posttoday
สธ.เปิด AI ตรวจปฏิกิริยา 'ยาแผนปัจจุบัน-ยาสมุนไพร' เตือน 'ขมิ้นชัน'ต้องระวัง!

สธ.เปิด AI ตรวจปฏิกิริยา 'ยาแผนปัจจุบัน-ยาสมุนไพร' เตือน 'ขมิ้นชัน'ต้องระวัง!

09 กรกฎาคม 2569

สธ.เปิดตัว AI ตรวจจับ 'ยาแผนปัจจุบัน-ยาสมุนไพร' ที่มีปฏิกิริยาต่อกันก่อนจ่ายยา! หวังลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มผู้ป่วย ตั้งเป้าระบบสมบูรณ์สิ้นเดือน ก.ค.นี้

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ระบบตรวจสอบปฏิกิริยาระหว่างยา (DDI) จะเข้ามาช่วยอุดรอยรั่วและยกระดับความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชนใน 3 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย

  1. เพิ่มความปลอดภัยการรักษาข้ามสถานพยาบาล  สามารถตรวจจับการทำปฏิกิริยาของยาที่ผู้ป่วยได้รับจากหลายโรงพยาบาลได้อย่างครอบคลุม
  2. ลดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น ปรับระดับการแจ้งเตือนให้เหมาะสมกับแนวทางการรักษาและบริบทของประเทศไทย                                ช่วยลดภาระแพทย์และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน
  3. รองรับข้อมูลสมุนไพรไทย บูรณาการข้อมูลสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ เช่น ฟ้าทะลายโจร และขมิ้นชัน เข้าสู่ระบบ ซึ่งฐานข้อมูลต่างประเทศส่วนใหญ่ยังไม่รองรับ

 

ที่ผ่านมา บุคลากรทางการแพทย์ต้องเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงประวัติการใช้ยาของผู้ป่วย เนื่องจากข้อมูลกระจัดกระจายอยู่หลายฐานข้อมูล ส่งผลต่อความต่อเนื่องในการรักษา และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรกิริยาระหว่างยา (Herb-Drug Interaction) โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคความดัน โรคไขมัน และเบาหวาน รวมถึงผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่ทานยาแผนปัจจุบันเป็นประจำ แต่อาจซื้อยาสมุนไพรมาทานร่วมด้วย จนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตราย อาทิ ภาวะเลือดออกผิดปกติ น้ำตาลในเลือดต่ำ หรือตับทำงานผิดปกติ

 

นายพัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จึงได้จัดทำ “โครงการพัฒนาระบบต้นแบบแจ้งเตือนการทำปฏิกิริยาระหว่างยาแผนปัจจุบันและยาสมุนไพรด้วยปัญญาประดิษฐ์” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล (MOPH PHR) จากสถานพยาบาลทุกระดับ ตั้งแต่โรงพยาบาลศูนย์ (รพ.ศ.), โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.), คลินิก ไปจนถึงร้านขายยา

 

กลไกการทำงานของ AI เมื่อแพทย์หรือแพทย์แผนไทยทำการสั่งจ่ายยาสมุนไพร ระบบ AI จะดึงประวัติการรับยาแผนปัจจุบันของผู้ป่วยย้อนหลัง 6 เดือนมาวิเคราะห์ทันที หากพบว่าจับคู่แล้วเสี่ยงเกิดปฏิกิริยาที่เป็นอันตราย ระบบจะทำการแจ้งเตือน (Alert) บนหน้าจอของแพทย์แบบ Real-time ทันที เพื่อป้องกันก่อนเกิดเหตุ

 

ด้าน ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า จากการเปิดใช้งานระบบ AI Drug Interaction ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 4 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พบสถิติที่น่าสนใจดังนี้ จำนวนการใช้งานสะสมทั้งหมด 13,623,071 รายการ จำนวนคู่ยาที่ตรวจพบความเสี่ยง 397,948 คู่ จำนวนคู่ยาที่เป็น "ยาต้องห้ามใช้ร่วมกัน" 179,482 คู่

 

 

ขณะที่ภาพรวมการจ่ายยาสมุนไพรในปี 2568 ที่ผ่านมา มีอัตราการจ่ายยาสูงถึง 22.97 ล้านครั้ง (เพศชาย 11.06 ล้านคน, เพศหญิง 6.2 ล้านคน) โดยกลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เป็นกลุ่มที่ได้รับยาสมุนไพรมากที่สุดถึง 7.4 ล้านคน

 

ขมิ้นชัน โอกาสเกิดปฏิกิริยาร่วมกับยาแผนปัจจุบันมากที่สุด

 

ทั้งนี้ รายงานฐานข้อมูลล่าสุดระบุว่า "ขมิ้นชัน" เป็นสมุนไพรที่มีการตรวจพบโอกาสเกิดปฏิกิริยาร่วมกับยารักษาโรคชนิดอื่นบ่อยที่สุด เนื่องจากขมิ้นชันมีคุณสมบัติช่วยลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพราะจะไปเสริมฤทธิ์กันจนอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกไม่หยุด โดยมี 5 คู่ยาแผนปัจจุบันที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ร่วมกับขมิ้นชัน ได้แก่  Aspirin , Clopidogrel , Warfarin Sodium , Protein C, Tirofiban โดยทางกรมฯ ขอความร่วมมือให้ผู้ป่วยแจ้งข้อมูลการใช้ยาสมุนไพร อาหารเสริม หรือยาต้มทุกชนิดให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบทุกครั้งเมื่อเข้ารับการรักษา เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

 

สำหรับแผนดำเนินงานของโครงการนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 การรวบรวมองค์ความรู้ด้านยาและสมุนไพร

ระยะที่ 2 การทดลองใช้งานจริงในศูนย์การแพทย์แผนไทยฯ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และโรงพยาบาลนอกสังกัดที่มีความพร้อม

ระยะที่ 3 การสรุปผลเพื่อขยายผลในวงกว้าง

 

กรมการแพทย์แผนไทยฯ ตั้งเป้าหมายว่า ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ระบบดังกล่าวจะสามารถตรวจสอบ   Drug Interaction ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน โดยจะเร่งพัฒนาฐานข้อมูลยาสมุนไพรให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อมุ่งสู่การใช้ยา อย่างสมเหตุสมผล (RDU) ป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับประชาชน และลดค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อนในระบบสาธารณสุขไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

ข่าวล่าสุด

กรณ์ ชวนทบทวนลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ คุ้มหรือไม่กับทรัพยากรไทย

กรณ์ ชวนทบทวนลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ คุ้มหรือไม่กับทรัพยากรไทย