
เปิดความคืบหน้า! งาน "GWS 2026" เวที Wellness ระดับโลก ปลายปีที่ "ภูเก็ต"
กรมการแพทย์แผนไทยฯ เผยความคืบหน้างาน ‘Global Wellness Summit 2026’ วันที่ 10 - 13 พฤศจิกายน 2569 ที่ภูเก็ต ชี้ก่อประโยชน์ 3 มิติสำคัญ!
ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) จังหวัดภูเก็ต ว่า
ในฐานะผู้ซื้อลิขสิทธิ์หลัก กรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้ขับเคลื่อนงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้รูปแบบการบริหารงานร่วมกัน (Collaborative Governance) ปัจจุบันมีความคืบหน้าสำคัญใน 3 ส่วนหลัก คือ
1. การทำงานร่วมกับ Global Wellness Summit (GWS) สหรัฐอเมริกา
โดยปัจจุบันได้ประชุมร่วมกับทีมบริหาร GWS สหรัฐฯ เป็นประจำในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ และในโอกาสฉลองครบรอบปีที่ 20 นี้ได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่เป็น Co-Chair สำคัญในการจัดงานร่วมกับทีมบริหารของ GWS อเมริกาโดยตรง
ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทสูงสุดในฐานะ Co-Creator ที่ร่วมกำหนดทิศทางและเนื้อหาบนเวทีหลัก ไม่ใช่เป็นแค่เพียงผู้สนับสนุนสถานที่จัดงาน
“ล่าสุดเราได้กำหนดธีมหลักของการจัดงานอย่างเป็นทางการร่วมกันแล้ว คือ ‘THE SCIENCE, ART & SOUL OF WELLNESS’ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 13 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรม Angsana Laguna Phuket จังหวัดภูเก็ต” ดร.นพ.พงศธร กล่าว
2.การบูรณาการความร่วมมือระดับประเทศ
กรมการแพทย์แผนไทยฯ ยังร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ อาทิ TCEB การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดภูเก็ต ฯลฯ ในการเตรียมความพร้อมด้านการอำนวยความสะดวก การประชาสัมพันธ์ และการพัฒนาศักยภาพพื้นที่ เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก
ขณะที่ภาคเอกชน ได้รับการตอบรับทั้งกลุ่มโรงแรม รีสอร์ต สปา รพ.เวลเนส ผู้ประกอบการ ด้านสุขภาพ ตลอดจนแบรนด์เวลเนสชั้นนำของไทย สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของระบบนิเวศเวลเนสไทยในการก้าวเข้าสู่การเป็น Global Wellness Hub อย่างเป็นรูปธรรม
3.การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเวลเนสไทย
กรมฯ มุ่งยกระดับความพร้อมทั้งห่วงโซ่ตั้งแต่
ต้นน้ำ คือการพัฒนาบุคลากรคุณภาพผ่านหลักสูตร Thai Wellness Therapist Program ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อสร้างกำลังคนที่มีมาตรฐานรองรับตลาดโลก
กลางน้ำ คือการยกระดับสถานประกอบการผ่านโครงการ Thai Wellness Destination (TWD) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับคุณภาพบริการสู่มาตรฐานสากล
ปลายน้ำ คือการสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเข้าถึงตลาดโลก ผ่านการจัดมหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ซึ่งจะเป็นเวทีเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิชาการ และเครือข่ายเวลเนสนานาชาติ
ทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมความพร้อมของระบบนิเวศเวลเนสไทยอย่างครบวงจร เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร มาตรฐาน และศักยภาพทางธุรกิจ ก่อนการเป็นเจ้าภาพ GWS 2026
ชูจุดเด่น Hight-Value Wellness Hub
นอกจากนี้ การชูจุดเด่นของงานอย่าง “High-Value Wellness Hub” คือ การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจเวลเนสที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ดึงดูดการลงทุน และเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสุขภาพของไทยเข้ากับตลาดโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ธีม “The Science, Art & Soul of Wellness” โดยเสนอจุดแข็งของประเทศไทย 3 มิติสำคัญ ได้แก่
“The Science” คือ การแสดงศักยภาพของ Medical Wellness และภูมิปัญญาไทยที่มีงานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย เวชศาสตร์ชะลอวัย และนวัตกรรมสุขภาพ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การลงทุนและอุตสาหกรรมสุขภาพมูลค่าสูงได้ในอนาคต
“The Art” คือ การยกระดับ Soft Power ของไทยให้เป็น Economic Power ผ่านอาหารไทยเพื่อสุขภาพ การบริการเวลเนสระดับพรีเมียม การออกแบบประสบการณ์สุขภาพ และมาตรฐานสถานประกอบการที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนมาตรฐาน Thai Wellness Destination (TWD)
“The Soul” คือ การนำเสนออัตลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย ทั้งนวดไทย สมุนไพรไทย และแนวคิด การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงทั้งกาย ใจ และคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ไฮไลต์สำคัญ คือ การเปิดพื้นที่ให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ เชื่อมโยงนักลงทุน และนำเสนอนวัตกรรมเวลเนสจากไทยและต่างประเทศ เพื่อให้ GWS 2026 เป็นมากกว่าเวทีประชุม แต่เป็นเวทีสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ
โดยเป้าหมายสูงสุด คือการใช้ GWS 2026 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยจาก 'จุดหมายปลายทางด้านเวลเนส' ไปสู่การเป็น Global High-Value Wellness Hub ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนไทยอย่างยั่งยืน” ดร.นพ.พงศธร กล่าว
ประโยชน์ที่ประเทศจะได้ใน 3 มิติสำคัญ
ดร.นพ.พงศธร กล่าวเพิ่มเติมว่า ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ประกอบด้วย 3 มิติ คือ
มิติที่ 1 เศรษฐกิจและการลงทุน
เนื่องจากงานครั้งนี้ เป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำธุรกิจ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายด้านเวลเนสจากทั่วโลกไว้ในที่เดียว จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเปิดประตูสู่ความร่วมมือทางธุรกิจ การลงทุน และการขยายตลาดของผู้ประกอบการไทย
โดยเฉพาะในกลุ่ม Medical Wellness, Wellness Hospitality, Longevity, สมุนไพรไทย และบริการสุขภาพมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในระยะยาว
มิติที่ 2 การยกระดับประเทศและการพัฒนาพื้นที่
การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จะช่วยเร่งการพัฒนาระบบนิเวศเวลเนสของประเทศ ทั้งด้านมาตรฐาน บุคลากร และสถานประกอบการ พร้อมต่อยอดการพัฒนา จังหวัดภูเก็ตและพื้นที่อันดามันให้เป็นต้นแบบของจุดหมายปลายทางด้านเวลเนสระดับโลก ผ่านการขับเคลื่อนมาตรฐาน Thai Wellness Destination (TWD) และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และท้องถิ่น
มิติที่ 3 การยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก
มุ่งให้ประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมเวลเนสกระจายสู่ทุกระดับตั้งแต่การพัฒนาบุคลากรผ่านหลักสูตร Thai Wellness Therapist Program
การยกระดับมาตรฐานวิชาชีพและรายได้ของผู้ให้บริการไปจนถึงการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตสมุนไพร วัตถุดิบสุขภาพ และบริการที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน







