
รัฐฯ ลงทุน 2.4 พันล้าน! ปั้น NBF โรงงานต้นแบบฐานผลิตยา-วัคซีนแห่งชาติ
รัฐบาทลงทุน 2.4 พันล้าน! ปั้น NBF โรงงานต้นแบบฐานผลิตวัคซีนเพื่อความมั่นคงของชาติ ภายใต้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางขุนเทียน)
บทเรียนราคาแพงจากวิกฤตการณ์สาธารณสุขระดับโลกและโรคอุบัติใหม่ในช่วงที่ผ่านมา ตอกย้ำให้เห็นว่า “ความมั่นคงด้านสุขภาพ” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่จำนวนงบประมาณหรือองค์ความรู้ในห้องแล็บเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือ ศักยภาพในการพึ่งพาตนเองด้านการผลิตยาและวัคซีนภายในประเทศ เพราะเมื่อเกิดวิกฤตระบาดใหญ่ ทั่วโลกต่างต้องกักตุนเวชภัณฑ์เพื่อประชากรของตนเองก่อน การพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวจึงเปรียบเสมือนความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ
ล่าสุดประเทศไทยเดินหน้ายกระดับความมั่นคงด้านยาและวัคซีน ด้วยการผลักดัน "โรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ" (National Biopharmaceutical Facility: NBF) เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ รองรับการวิจัย พัฒนา ขยายกำลังการผลิต และผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ภายใต้มาตรฐาน GMP พร้อมรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และวางเป้าหมายผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางชีวเภสัชภัณฑ์ของภูมิภาคอาเซียน
NBF ตั้งอยู่ภายใน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางขุนเทียน) (มจธ.บางขุนเทียน) ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม และกลุ่มหน่วยวิจัยด้านอาหาร (Food) อาหารสัตว์ (Feed) พลังงานชีวมวล (BioFuel) และชีวเภสัชภัณฑ์ (BioPharma) หรือ 3F+1P โดยได้รับการพัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติจากงบลงทุนภาครัฐกว่า 2,450 ล้านบาท ครอบคลุมอาคาร เครื่องมือ และระบบการผลิตตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับการพัฒนายาชีววัตถุและวัคซีนสมัยใหม่ตลอดห่วงโซ่การผลิต
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านชีวเภสัชภัณฑ์มีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการผลิตจริง ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดสำคัญของประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก แม้นักวิจัยจะสามารถค้นพบสารออกฤทธิ์หรือเทคโนโลยีใหม่ได้ แต่การต่อยอดสู่การผลิตในระดับรองรับการศึกษาทางคลินิกและการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ยังจำเป็นต้องอาศัยโรงงานต้นแบบและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐานสากล
ดร.วรินธร สงคศิริ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์วิจัย มจธ. และรักษาการผู้อำนวยการ NBF กล่าวว่า โรงงานต้นแบบแห่งนี้ทำหน้าที่เป็น "สะพานเชื่อม" ระหว่างงานวิจัยกับการผลิตจริง โดยรับผลงานวิจัยที่ค้นพบสารออกฤทธิ์แล้ว มาพัฒนาและขยายขนาดกระบวนการผลิต (Scale-up) ให้ได้มาตรฐานรองรับการศึกษาทางคลินิก ก่อนถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม ช่วยลดระยะเวลาและความเสี่ยงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมเพิ่มโอกาสในการนำผลงานวิจัยของไทยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง
รายละเอียด โรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ
หัวใจสำคัญของ NBF คือการสร้าง "ระบบนิเวศ" ที่รองรับการพัฒนาชีวเภสัชภัณฑ์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงการเตรียมพร้อมผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลัก 3 ส่วนที่ทำงานเชื่อมโยงกัน ได้แก่
- ศูนย์วิจัยและพัฒนากระบวนการผลิต (BRIC) ออกแบบและพัฒนาต้นแบบกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ
- ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์คุณลักษณะเฉพาะ (BPCL) ตรวจสอบคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025
- โรงงานต้นแบบการผลิต (GMP Production Facility) ผลิตยาและวัคซีนเพื่อการศึกษาวิจัยในมนุษย์ และพร้อมรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
ด้าน ผศ.สุชาดา ไชยสวัสดิ์ ที่ปรึกษาโรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ (NBF) กล่าวว่า ปัจจุบัน NBF รองรับการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ได้หลายแพลตฟอร์ม ทั้งผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์ เซลล์สัตว์ Plasmid DNA, Viral Vector, Protein Subunit, Cell-based และยาชีววัตถุกลุ่ม Monoclonal Antibody ที่ช่วยรักษาโรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกัน และโรคหายาก
แม้ยังไม่รองรับเทคโนโลยีวัคซีนแบบ mRNA แต่โครงสร้างพื้นฐานที่มีสามารถรองรับการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์สมัยใหม่และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากทั้งภาครัฐและเอกชนได้ พร้อมมีกำลังการผลิตวัคซีนประมาณ 4 ล้านโดสต่อปี เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข
"เป้าหมายของ NBF ไม่ใช่การเป็นผู้ผลิตยาเชิงพาณิชย์ แต่เป็นโรงงานต้นแบบของประเทศที่สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเพิ่มความพร้อมด้านการผลิตเมื่อเกิดวิกฤตด้านสาธารณสุข หากในอนาคตเกิดโรคอุบัติใหม่ หรือมีเทคโนโลยีวัคซีนและชีวเภสัชภัณฑ์ที่จำเป็นต่อประเทศ เราต้องการให้ประเทศไทยสามารถรับถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนากระบวนการผลิต และผลิตได้ภายในประเทศอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพในระยะยาว" ผศ.สุชาดา กล่าว
นอกจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์แล้ว NBF ยังถูกวางบทบาทให้เป็นศูนย์กลางพัฒนาบุคลากรด้านชีวเภสัชภัณฑ์และการแพทย์ขั้นสูงของประเทศอีกด้วย
ทั้งนี้ ในระยะยาว NBF ตั้งเป้าขยายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรในอาเซียน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ของภูมิภาค ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต







