
ผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์เตือนข้อมูลคนไทยรั่วตลาดมืด จี้รัฐเร่งอุดช่องโหว่
ซีอีโอ DomeCloud ชี้ข้อมูลจากฐานรัฐหลายส่วนอาจถูกเชื่อมโยงถึงเลขบัตร ที่อยู่ รูปใบหน้า และเครือญาติ เสี่ยงสวมรอยทำธุรกรรม แนะใช้ ThaiID
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์เตือนภัยข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทย เช่น เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ และรูปถ่ายใบหน้า รั่วไหลสู่ตลาดมืดและสามารถเข้าถึงได้ง่ายในราคาถูกผ่านระบบบอต
- มิจฉาชีพนำข้อมูลที่รั่วไหลไปใช้ในการสวมรอยทางการเงิน เปิดบัญชีม้า และสร้างเรื่องหลอกลวงโดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูลสุขภาพหรือครอบครัว
- มีการเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งตรวจสอบและอุดช่องโหว่ของระบบ ยกระดับการยืนยันตัวตนให้ปลอดภัยกว่ารหัสผ่าน และบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลอย่างจริงจัง
นายธนารัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ หรือ “เอิร์ธ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท DomeCloud และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เปิดเผยผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ถึงความเสี่ยงจากข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยที่ถูกนำไปเผยแพร่และซื้อขายในตลาดมืด โดยระบุว่า มิจฉาชีพสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากฐานข้อมูลหลายประเภท เพื่อสืบค้นตัวตนของประชาชนได้จากข้อมูลตั้งต้นเพียงเล็กน้อย
นายธนารัตน์กล่าวว่า ผู้ไม่หวังดีอาจเริ่มต้นจากเบอร์โทรศัพท์ ก่อนเชื่อมโยงไปยังข้อมูลรถยนต์ในครอบครอง และใช้หมายเลขทะเบียนรถค้นหาข้อมูลเจ้าของรถเพิ่มเติม ทั้งชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน และเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
จากการทดสอบกับข้อมูลของบุคคลสำคัญรายหนึ่ง พบว่าระบบที่นำข้อมูลรั่วไหลมารวบรวมไว้สามารถแสดงข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึกได้ อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวยังต้องได้รับการตรวจสอบและคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์รายนี้ระบุว่า ข้อมูลที่ถูกนำไปใช้ไม่ได้จำกัดเฉพาะทะเบียนรถและข้อมูลทะเบียนราษฎร แต่ยังอาจครอบคลุมถึงรูปถ่ายใบหน้า ข้อมูลสิทธิการรักษาพยาบาล และข้อมูลความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งสามารถนำมาประกอบเป็นประวัติบุคคลได้อย่างละเอียด
ข้อมูลดังกล่าวถูกนำมาให้บริการผ่านระบบบอตบนแพลตฟอร์มสนทนาออนไลน์ โดยเรียกเก็บค่าบริการในราคาหลักร้อยบาทต่อวัน หรือหลักพันบาทต่อเดือน ทำให้ผู้ใช้สามารถสืบค้นข้อมูลของบุคคลอื่นได้จำนวนมากด้วยต้นทุนต่ำ
นายธนารัตน์เตือนว่า เมื่อมิจฉาชีพมีทั้งชื่อ เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ และรูปถ่ายใบหน้า ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปปลอมแปลงเอกสาร สวมรอยสมัครบริการทางการเงิน เปิดบัญชีม้า หรือใช้ประกอบการกระทำผิดในรูปแบบอื่น
นอกจากนี้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังสามารถใช้ข้อมูลสุขภาพและความสัมพันธ์ในครอบครัวสร้างเรื่องหลอกลวงที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เช่น แอบอ้างว่าเกิดอุบัติเหตุ มีการรักษาพยาบาลเร่งด่วน หรือเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่ประชาชนติดต่ออยู่จริง
สำหรับแนวทางแก้ไข นายธนารัตน์เสนอให้หน่วยงานรัฐลดการพึ่งพาระบบยืนยันตัวตนด้วยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านเพียงอย่างเดียว เพราะหากเครื่องคอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์หรือข้อมูลรหัสผ่านถูกขโมย ผู้โจมตีอาจเข้าถึงระบบได้ทันที
หน่วยงานรัฐควรเพิ่มการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน และนำระบบ ThaiID มาใช้กับการเข้าสู่ฐานข้อมูลสำคัญ พร้อมเร่งตรวจสอบเว็บไซต์หรือระบบเก่าที่ไม่ได้รับการปรับปรุงด้านความปลอดภัยมาเป็นเวลานาน เพื่อลดช่องโหว่ที่อาจถูกใช้โจมตี
ส่วนประชาชนควรตั้งข้อสงสัยเมื่อมีผู้โทรศัพท์มาแอบอ้าง แม้อีกฝ่ายจะทราบชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน หรือข้อมูลของสมาชิกในครอบครัวอย่างถูกต้อง โดยควรวางสายและติดต่อกลับไปยังหน่วยงานนั้นผ่านช่องทางทางการด้วยตนเอง
นายธนารัตน์ย้ำว่า การที่มิจฉาชีพรู้ข้อมูลส่วนตัวไม่ได้หมายความว่าเป็นเจ้าหน้าที่จริง พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเร่งตรวจสอบต้นทางของข้อมูลรั่วไหล ปิดช่องโหว่ และดำเนินการตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจริงจัง







