ครั้งนี้ถูกวางอยู่ในภาพใหญ่ของยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ของประเทศ 5 ด้าน ซึ่งรัฐบาลต้องการใช้เป็นเครื่องยนต์ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ได้แก่
1. Investment & Industry Transformation Hub ยกระดับอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่กับการเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ใช้กลไก Thailand FastPass ลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่รองรับการลงทุน รวมถึงยกระดับทักษะแรงงานและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมโลก โดยมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เป็นแกนหลัก
2. AI & Digital Hub ดึงดูดการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และการออกแบบชิป ตั้งเป้ามูลค่าการลงทุน 100,000 ล้านบาทภายในปี 2570 พร้อมสร้างระบบนิเวศตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร งานวิจัย ทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการนำ AI ไปใช้จริงในธุรกิจ อุตสาหกรรม และภาครัฐ
3. Green Economy เร่งการลงทุนด้านพลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้าและการขนส่งสีเขียว ตลอดจนพัฒนาระบบบัญชีคาร์บอน ตลาดคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยแข่งขันได้ภายใต้กติกาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของโลก
4. Financial Hub ยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบริการทางการเงินของภูมิภาค ครอบคลุมธนาคาร ตลาดทุน ประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง พร้อมเปิดทางให้ธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ตอัป และผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ เข้าถึงแหล่งทุนและเติบโตเป็นธุรกิจระดับโลก
5. Medical Investment Hub สร้างระบบนิเวศการแพทย์และบริการสุขภาพมูลค่าสูงแบบครบวงจร ตั้งแต่บริการรักษาพยาบาล การวิจัยและพัฒนายา การทดลองทางคลินิก เครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ไปจนถึงการผลิตชิ้นส่วนและนวัตกรรมในประเทศ เชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานการแพทย์โลก โดยมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานคณะทำงาน
เป้าหมายร่วมของทั้ง 5 คณะทำงาน คือ
- เพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้เกิน 3% ภายใน 4 ปี
- เพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมจากระดับประมาณ 22–23% เป็น 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายในปี 2572
- ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ติด 20 อันดับแรกของโลก
- วางฐานไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง!
แต่สิ่งที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ไม่ได้อยู่ที่ชื่อ “Hub” หากอยู่ที่แผนปฏิบัติการ โดยแต่ละคณะทำงานได้รับโจทย์ให้กำหนด Quick Win ภายใน 6 เดือน, Big Win ภายใน 2 ปี และ Long Win ภายใน 4 ปี ก่อนกลับมารายงานความคืบหน้าอีกครั้งในช่วงปลายเดือนสิงหาคม
จาก Medical Hub ที่ขาย “ปลายทาง” สู่การลงทุนตลอดห่วงโซ่
นายพัฒนา ในฐานะหัวเรือใหญ่กระทรวงสาธารณสุข และเกี่ยวข้องกับ Medical Hub โดยตรง อธิบายว่า ประเทศไทยลงทุนสะสมทั้งองค์ความรู้ บุคลากร และเครื่องมือทางการแพทย์มาเป็นเวลานาน ทรัพยากรเหล่านี้มีไว้เพื่อดูแลคนไทยเป็นภารกิจหลัก แต่ในอีกด้านหนึ่งสามารถต่อยอดเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ได้ด้วย
“Medical ของประเทศไทย เราได้ลงทุนทั้งในเรื่ององค์ความรู้ บุคลากร แล้วก็เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ไปจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้นอกจากจะสามารถดูแลประชาชนคนไทยได้แล้ว เรายังสามารถนำมาสร้างเศรษฐกิจได้”
แกนดังกล่าวในน้ำเสียงของ รมว.สธ. จึงมีทั้งมิติเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสุขภาพ เพราะการผลิตในประเทศไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสร้างรายได้หรือการส่งออก แต่ยังลดความเสี่ยงจากการพึ่งพายาและอุปกรณ์การแพทย์จากต่างประเทศ
แนวคิดดังกล่าวทำให้คำว่า Medical Hub ถูกขยายจากภาคบริการไปสู่กิจกรรมตลอดห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยและพัฒนา การวิจัยทางคลินิก การทดลองทางคลินิก การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ อวัยวะเทียม แขนขาเทียม ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ตลอดจนการนำผลงานวิจัยออกสู่ตลาด
“เราไม่ได้พูดถึงเพียงแต่ Medical Tourism หรือ Medical Wellness ซึ่งตรงส่วนนั้นเป็นเรื่องของภาค Service เรากำลังขยายความไปจนถึงภาค Production, Manufacturing, Product รวมไปจนถึง Research and Development และ Clinical Trial” รมว.ระบุ และทำให้เห็นภาพการลงทุนใน Medical Hub ของไทยชัดเจนขึ้น!
หาก Medical Hub แบบเดิมสร้างรายได้เมื่อผู้ป่วยหรือผู้ใช้บริการเดินทางมาถึงประเทศไทย Medical Investment Hub รอบใหม่ต้องการให้ไทยสร้างมูลค่าตั้งแต่ก่อนมีผู้ป่วยเดินทางเข้ามา ตั้งแต่การคิดค้นองค์ความรู้ ออกแบบผลิตภัณฑ์ ทดสอบมาตรฐาน ทดลองในมนุษย์ ขออนุญาต ผลิต ขยายกำลังการผลิต ไปจนถึงจำหน่ายในประเทศและส่งออก
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง จุดขายไม่ได้มีเพียง “มารักษาที่ไทย” แต่รวมถึง “มาวิจัยที่ไทย ทดลองที่ไทย ผลิตที่ไทย และเชื่อมตลาดภูมิภาคจากไทย”
Medical Hub “แบบใหม่” ใหม่อย่างไร?
อย่างไรก็ตาม การเรียกแนวทางนี้ว่า Medical Hub “แบบใหม่” อาจกล่าวได้ไม่เต็มปากนัก เพราะประเทศไทยเริ่มขับเคลื่อนนโยบาย Medical Hub มาตั้งแต่ปี 2547 และอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2560 กลไกขับเคลื่อนนโยบายก็ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ Medical Service Hub, Wellness Hub, Academic Hub และ Product Hub อยู่แล้ว
นั่นหมายความว่า งานวิจัย การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งปรากฏในนโยบาย แม้แต่ร่างยุทธศาสตร์ระยะต่อไปก็กล่าวถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์อย่างครบวงจรเช่นกัน
ความเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่ม “ภาคการผลิต” เข้ามาใน Medical Hub เป็นครั้งแรก แต่อยู่ที่การยกระดับเรื่องวิจัยและการผลิต จากองค์ประกอบหนึ่งของนโยบายสุขภาพ ให้กลายเป็น “เป้าหมายการลงทุนของประเทศ”
กล่าวอีกอย่างคือ รัฐบาลไม่ได้ต้องการเพียงให้ไทยมีโรงพยาบาลที่ดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติ หรือมีผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์สุขภาพเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ต้องการดึงเงินลงทุนให้เกิดโรงงานผลิตยาและเครื่องมือแพทย์ ศูนย์วิจัยและทดลองทางคลินิก ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์ภายในประเทศให้จงได้!
Medical Investment Hub จึงแตกต่างจากภาพเดิมอย่างน้อย 3 ด้าน โดยสรุป
- ด้านแรก เป้าหมายขยายจากรายได้ภาคบริการ ไปสู่มูลค่าการลงทุนในภาควิจัยและการผลิต เช่น จำนวนโรงงาน โครงการ Clinical Trial เทคโนโลยีที่พัฒนาในประเทศ และการผลิตยาหรือเครื่องมือแพทย์เพื่อลดการนำเข้า
- ด้านที่สอง ภาคเอกชนจะมีบทบาทมากขึ้นในการบอกว่าตลาดต้องการอะไร นักลงทุนติดขัดตรงไหน และรัฐควรปรับกฎหรือกระบวนการส่วนใด แทนการปล่อยให้ภาครัฐเป็นผู้กำหนดทิศทางเพียงฝ่ายเดียว นายพัฒนาระบุว่า “ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ” และย้ำว่า “เราก็จะฟังเอกชนเป็นสำคัญ”
- ด้านที่สาม บทบาทของกระทรวงสาธารณสุขจะไม่หยุดอยู่ที่การควบคุมและอนุญาตผลิตภัณฑ์ แต่จะเพิ่มหน้าที่สนับสนุนให้การลงทุนเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น โดยยังต้องรักษามาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิผลทางการแพทย์ “นอกจากการที่เป็นในเรื่องของการควบคุม เป็นในเรื่องของ Regulator ต่างๆ เราจะพยายามปรับตัวเราให้เป็น Facilitator เป็น Enabler” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าว
รมว.สธ.ย้ำด้วยว่า “อันนี้ผมมั่นใจว่าไม่เหมือนกับในอดีตที่ภาครัฐเป็นผู้นำ แต่ครั้งนี้เราจะฟังภาคเอกชนค่อนข้างมากและเป็นสำคัญ แต่จะไม่ละทิ้งคอนเซปต์ของการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของคนไข้หรือผู้บริโภคไปพร้อมกัน”
ความใหม่ของนโยบายรอบนี้จึงไม่ใช่ “สิ่งที่รัฐต้องการทำ” เพียงอย่างเดียว เพราะหลายเรื่องเคยถูกเขียนไว้ในยุทธศาสตร์เดิมแล้ว
แต่คือ “วิธีขับเคลื่อน” ที่พยายามนำการลงทุน ภาคเอกชน การกำกับดูแล และการส่งเสริมอุตสาหกรรมมารวมอยู่ในกลไกเดียวกัน
ประเดิม จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนชุดใหม่!
รมว.สธ. ยังเปิดเผยอีกว่า สำหรับกลไก Medical and Health Investment Hub จะมีกองเศรษฐกิจสุขภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการคลังเข้ามาร่วมเป็นฝ่ายเลขานุการ รวมทั้งมีตัวแทนภาครัฐและเอกชนอยู่ในคณะทำงาน เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์และข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติ
“ผมได้เสนอเรื่องคณะทำงาน Medical and Health Investment Hub เข้าไป ซึ่งได้รับการตอบรับ และจะมีกองเศรษฐกิจสุขภาพของสำนักงานปลัด ร่วมกับ อย. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นฝ่ายเลขานุการ ผลักดันการตั้งคณะทำงานชุดนี้ ซึ่งจะประกอบด้วยทั้งภาครัฐและภาคเอกชน”
Clinical Trial คืออะไร? ทำไม รมว. พูดถึงหลายครั้ง
หนึ่งในคำที่ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวซ้ำหลายครั้งในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ คือ Clinical Trial และ Clinical Research ซึ่งอาจเป็นคำที่คนทั่วไปไม่คุ้นเคย แต่ถือเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนที่ยา วัคซีน เครื่องมือแพทย์ หรือวิธีการรักษาใหม่จะถูกนำมาใช้ในวงกว้าง จะต้องผ่านด่านนี้!
องค์การอนามัยโลกอธิบายว่า Clinical Trial หรือการทดลองทางคลินิก คือการศึกษาวิจัยในมนุษย์ เพื่อประเมินว่าการรักษาหรือเทคโนโลยีสุขภาพชนิดใหม่มีผลต่อสุขภาพอย่างไร ครอบคลุมตั้งแต่ยาและผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ไปจนถึงเครื่องมือแพทย์ หัตถการ วิธีป้องกันโรค และรูปแบบบริการสุขภาพ ไม่ได้หมายถึงการ “ทดลองยา” เพียงอย่างเดียว
เพราะฉะนั้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ไม่สามารถข้ามขั้นตอนการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิผลในมนุษย์ได้ หากไทยเป็นเพียงประเทศที่ซื้อผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเข้ามา มูลค่าจำนวนมากก็จะอยู่กับเจ้าของเทคโนโลยีในต่างประเทศ แต่หากไทยสามารถรับงานวิจัยและการทดลองทางคลินิกได้ ประเทศจะมีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่รออยู่เฉพาะปลายทางในฐานะผู้ซื้อหรือผู้ให้บริการรักษา
สวรส. เคยออกมาให้ ข่าวในประเด็นนี้ ว่าประเทศไทยมีต้นทุนเดิมที่อาจต่อยอดได้ ทั้งโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงเรียนแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ระบบหลักประกันสุขภาพ และฐานผู้ป่วยที่ครอบคลุมโรคหลายกลุ่ม ข้อมูลที่ BOI เผยแพร่ยังระบุว่าไทยมีสถานพยาบาลที่ได้รับมาตรฐาน Joint Commission International หรือ JCI จำนวน 65 แห่ง สะท้อนฐานบริการที่สามารถนำมาต่อยอดสู่งานวิจัยมาตรฐานสากลได้ BOI
นอกจากนี้ ไทยยังมีทั้งศูนย์วิจัยในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย องค์กรรับทำวิจัยตามสัญญา หรือ CRO และระบบทะเบียนการทดลองทางคลินิกของประเทศอยู่แล้ว ปัจจุบัน BOI ยังจัดกิจการ Contract Research Organization และ Clinical Research Center อยู่ในกลุ่มกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน อีกด้วย
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ สำนักข่าวรอยเตอร์ เคยรายงานว่า Novo Nordisk เปิดว่าได้ลงทุนด้านการทดลองทางคลินิกในประเทศไทยประมาณ 500 ล้านบาทภายในระยะเวลา 4 ปี ก่อนนำยาลดน้ำหนัก GLP-1 เข้าสู่ตลาดไทย
AI การแพทย์ต้องมีส่วนในเงินลงทุนแสนล้าน
Medical Investment Hub ยังเชื่อมกับยุทธศาสตร์ AI & Digital Hub โดยตรง ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ และการออกแบบชิปให้ได้ 100,000 ล้านบาทภายในปี 2570
เมื่อถามว่า “ด้านการแพทย์จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในแสนล้านนั้นหรือไม่”
นายพัฒนายืนยันว่า ภาคการแพทย์ “ต้องเข้าไปแน่นอน” เพราะประเทศไทยมีฐานระบบการแพทย์ที่แข็งแรง ขณะที่สังคมสูงวัยไม่ได้เกิดเฉพาะในไทย แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงระดับโลก ทำให้ความต้องการดูแลสุขภาพ การวินิจฉัย การติดตามโรค และการรักษาเฉพาะบุคคลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
“การแพทย์ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุน โดยเฉพาะในเรื่อง AI แน่นอน เพราะสังคมสูงวัยไม่ได้มีแค่ประเทศไทย แต่เป็นทั้งโลก เมื่อคนมีอายุมากขึ้น ความสำคัญของการแพทย์และการดูแลรักษาร่างกายก็ยิ่งเพิ่มขึ้น”
สินทรัพย์สำคัญที่ รมว.สธ. มองเห็นคือ ข้อมูลสุขภาพของประเทศไทย ซึ่งมีทั้งความกว้างและความลึก ตั้งแต่ประวัติสุขภาพส่วนบุคคล ไปจนถึงข้อมูลพันธุกรรมที่สามารถสนับสนุนการแพทย์แม่นยำและการรักษาเฉพาะบุคคลได้ ผ่านนวัตกรรม AI แต่การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นนวัตกรรมต้องลงทุน
“Personal Health Record และ Personal Health Data เป็นเทรนด์ของโลก รวมไปจนถึงการรักษาเฉพาะเจาะจงรายบุคคล เดี๋ยวนี้เราวิเคราะห์ลงไปได้ถึงระดับ DNA และ Genetic แต่นั่นยังต้องการการลงทุน ต้องการการทำ Coding และ AI รวมไปจนถึงฐานข้อมูลสุขภาพของประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ในระดับที่ลึกและกว้างมาก” นายพัฒนากล่าว
รมว.พัฒนายกตัวอย่าง กรณี AI ช่วยคัดกรองโรคสะเก็ดเงินของสถาบันโรคผิวหนัง โดยสถาบันนำฐานข้อมูลผู้ป่วยจำนวนมากมาพัฒนาระบบช่วยแพทย์คัดกรองและวินิจฉัยเบื้องต้น ตลอดจนติดตามอาการและผลการรักษา เป้าหมายคือช่วยแพทย์ในพื้นที่ที่ไม่พบผู้ป่วยโรคนี้บ่อย และเพิ่มโอกาสเข้าถึงการวินิจฉัยที่รวดเร็วขึ้น
ตัวอย่างนี้ชี้ว่า AI การแพทย์ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่การซื้อซอฟต์แวร์มาใช้ในโรงพยาบาล แต่สามารถต่อยอดเป็นการสร้างชุดข้อมูลมาตรฐาน การพัฒนาโมเดลในประเทศ การทดสอบประสิทธิภาพในบริบทประชากรไทย และการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ขยายไปใช้ในระบบบริการหรือส่งออกได้
.....
อย่างไรก็ดี ในมุมหนึ่ง ฐานข้อมูลสุขภาพจะเป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจได้ก็ต่อเมื่อมีความไว้วางใจจากประชาชน การลงทุนด้าน AI จึงต้องเดินคู่กับธรรมาภิบาลข้อมูล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การกำหนดสิทธิในการเข้าถึงและใช้ข้อมูล ความโปร่งใสของอัลกอริทึม และหลักเกณฑ์แบ่งปันประโยชน์จากข้อมูลสาธารณะ ไม่เช่นนั้น “ข้อมูลสุขภาพ” อาจกลายเป็นทั้งความเสี่ยงต่อประชาชนและความไม่แน่นอนสำหรับนักลงทุน
Quick Win 6 เดือน ยังไม่ใช่ “โรงงานใหม่”
เมื่อถูกถามว่ารัฐบาลซึ่งให้ความสำคัญกับ Quick Win แล้วกระทรวงสาธารณสุขจะทำอะไรให้เห็นผลภายใน 6 เดือน?
นายพัฒนายอมรับว่า รายละเอียดต้องผ่านการประชุมร่วมของคณะทำงานก่อน เพราะการวิจัยทางคลินิกหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์การแพทย์หนึ่งชิ้นไม่อาจเสร็จสิ้นในเวลาเพียงครึ่งปี โดยมองว่า “ผลลัพธ์ระหว่างทาง” สามารถนับเป็น Quick Win ได้ หากทุกโครงการมีปลายทางชัดเจน และสามารถยกระดับมาตรฐานหรือหยิบองค์ประกอบบางส่วนออกมาใช้เชิงพาณิชย์ก่อนได้
“ถ้าเรายกตัวอย่าง Clinical Trial, Clinical Research หรือการผลิต Product ขึ้นมาสักชิ้น ระหว่างทางมาตรฐานต่างๆ ก็จะถูกยกระดับขึ้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็น Quick Win ได้เช่นเดียวกัน แต่ปลายทางต้องวางให้ชัดว่า ผลิตภัณฑ์หรือกิจกรรมที่เราอยากผลิตขึ้นมานั้น ปลายทางคืออะไร และระหว่างทางเราจะหยิบอะไรขึ้นมาในเชิงพาณิชย์ก่อนได้บ้าง”
.....
อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูรายละเอียดที่จะออกมาหลังจากนี้อีก ซึ่งเมื่อกล่าวถึง Quick Win ก็หวังแต่เพียงว่า จะต้องมีการกำหนดตัวชี้วัดระยะ 6 เดือน เพราะหากคำว่า Quick Win ครอบคลุมเพียง “การยกระดับมาตรฐานระหว่างทาง” โดยไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน ก็ไม่แน่ใจนักว่าจะเรียกว่า “Quick Win” จริง หรือ “เป็นเพียงความคืบหน้าของการดำเนินงานตามปกติ”
และมาตรการที่ออกมาแบบนี้จะ "เพียงพอ" ที่จะดึงดูดการลงทุนได้หรือไม่?
