
Tempus AI ดัน “ตรวจยีนก่อนให้ยา” ในสหรัฐ! เปิดทางรพ.ทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
Tempus AI ดัน “ตรวจยีนก่อนให้ยา” ทั่วสหรัฐฯ หนุน "การแพทย์แม่นยำ" จากเทคโนโลยีเฉพาะทาง สู่บริการที่โรงพยาบาลทั่วไปเข้าถึงได้
จากเดิมที่การตรวจยีนเพื่อช่วยเลือกยา (Pharmacogenomics) มักอยู่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่ เนื่องจากต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์และแปลผล Tempus AI กำลังขยายบริการ OneOme ไปทั่วสหรัฐฯ เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลทั่วไปสามารถนำข้อมูลพันธุกรรมมาใช้ประกอบการเลือกยา ประเมินความเสี่ยง และกำหนดขนาดยาได้ง่ายขึ้น
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา (22 กรกฎาคม 2569) Tempus AI บริษัทเทคโนโลยีสุขภาพจากสหรัฐฯ ประกาศเปิดตัวบริการตรวจ Pharmacogenomics ระดับประเทศ ผ่านโซลูชัน OneOme เพื่อช่วยแพทย์นำข้อมูลพันธุกรรมของผู้ป่วยมาใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกยา ประเมินความเสี่ยงจากผลข้างเคียง และกำหนดขนาดยาที่เหมาะสม
บริการดังกล่าวประกอบด้วย RightMed Comprehensive ซึ่งเป็นการตรวจยีนแบบ germline จำนวน 27 ยีน รวมถึงบริการตรวจยีนเฉพาะ ได้แก่ DPYD และ UGT1A1 ที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อยาบางชนิด การตรวจเหล่านี้ช่วยประเมินว่า ความแตกต่างทางพันธุกรรมของผู้ป่วยอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา ความเสี่ยงต่อพิษจากยา หรือความจำเป็นในการปรับขนาดยาอย่างไร
โดย Tempus AI เข้าซื้อกิจการ OneOme ในเดือนพฤศจิกายน 2025 และนำความสามารถด้าน Pharmacogenomics เข้ามารวมกับแพลตฟอร์ม Precision Medicine ของบริษัท โดยระบุว่าผลตรวจสามารถออกได้ภายในเวลาเฉลี่ยน้อยกว่า 5 วันหลังได้รับตัวอย่าง
แต่เดิมจุดแข็งของ Tempus AI คือ การนำข้อมูลหลายประเภทมารวมกัน ทั้งข้อมูลพันธุกรรม ประวัติการรักษา ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ข้อมูลภาพทางการแพทย์ ข้อมูลผลลัพธ์ของผู้ป่วย จากนั้นใช้ AI วิเคราะห์รูปแบบเพื่อช่วยแพทย์ตัดสินใจ
การรวมบริการของ OneOme ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการตรวจยีนเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับการตอบสนองต่อยา เป้าหมาย คือ ทำให้การตรวจยีนก่อนใช้ยาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยหรือศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง แต่สามารถเข้าไปอยู่ในกระบวนการรักษาปกติมากขึ้นนั่นเอง
สาเหตุที่เทคโนโลยี "ตรวจยีนก่อนให้ยา" แม้จะมีการพัฒนามาหลายปี แต่การนำมาใช้จริงยังจำกัดอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่และศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง เพราะแต่เดิมเทคโนโลยีดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตรวจ DNA เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับเวชระเบียน บุคลากรที่สามารถตีความความสัมพันธ์ระหว่างยีนกับการตอบสนองต่อยาได้ รวมถึงแนวทางทางการแพทย์ที่ชัดเจนว่า ผู้ป่วยกลุ่มใดควรได้รับการตรวจและควรนำผลไปใช้กับยาชนิดใด
การเข้ามาของบริษัทอย่าง Tempus AI จึงมุ่งลดข้อจำกัดเหล่านี้ ด้วยการรวมการตรวจพันธุกรรมเข้ากับแพลตฟอร์ม AI และระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลทั่วไปสามารถนำข้อมูลพันธุกรรมมาใช้ในกระบวนการรักษาได้ง่ายขึ้น
......
