
Virtual Bank ไทย เปิดพรุ่งนี้วันแรก จับตาขาดทุนปีแรก ฉุดกำไรบริษัทแม่ 1-3%
ส่องสนาม Virtual Bank ไทย เตรียมเปิดบริการพรุ่งนี้วันแรก KKPS คาดเผชิญภาวะขาดทุนช่วงเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ จากกรอบกำกับดูแลที่เข้มงวด กระทบกำไรบริษัทแม่ 1-3%
KEY
POINTS
- ส่องสนาม Virtual Bank ไทย "ธนาคารคลิกซ์" (CLICX) จะเริ่มเปิดให้บริการในวันที่ 19 มิ.ย. 2569 ตามด้วยผู้เล่นรายอื่นภายในสิ้นปี 69
- นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า Virtual Bank ไทย จะต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก
- มีการประเมินว่าผลขาดทุนจากธุรกิจ Virtual Bank ในปีแรก จะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทแม่เพียงเล็กน้อย หรือลดลงประมาณ 1-3%
พรุ่งนี้ (19 มิ.ย.2569) จะเป็นวันแรกที่ประเทศไทยจะมีธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เป็นครั้งแรก โดยรายแรกที่จะเปิดให้บริการ คือ “ธนาคารคลิกซ์” (CLICX) ซึ่งมีผู้ถือหุ้นหลัก คือ บริษัท ไทย ทรินิตี้ โฮลดิ้ง จำกัด ที่เกิดจากความร่วมมือของ 3 พันธมิตร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR
จากนั้น “แอสเซนด์ แบงก์” (Ascend Bank) ภายใต้การดำเนินงานโดย บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACMH) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม แอสเซนด์ มันนี่ ผู้ให้บริการอีวอลเล็ต “ทรูมันนี่” เป็นกลุ่มบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) จะเปิดให้บริการภายในเดือน ก.ค.2569
ขณะที่ “แบงก์เอกซ์” (BankX) ที่จัดตั้งขึ้นโดย บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ KakaoBank Corp. หนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัทและเป็นผู้ให้บริการธนาคารดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเกาหลี และ WeBank Technology Services Limited บริษัทย่อยของกลุ่มธนาคาร WeBank Co., Ltd. ซึ่งเป็นธนาคารดิจิทัลชั้นนำในสาธารณรัฐประชาชนจีน มีแผนเริ่มดำเนินงานภายในสิ้นปี 2569
เมื่ออุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านจากช่วงการออกใบอนุญาตสู่การดำเนินธุรกิจจริง กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวด ซึ่งรวมถึงมาตรฐานการกำกับดูแลในระดับเดียวกับธนาคารพาณิชย์ ข้อกำหนดเงินทุนขั้นต่ำ และช่วงเริ่มต้นดำเนินงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด มีแนวโน้มที่จะทำให้การเติบโตของสินเชื่อและการขยายฐานลูกค้าเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
บล.เกียรตินาคินภัทร (KKPS) เชื่อว่าผู้ประกอบการจะให้ความสำคัญในระยะแรกกับการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ส่งผลให้การขยายธุรกิจเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยความสามารถในการสร้างความแตกต่างทางการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการดำเนินงานภายใต้กรอบกำกับดูแลดังกล่าว
เปรียบเทียบกับต่างประเทศ
การศึกษา Virtual Bank ใน 5 ตลาดสำคัญทั่วโลก
- สหรัฐอเมริกา
1. Ally Financial
2. Varo Bank
- สหราชอาณาจักร
1. Starling Bank
2. Monzo
3. Revolut
- บราซิล
1. Nubank
2. Inter
- จีน
1. WeBank
2. MYbank
- เกาหลี
1. KakaoBank
2. K Bank
3. Toss Bank
พบว่า ผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมักมีลักษณะร่วมกัน 2 ประการ คือ
1.ได้รับประโยชน์จากกรอบกำกับดูแลที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ
2.มีความสามารถในการต่อยอดจากธุรกิจเดิมหรือฐานลูกค้าเดิม และแก้ไขปัญหาหรือความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด รวมทั้งขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับประเทศไทย กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวดมีแนวโน้มจะจำกัดการขยายตัวของสินทรัพย์และการรับความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้น แม้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อความล้มเหลวของธุรกิจ แต่ก็อาจทำให้ระยะเวลาสู่การทำกำไรยาวนานขึ้น
ดังนั้น การเติบโตของ Virtual Bank ในไทยจะต้องอาศัยความมีวินัยในการดำเนินธุรกิจและความสามารถในการบริหารจัดการมากกว่าการแข่งขันผ่านการปล่อยสินเชื่อเชิงรุกหรือการตัดราคาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
จุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันของผู้ได้รับใบอนุญาต
ผู้ได้รับใบอนุญาตแต่ละรายมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่แตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อระดับการขาดทุนในช่วงเริ่มต้นและเส้นทางการเติบโตของธุรกิจ
กลุ่มที่ขับเคลื่อนด้วย ecosystem (Ascend Bank)
- มีแพลตฟอร์มที่ผสานบริการทางการเงินไว้ในระบบนิเวศธุรกิจอยู่แล้ว
- มีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ที่สามารถต่อยอดได้ทันที
กลุ่มที่มีธนาคารเป็นผู้สนับสนุน (CLICX และ BankX)
- มีความคุ้นเคยกับกฎระเบียบทางการเงิน
- มีฐานเงินทุนและความแข็งแกร่งด้านงบดุลมากกว่า
สำหรับ KTB คาดว่าจะใช้ข้อมูลจาก ADVANC และ OR เพื่อพัฒนาระบบประเมินเครดิตทางเลือก (alternative credit scoring) ที่สามารถวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของลูกค้าได้มากกว่าข้อมูลทางการเงินแบบดั้งเดิม
ส่วน SCBX จะเน้นกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อดิจิทัลต้นทุนต่ำโดยใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อน ผ่านการผสานศักยภาพด้านดิจิทัลที่มีอยู่เข้ากับความเชี่ยวชาญของ KakaoBank และ WeBank
เส้นทางสู่ผลกำไรภายใต้ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ
KKPS คาดว่า Virtual Bank ในประเทศไทย จะเผชิญกับภาวะขาดทุนในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก
ขนาดและระยะเวลาของการขาดทุนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- ความสามารถในการเชื่อมโยงกับ ecosystem
- การควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
- ประสิทธิภาพในการระดมเงินทุน
- คุณภาพของระบบวิเคราะห์สินเชื่อที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (data-driven underwriting)
จากข้อมูลของ Virtual Bank ในต่างประเทศที่มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) เฉลี่ยปีแรกประมาณ -29% KKPS ประเมินว่าผลขาดทุนจากธุรกิจ Virtual Bank จะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทแม่ในปี 2569 เพียงประมาณ 1-3% เท่านั้น
ในระยะยาว ผลลัพธ์ของผู้ประกอบการแต่ละรายมีแนวโน้มแตกต่างกันมากขึ้น โดย
- Upside จะมาจากความสามารถในการสร้างรายได้จาก ecosystem และการต่อยอดฐานลูกค้าได้สำเร็จ
- Downside Risk จะมาจากภาระต้นทุนที่สูง ความสามารถในการขยายธุรกิจที่ถูกจำกัด และการยอมรับของลูกค้าที่ช้ากว่าคาดการณ์ไว้
แม้ Virtual Bank ในประเทศไทยจะมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการเงิน แต่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวด ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน การใช้ข้อมูล และการสร้างคุณค่าจาก ecosystem มากกว่าการเติบโตเชิงรุกในช่วงเริ่มต้น







