
“ดร.ณัฏฐ์” ชำแหละคดี 44 สส. ศาลคุมเกม พยานความเห็นหักคำวินิจฉัยไม่ได้
ดร.ณัฏฐ์วิเคราะห์คดีจริยธรรม 44 อดีต สส.ก้าวไกล ชี้ศาลใช้ระบบไต่สวนและเป็นผู้กำหนดทิศทางคดี พยานความเห็นไม่อาจลบล้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
KEY
POINTS
- ดร.ณัฏฐ์ วิเคราะห์ว่าคดี 44 สส.ก้าวไกลใช้ระบบไต่สวน ทำให้ศาลฎีกามีอำนาจเต็มในการควบคุมทิศทางคดี กำหนดประเด็น และคัดเลือกพยานหลักฐาน
- พยานความเห็นหรือผู้เชี่ยวชาญที่ฝ่ายผู้ถูกร้องเสนอมา ไม่สามารถให้การเพื่อหักล้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ซึ่งมีผลผูกพันทุกองค์กรได้
- ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ร่วมลงชื่อเสนอแก้มาตรา 112 ของอดีต สส. แต่ละคน เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน วิเคราะห์แนวทางพิจารณาคดีมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล 44 คน โดยเห็นว่า คดีนี้ใช้ระบบไต่สวน ศาลจึงเป็นผู้กำหนดประเด็น ควบคุมการสืบพยาน และค้นหาข้อเท็จจริง มิใช่ฝ่ายผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องเป็นผู้ควบคุมทิศทางคดี
คดีดังกล่าวเกิดจากกรณีอดีต สส.ก้าวไกล 44 คน ร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก่อนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. จะชี้มูลว่าอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง และยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
ศาลเป็นผู้กำหนดกรอบการไต่สวน
ดร.ณัฏฐ์อธิบายว่า การเสนอพยานจำนวนมากอาจใช้เป็นกลยุทธ์ในคดีอาญาทั่วไปที่เป็นระบบกล่าวหา แต่คดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้ระบบไต่สวน ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าพยานปากใดจำเป็นและเกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี
พยานต้องยื่นถ้อยคำเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า ขณะที่ฝ่าย ป.ป.ช. สามารถถามเพิ่มเติมได้ ทำให้จำนวนพยานที่มากไม่จำเป็นต้องส่งผลให้การพิจารณายืดเยื้อ เพราะศาลสามารถตัดพยานที่ซ้ำซ้อนหรือไม่เกี่ยวข้องออกได้
ฝ่ายผู้ถูกร้องเสนอพยานรวม 80 ปาก ก่อนที่ศาลจะตัดพยานซ้ำซ้อน 20 ปาก เหลือ 60 ปาก ในจำนวนนี้เป็นผู้ถูกร้องทั้ง 44 คน จึงเหลือพยานบุคคลภายนอก 16 ปาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญหรือพยานความเห็น
ดร.ณัฏฐ์ประเมินว่า พยานความเห็นอาจมีข้อจำกัด เนื่องจากประเด็นหลักอยู่ที่การร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ มิใช่การนำความเหมาะสมของนโยบายดังกล่าวกลับมาพิจารณาใหม่
ชี้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพัน
ดร.ณัฏฐ์ระบุว่า คดีนี้เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ซึ่งวินิจฉัยกรณีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลและนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาดและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ พยานผู้เชี่ยวชาญหรือพยานความเห็นจึงไม่อาจลบล้างคำวินิจฉัยดังกล่าวได้โดยตรง
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้ถูกร้องยังสามารถเสนอข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่ เพื่อหักล้างข้อกล่าวหาหรือข้อเท็จจริงในสำนวนของ ป.ป.ช. ได้ ส่วนการวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องแต่ละคนมีพฤติการณ์ถึงขั้นผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ ยังคงเป็นอำนาจขององค์คณะผู้พิพากษา
ไทม์ไลน์คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล
คดีเริ่มจากวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 เมื่อ สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ร่วมเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 แต่ร่างไม่ได้รับการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระของสภาผู้แทนราษฎร
ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 3/2567 ก่อนมีคำวินิจฉัยที่ 20/2567 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ให้ยุบพรรคก้าวไกลและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ป.ป.ช. มีมติชี้มูลอดีต สส.ทั้ง 44 คน และยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ศาลรับคำร้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ คมจ.1/2569 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569
ศาลกำหนดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องในวันที่ 25 สิงหาคม 22 กันยายน และ 27 ตุลาคม 2569 ส่วนฝ่ายผู้ถูกร้องกำหนดไต่สวนตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2570
หากศาลวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อาจนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่ง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด







