
กรณ์ ชวนทบทวนลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ คุ้มหรือไม่กับทรัพยากรไทย
กรณ์ จาติกวณิช ตั้งคำถามความคุ้มค่าการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่า 1.7 ล้านล้านบาท ชี้ไทยต้องชั่งน้ำหนักผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับผลกระทบด้านไฟฟ้า น้ำ สิ่งแวดล้อม และการจ้างงาน
KEY
POINTS
- "กรณ์ จาติกวณิช" ชี้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มีมูลค่ามหาศาล แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กระจายสู่คนไทยอาจไม่คุ้มค่า เนื่องจากการจ้างงานมีจำนวนน้อย กำไรส่วนใหญ่ถูกส่งกลับบริษัทแม่ และเทคโนโลยีหลักต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
- ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นธุรกิจที่ต้องใช้ทรัพยากรสำคัญของประเทศในปริมาณมาก โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านทรัพยากรของไทยในระยะยาว
- มีความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากระบบหล่อเย็น และการที่ไทยยังขาดกรอบการกำกับดูแลที่รัดกุมเฉพาะทาง เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่เริ่มทบทวนและออกมาตรการควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น
กระแสการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากแรงหนุนของเทคโนโลยีคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยประเทศไทยได้รับความสนใจจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมูลค่ารวมสูงถึงประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท
กรณ์ จาติกวณิช ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ผ่านเพจ กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij โดยชวนให้สังคมไทยตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า การลงทุนขนาดมหาศาลดังกล่าวสร้างประโยชน์ให้กับประเทศมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ต้องใช้รองรับ
กรณ์ระบุว่า แม้ตัวเลขการลงทุนจะมีขนาดใหญ่ แต่โครงสร้างธุรกิจของดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนที่ใช้เงินทุนสูง ขณะที่เครื่องจักร อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสำคัญยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก กำไรส่วนใหญ่ส่งกลับไปยังบริษัทแม่ และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ การจ้างงานประจำกลับอยู่ในระดับเพียงหลักร้อยถึงหลักพันตำแหน่งต่อโครงการเท่านั้น แม้บางโครงการจะมีมูลค่าการลงทุนสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท
เขาอ้างถึงงานวิจัยและบทวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายฉบับที่ประเมินว่า การลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และ AI อาจช่วยผลักดันตัวเลข GDP ของไทยในระยะสั้น แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอาจกระจุกตัว และไม่ได้กระจายสู่ครัวเรือนหรือแรงงานไทยในวงกว้างเท่ากับภาพของเม็ดเงินลงทุนที่ประกาศออกมา
อีกประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการใช้ทรัพยากร โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจของการดำเนินงานดาต้าเซ็นเตอร์ รายงานของ International Energy Agency (IEA) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะใช้ไฟฟ้าราว 945 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปี หรือประมาณ 3% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากประมาณ 415 เทราวัตต์ชั่วโมง หรือราว 1.5% ในปี 2024
ด้านการใช้น้ำ บทวิเคราะห์ตลาดหลายแห่งประเมินว่า ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกใช้น้ำเพื่อระบบหล่อเย็นรวมกันประมาณ 3 ล้านล้านลิตรต่อปี และอาจเพิ่มขึ้นเกิน 5 ล้านล้านลิตรภายในทศวรรษหน้า ขณะที่ข้อมูลขององค์การสหประชาชาติระบุว่า หากรวมการใช้น้ำทางตรงและทางอ้อมจากการผลิตไฟฟ้าที่ใช้หล่อเลี้ยงดาต้าเซ็นเตอร์ ปริมาณน้ำที่เกี่ยวข้องอาจสูงถึงประมาณ 9.3 ล้านล้านลิตรต่อปี ซึ่งเทียบเท่าการใช้น้ำพื้นฐานของประชากรราว 1 พันล้านคน
สำหรับประเทศไทย กรณ์ตั้งข้อสังเกตว่า หากการลงทุนจำนวนมากกระจุกตัวในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยไม่มีการวางแผนรองรับด้านทรัพยากรอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าและแหล่งน้ำในระยะยาว เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้พลังงานตลอด 24 ชั่วโมง และต้องพึ่งพาระบบหล่อเย็นที่ใช้น้ำในปริมาณมาก
เขายังกล่าวถึงประเด็นน้ำทิ้งจากระบบหล่อเย็น ซึ่งแม้จะไม่ใช่ของเสียอันตรายโดยตรง แต่ในทางเทคนิคอาจมีสารเคมีที่ใช้ป้องกันการเกิดตะกรันและตะไคร่น้ำ หากไม่มีมาตรฐานเฉพาะสำหรับการบำบัดน้ำจากดาต้าเซ็นเตอร์ ก็อาจเกิดการสะสมของน้ำอุ่นและสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เกษตรกรรม ประมงพื้นบ้าน และชุมชนโดยรอบในระยะยาว
กรณ์ยังชี้ให้เห็นว่า หลายประเทศเริ่มทบทวนทิศทางการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์มากขึ้น ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการดึงดูดการลงทุนเหมือนในอดีต โดยในสหรัฐอเมริกามีหลายรัฐและเทศบาลที่ชะลอหรือทบทวนโครงการใหม่จากข้อกังวลเรื่องการใช้ไฟฟ้า น้ำ และที่ดิน ขณะที่องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมบางส่วนได้เรียกร้องให้มีการพักการอนุมัติโครงการใหม่ชั่วคราว จนกว่าจะมีกฎเกณฑ์ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
ส่วนหลายประเทศในยุโรปและเอเชียก็เริ่มกำหนดมาตรการควบคุมที่เข้มงวด ทั้งการกำหนดพื้นที่ก่อสร้าง การจำกัดโหลดไฟฟ้า การบังคับใช้พลังงานหมุนเวียน รวมถึงมาตรฐานด้านการใช้น้ำและระบบระบายความร้อน
ในทางกลับกัน ประเทศไทยยังคงใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร การอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้เต็ม 100% รวมถึงสิทธิถือครองที่ดินในบางกรณี
แต่คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยมีกรอบกำกับดูแลด้านการใช้ไฟฟ้า การบริหารจัดการน้ำ และมาตรฐานเฉพาะสำหรับระบบหล่อเย็นของดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพียงพอแล้วหรือไม่
กรณ์ระบุว่า ประเทศไทยไม่ควรพิจารณาเฉพาะเม็ดเงินลงทุนเท่านั้น แต่ต้องประเมินความคุ้มค่าในภาพรวม ทั้งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนผลกระทบต่อทรัพยากรของประเทศ เพื่อไม่ให้ไทยกลายเป็นเพียงฐานรองรับต้นทุนของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ขณะที่ภาระด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมตกอยู่กับประชาชนในระยะยาว
พร้อมกันนี้ เขาย้ำว่าไม่ได้คัดค้านการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์หรือเทคโนโลยีใหม่ แต่เห็นว่าประเทศควรมีการออกแบบกติกาให้เกิดความสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนกับการคุ้มครองทรัพยากรของชาติ เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลสร้างประโยชน์ต่อคนไทยอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ กรณ์เปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นญัตติด่วนต่อรัฐสภา เพื่อเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบและความคุ้มค่าของการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน ก่อนกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศให้มีความรอบคอบ โปร่งใส และสามารถสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศในระยะยาว







