
สวรส.ไขสาเหตุ 'รพ.รัฐขาดทุน' ชูโมเดล CARE ปรับงบผู้ป่วยในใหม่ ชง สปสช. ใช้ 1 ตุลานี้!
สวรส. เผยผลวิจัยพบโรงพยาบาลรัฐรายได้ต่ำกว่ารายจ่ายต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 พร้อมเสนอโมเดล CARE ปรับระบบจัดสรรงบผู้ป่วยในใหม่ เริ่ม 1 ต.ค. 2569
KEY
POINTS
- สวรส. เผยผลวิจัยชี้โรงพยาบาลรัฐจำนวนมากประสบภาวะขาดทุนรุนแรงขึ้นหลังโควิด-19 โดยมีสาเหตุหลักจากรายจ่ายที่สูงกว่ารายได้
- เสนอแนวทางแก้ปัญหาด้วยโมเดล "CARE" ซึ่งเป็นการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณผู้ป่วยใน โดยเปลี่ยนจากการจัดสรรงบก้อนเดียวระดับประเทศเป็นการจัดสรรตามเขตสุขภาพ 13 เขต
- เตรียมเสนอให้ สปสช. เริ่มใช้โมเดลใหม่ในวันที่ 1 ต.ค. 2569 โดยจะมีการปรับงบตามคุณภาพบริการเพื่อป้องกันการให้บริการเกินความจำเป็นและสร้างความยั่งยืนทางการเงิน
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อหาสาเหตุของปัญหาโรงพยาบาลรัฐขาดสภาพคล่องและขาดทุนอย่างเป็นระบบ พร้อมพัฒนาแนวทางจัดสรรงบประมาณผู้ป่วยใน (IP) รูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มความยั่งยืนทางการเงินของโรงพยาบาล โดยเตรียมเสนอให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำไปใช้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 หรือวันที่ 1 ต.ค. 2569
ทั้งนี้ ปัญหาสภาพคล่องของโรงพยาบาลรัฐทวีความรุนแรงขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า เงินบำรุงของโรงพยาบาลลดลงต่อเนื่อง และในเดือน พ.ค. 2569 มีโรงพยาบาลรัฐในสังกัด สธ. 62 แห่งที่อยู่ในภาวะวิกฤตการเงินระดับรุนแรง เพิ่มจาก 34 แห่งในช่วงเดียวกันของปีก่อน
เพื่อหาต้นตอของปัญหา สวรส.จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้คณะนักวิจัยจากมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ศึกษาโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนทางการเงินของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยแบ่งการศึกษาเป็น 2 ส่วน คือ การวิเคราะห์สาเหตุการขาดดุลของโรงพยาบาล และการพัฒนารูปแบบจัดสรรงบผู้ป่วยในใหม่ ก่อนนำเสนอผลวิจัยเบื้องต้นในเวทีประชุมเมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา
ดร.พญ.จารวี สุขมณี หนึ่งในคณะนักวิจัยในการศึกษาครั้งนี้ มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ เครือข่ายวิจัย สวรส. เปิดเผยผลวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า ช่วงปี 2559-2565 โรงพยาบาลส่วนใหญ่ยังมีรายได้สูงกว่ารายจ่าย แต่ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา รายจ่ายกลับสูงกว่ารายได้ ส่งผลให้โรงพยาบาลจำนวนมากขาดดุล โดยจำนวนโรงพยาบาลที่ขาดดุลเพิ่มจากไม่ถึง 100 แห่งในปี 2565 เป็นราว 750 แห่งในช่วงปี 2566-2568 ขณะที่คาดว่าปี 2569 จะมีโรงพยาบาลประมาณ 600 แห่งที่มีเงินบำรุงติดลบ
ผลวิจัยยังพบว่า จำนวนบุคลากร งบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และปริมาณการให้บริการผู้ป่วย (TRW) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั้งรายได้และรายจ่ายของโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน งบประมาณยังคงกระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลขนาดใหญ่เป็นหลัก
ทางคณะผู้วิจัยได้พัฒนาแนวทางการจัดสรรงบ IP ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) แบบใหม่ในชื่อ CARE (Collaborative Area-based Reimbursement with Excellence) Model โดยมีหลักสำคัญ คือ
- การเปลี่ยนการจัดสรรงบ IP จากเดิมที่รวมเป็นก้อนเดียวระดับประเทศ เปลี่ยนเป็นการจัดสรรงบให้กับเขตสุขภาพทั้ง 13 เขต ผ่านการคำนวณ TRW รายเขต ที่จะใช้ข้อมูล TRW ของปีก่อนๆ ปรับด้วยอัตราเติบโตในการคาดการณ์
- หลังจากจัดสรรให้ตามเขตสุขภาพแล้ว จะมีการปรับงบตามคุณภาพการให้บริการ กล่าวคือ ถ้ามีการให้บริการจำนวนมาก แต่คุณภาพการให้บริการน้อย งบที่ได้รับจัดสรรก็จะลดลง เช่น เขตสุขภาพที่ 1 ได้รับจัดสรรงบ IP มาทั้งหมด 1 หมื่นล้านบาท แต่ถ้าพบว่าภายในเขตสุขภาพมีอัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาล หรืออัตราการผ่าตัดคลอดเกินจำเป็นยังสูง อาจถูกปรับลดมาเหลือ 9,900 ล้านบาทแทน
- ราคาต่อหน่วยแบบถดถอย ถ้าเขตสุขภาพมี TRW จริงสูงกว่าที่คาดการณ์ จะได้รับชดเชยในอัตราที่ลดลง เช่น จาก base rate ในอัตรา 10,000 บาทต่อ RW อาจลดลงเหลือ 8,000-9,000 บาทต่อ RW ในทางกลับกันกรณีเขตสุขภาพมี TRW ต่ำกว่าหรือเท่ากับที่คาดการณ์ จะได้รับจัดสรรงบไปทั้งหมดแบบเต็มจำนวน หลักการนี้คิดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้โรงพยาบาลให้บริการมากเกินความจำเป็น
ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่า หลังจากรับฟังข้อมูลในการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ดังกล่าวแล้ว ทีมวิจัยจะนำไปประมวลผลกับข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ อย่างรอบด้าน เพื่อพัฒนาข้อเสนอให้มีความสมบูรณ์ รวมถึงมีรายละเอียดที่ชัดเจนมากขึ้น โดยผลการวิจัยในส่วนแรกจะมีการส่งให้กับ สธ. ได้นำไปใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือโรงพยาบาลที่มีภาวะขาดดุล เพื่อไม่ให้โรงพยาบาลที่เกิดปัญหาขาดดุลมีจำนวนมากขึ้น
ขณะที่ผลการวิจัยส่วนที่สอง เรื่องข้อเสนอแนวทางการจัดสรรงบ IP แบบ Care Model สวรส. จะมีการเสนอให้กับ สธ. และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำไปใช้ประโยชน์ในการพิจารณางบประมาณกับโรงพยาบาลสังกัด สธ. ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานมีแผนที่จะประกาศใช้แนวทางนี้ในปีงบประมาณ 2570 หรือตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 นี้เป็นต้นไป และเมื่อมีการประกาศใช้แล้ว สวรส. จะติดตามประเมินผลประสิทธิภาพของแนวทางการจัดสรรงบประมาณแบบใหม่ต่อไป
“สวรส. เชื่อว่า ถ้าข้อเสนอทั้ง 2 ส่วนได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ จะช่วยให้สถานการณ์ทางการเงินของโรงพยาบาลค่อยๆ ดีขึ้น และลดจำนวนโรงพยาบาลที่มีวิกฤตทางการเงินได้ หรืออย่างน้อยจากจำนวน 62 แห่งในเดือน พ.ค. 2569 ไม่เพิ่มขึ้นเป็น 70 หรือ 80 แห่งก็ดีมากแล้ว เพราะถ้าดูแนวโน้มการคาดการณ์จากงานวิจัยชิ้นนี้จะเห็นว่าโรงพยาบาลที่จะเจอภาวะวิกฤตทางการเงิน จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น” ผศ.ดร.จรวยพร กล่าว
นอกจากนี้ เว็บไซต์แดชบอร์ดข้อมูลทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐสังกัด สธ. ในช่วง 10 ปี (ปี 2558-2569) ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากงานวิจัยครั้งนี้ จะมีการเปิดเป็นสาธารณะให้กับผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐสังกัด สธ. ซึ่งโรงพยาบาลแต่ละแห่งสามารถใช้เป็นอีกฐานข้อมูล เพื่อนำไปใช้ในการคาดการณ์สถานการณ์ทางการเงินของโรงพยาบาล และนำไปสู่การวางแผนรับมือในอนาคตได้อีกด้วย