เปิดตัวเลข “เดิมพันใหม่” ของ Medical Hub ไทย
เมื่อแยกสิ่งที่รัฐมนตรีกล่าวถึงออกเป็นรายอุตสาหกรรม จะเห็นว่า Medical Investment Hub ไม่ได้กำลังเดิมพันอยู่กับตลาดเดียว แต่ครอบคลุมเศรษฐกิจสุขภาพหลายชั้น และแต่ละตัวมีเม็ดเงินสูง โดยมีรายละเอียดที่ โพสต์ทูเดย์ รวบรวมมาได้ดังนี้
ฐานเดิม เน้น Medical Tourism ไทยรับผู้ป่วยต่างชาติมากกว่า 3 ล้านคน
ข้อมูลที่ BOI เผยแพร่ในปี 2569 ระบุว่า ไทยรองรับผู้ป่วยต่างชาติมากกว่า 3 ล้านคนในปี 2567 ขณะที่ตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยถูกคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 52,800 ล้านบาทในปี 2573 ตัวเลขนี้สะท้อนว่า Medical Tourism ยังคงเป็นฐานรายได้สำคัญ
Clinical Trial ตลาดไทยราว 3.7 หมื่นล้านบาท แต่มีส่วนแบ่งโลกเพียง 1.2%
Grand View Research ประเมินว่า ตลาดการทดลองทางคลินิกในประเทศไทยมีรายได้ประมาณ 1.10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 หรือราว 36,700 ล้านบาทเมื่อคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 33.4 บาทต่อดอลลาร์ และอาจเพิ่มเป็น 2.12 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 70,000 ล้านบาทในปี 2576 เติบโตเฉลี่ย 8.8% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีสัดส่วนเพียงประมาณ 1.2% ของตลาดโลก ตัวเลขนี้ทำให้เห็นทั้ง “ขนาดของโอกาส” และระยะห่างที่ไทยต้องไล่ตามประเทศศูนย์กลางการวิจัย
เครื่องมือแพทย์ ตลาด 82,500 ล้านบาท แต่ยังพึ่งนำเข้าสูง
BOI คาดว่าตลาดเครื่องมือแพทย์ไทยจะมีมูลค่า 82,500 ล้านบาทในปี 2571 เติบโตเฉลี่ยราว 7% ต่อปี ขณะที่ข้อมูลโครงสร้างตลาดซึ่ง BOI เคยรวบรวมชี้ว่า รายได้จากเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยประมาณ 80–90% ยังมาจากสินค้านำเข้า ช่องว่างนี้จึงอธิบายได้ว่าเหตุใดรัฐบาลจึงพูดถึงการตั้งโรงงาน ผลิตอุปกรณ์ อวัยวะเทียม และชิ้นส่วนทางการแพทย์ในประเทศควบคู่กับเรื่องความมั่นคงทางสุขภาพ
ยา ตลาดกำลังมุ่งสู่ระดับกว่า 4.5 แสนล้านบาท
เอกสารส่งเสริมการลงทุนฉบับล่าสุดของ BOI ประเมินว่าตลาดยาไทยอาจมีมูลค่าประมาณ 459,660 ล้านบาทในปี 2573 เติบโตเฉลี่ย 7.7% ต่อปี ขณะที่ข้อมูลปี 2565 ระบุว่าตลาดยาไทยมีมูลค่า 5.5 พันล้านดอลลาร์ โดยมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์เป็นยาชีววัตถุ และกว่า 60% ของตลาดยาชีววัตถุยังเป็นผลิตภัณฑ์นำเข้า เป้าหมายผลิตยา Original และ Generic ในประเทศจึงไม่ได้หมายถึงรายได้เท่านั้น แต่ยังเป็นความพยายามลดช่องว่างการพึ่งพาต่างประเทศในผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
AI และการแพทย์แม่นยำ ตลาดเล็กกว่า แต่โตเร็วที่สุด
รัฐบาลตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ และการออกแบบชิปรวม 100,000 ล้านบาทภายในปี 2570 แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ประกาศว่าเงินลงทุนส่วนใดจะเป็นของภาคการแพทย์โดยเฉพาะ ในระดับโลก Grand View Research ประเมินว่าตลาด AI สำหรับ Precision Medicine มีมูลค่าประมาณ 2.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 และอาจพุ่งเป็น 32.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2576 หรือเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 38% ต่อปี นี่จึงเป็นตลาดที่ยังไม่ใหญ่เท่ายาหรือเครื่องมือแพทย์ แต่มีอัตราขยายตัวสูง และสอดคล้องกับสินทรัพย์ที่รัฐมนตรีมองว่าไทยมีอยู่แล้ว คือฐานข้อมูลสุขภาพ ประวัติสุขภาพส่วนบุคคล และข้อมูลพันธุกรรม
...
ทั้งนี้ ในตอนท้าย โพสต์ทูเดย์ ถาม รมว.พัฒนาว่า การตั้งยุทธศาสตร์ดังกล่าว จะมาพร้อมกับงบประมาณจากภาครัฐหรือไม่?
นายพัฒนากล่าวสั้นๆ ว่า "หวังว่าจะได้มาเยอะหน่อย"