สำหรับการตรวจยีนแบบ germline จำนวน 27 ยีนนั้น ยีนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ร่างกายดูดซึม เปลี่ยนแปลง และกำจัดยา รวมถึงตัวรับยาบางชนิดที่มีผลต่อการตอบสนองต่อการรักษา การตรวจดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลไปประเมินว่า ผู้ป่วยมีแนวโน้มตอบสนองต่อยาชนิดใด มีความเสี่ยงเกิดพิษจากยาหรือไม่ หรือควรปรับขนาดยาอย่างไร ตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยมียีนบางรูปแบบที่ทำให้ร่างกายกำจัดยาได้ช้ากว่าปกติ ยาที่ใช้ในขนาดมาตรฐานอาจมีระดับสูงเกินไปในร่างกาย ทำให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้น
การตรวจยีน DPYD เป็นการประเมินความเสี่ยงจากยาเคมีบำบัดบางชนิด ซึ่งยากลุ่มนี้ใช้รักษามะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งบางชนิดในระบบทางเดินอาหาร หากผู้ป่วยมีความผิดปกติของยีน DPYD อาจทำให้ร่างกายกำจัดยาได้ช้าลง ส่งผลให้ยาอยู่ในร่างกายนานขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อความเป็นพิษจากยา ดังนั้นการรู้ข้อมูล DPYD ก่อนรักษา อาจช่วยให้แพทย์พิจารณาปรับขนาดยา เปลี่ยนแนวทาง หรือเพิ่มการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
ส่วนการตรวจยีน UGT1A1 จะเป็นการประเมินการตอบสนองต่อยาบางชนิด เนื่องจากยีน UGT1A1 เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ที่ช่วยกำจัดสารบางชนิดออกจากร่างกาย รวมถึงยาบางประเภท เช่น irinotecan ซึ่งเป็นยาเคมีบำบัดที่ใช้รักษามะเร็งหลายชนิด ผู้ป่วยที่มีความสามารถในการกำจัดยาต่ำ อาจมีความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงมากขึ้น จึงอาจจำเป็นต้องพิจารณาการปรับการรักษา
ตรวจยีนก่อนรับยาสำคัญอย่างไร
แนวคิดตรวจยีนก่อนรับยากำลังได้รับแรงผลักดันมากขึ้นในสหรัฐฯ ให้สามารถเข้าถึงการใช้งานในวงกว้างมากขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนอีกก้าวของ Precision Medicine หรือ การแพทย์แม่นยำ ที่กำลังเปลี่ยนแนวคิดจาก “การรักษาตามโรค” ไปสู่ “การรักษาที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละคน”
เพราะแม้ว่าผู้ป่วยสองคนจะมีโรคเดียวกัน ได้รับยาชนิดเดียวกัน และใช้ขนาดยาเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันอย่างมาก บางคนตอบสนองต่อยาได้ดี ขณะที่บางคนอาจต้องใช้เวลาปรับยา หรือบางคนอาจเกิดผลข้างเคียงจากการที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดยาได้ตามปกติ
หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ “ความแตกต่างทางพันธุกรรม”
.....
แม้แนวคิดตรวจยีนก่อนใช้ยาจะมีศักยภาพสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าอนาคตทุกคนจะต้องตรวจ DNA ก่อนรับยาทุกครั้ง
แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเห็นถึงสัญญาณสำคัญว่า "การแพทย์แม่นยำ" ซึ่งมีเรื่องของ "จีโนมิกส์" ที่มีข้อมูลพันธุกรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญ กำลังเข้าสู่ระบบการสาธารณสุขโลกอย่างแท้จริง และ “ข้อมูลพันธุกรรม” กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจรักษา เช่นเดียว กับผลเลือด ภาพถ่ายทางการแพทย์ และประวัติผู้ป่วย.







