posttoday
“วัณโรค” แฝงอยู่ในตัวคนไทยราว 22 ล้านคนโดยไม่รู้ตัว!

“วัณโรค” แฝงอยู่ในตัวคนไทยราว 22 ล้านคนโดยไม่รู้ตัว!

03 มิถุนายน 2569

เจาะลึกสถานการณ์วัณโรคจากภาคอีสาน กับช่องโหว่ที่ประเทศไทยไม่เคยก้าวข้ามไปได้! จนทำให้ “วัณโรค” ยังไม่หมดไปและเพิ่มความเสี่ยงต่อสังคมและเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

คนไทยหลายคนยังนึกว่า “วัณโรค”  หมดไปแล้วจากประเทศไทย! ทั้งๆ ที่มันไม่เคยหายไปไหน

 

น้อยคนที่จะรู้ว่า วัคซีนป้องกันวัณโรค ที่คนไทยได้รับการฉีดในวัยเด็ก ไม่สามารถป้องกัน "วัณโรคปอดในผู้ใหญ่" ได้!

 

วัณโรค ยังคงเป็นภัยเงียบและโรคติดต่อที่คร่าชีวิตประชากรเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มโรคติดเชื้อของประเทศไทย ปัจจุบันมีอุบัติการณ์ผู้ป่วยสูงถึงกว่า 110,000 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตราว 10,000 คนต่อปี แม้จะเป็นโรคที่รักษาหายขาดได้หากเริ่มรักษาตั้งแต่ต้นก็ตาม

 

แล้วทำไมประเทศไทยถึงไม่สามารถรักษาคนไข้ได้ตั้งแต่ต้น?

ทำไมวัคซีนวัณโรคสำหรับผู้ใหญ่ถึงยังไม่เกิดขึ้นเสียที

และทำไมความรู้ต่อ “วัณโรค” ในไทยยังคงเข้าไม่ถึง “ประชาชนทั่วไป” อย่างที่ควรจะเป็น

 

โพสต์ทูเดย์ ได้มีโอกาสลงพื้นที่ภาคอีสาน ร่วมกับ สวทช. (เนคเทค) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7

 

เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ใต้ระบบสาธารณสุขไทย และแนวทางเชิงรุกเพื่อตัดวงจรโรคนี้อย่างยั่งยืน

 

** บทความทั้งหมดมาจากเนื้อหาการเข้าร่วมสัมนาและการสัมภาษณ์ในพื้นที่ จากกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร "นวัตกรรมตรวจเลือดพกพา SERS-TB เพื่อช่วยในการยุติวัณโรค**

 

“วัณโรค” แฝงอยู่ในตัวคนไทยราว 22 ล้านคนโดยไม่รู้ตัว!

 

ทำไมวัณโรคยังไม่หมดไป! “วัณโรคแฝง” ภัยที่ซ่อนอยู่

 

ศ.พญ.วิภา รีชัยพิชิตกุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ให้ข้อมูลว่า หนึ่งในความท้าทายที่สุดของการควบคุมวัณโรค คือ กลุ่มผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการใดๆ เลย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ

 

1. กลุ่มป่วยแต่ไม่มีอาการ (Asymptomatic TB)

กลุ่มนี้ไม่มีอาการไอหรือไข้ แต่เมื่อเอกซเรย์ปอดจะพบความผิดปกติ และเมื่อตรวจเสมหะด้วยวิธีทางอณูชีววิทยาก็จะพบเชื้อวัณโรค พบสูงถึงประมาณ 5-6% ในกลุ่มประชากรเสี่ยง

 

2. กลุ่มติดเชื้อวัณโรคแฝง (Latent TB Infection: LTBI)

กลุ่มนี้คือผู้ที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค เช่น พักอาศัยในบ้านเดียวกัน ไม่มีอาการ เอกซเรย์ปอดปกติ และไม่แพร่เชื้อสู่ผู้อื่น แต่เมื่อตรวจเลือดด้วยวิธี IGRA (Interferon-Gamma Release Assay) จะให้ผลเป็นบวก สถิติระบุว่าพบสูงถึง 30% ในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิด และมีโอกาส 5-10% ที่เชื้อที่หลบซ่อนอยู่จะปะทุขึ้นจนกลายเป็นผู้ป่วยวัณโรคในอนาคต

 

นอกจากนี้ กรมควบคุมโรคเคยประมาณการณเชื้อวัณโรคแฝงในประเทศไทย ตัวเลขระดับโลกชี้ให้เห็นว่าประชากรโลก (รวมถึงคนไทย) มากถึง 1 ใน 4 หรือราว 2,000 ล้านคน มีเชื้อวัณโรคแฝงอยู่ในร่างกายโดยไม่รู้ตัว

 

เฉพาะในประเทศไทย หากนำตัวเลข 1 ใน 4 ไปคิด

ก็จะคาดว่ามีผู้ติดเชื้อวัณโรคแฝงสูงถึง 14-22 ล้านคน

 

“หากเรายังปฏิบัติเหมือนเดิม เชิงรับ คือป่วยมารักษา ป่วยมารักษา วัณโรคไม่ลดลง เราไม่สามารถยุติวัณโรคได้เลย ตอนนี้เราต้องการเชิงรุก ..

เพราะถ้าเราให้การรักษาตั้งแต่ต้น วัณโรคจะรักษาหายขาดได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราให้การรักษาตั้งแต่ต้นจะดีมากๆ” ศ.พญ.วิภา ระบุ

 

ศ.พญ.วิภา รีชัยพิชิตกุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

 

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในสังคมผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากผู้สูงวัยมักมีโรคร่วมเรื้อรัง เช่น เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ โรคไตวายเรื้อรัง โรคตับ หรือพฤติกรรมดื่มสุราเรื้อรัง รวมถึงกลุ่มผู้ติดเชื้อ HIV และผู้ต้องขัง กลุ่มเหล่านี้เมื่ออายุมากขึ้นและภูมิคุ้มกันถดถอย จะมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคสูงขึ้นมากและมักไม่มีอาการทางคลินิกที่ชัดเจน

 

 

ช่องโหว่และข้อจำกัดที่ซ่อนอยู่ใต้ระบบสาธารณสุขไทย

 

แม้ในเชิงนโยบาย กระทรวงสาธารณสุขจะประกาศให้วัณโรคเป็นนโยบายระดับชาติ (TB Service Plan) และ สปสช. ได้ประกาศให้สิทธิบัตรทอง ประกันสังคม และสิทธิข้าราชการ ครอบคลุมการตรวจวินิจฉัยวัณโรคแล้ว แต่ในทางปฏิบัติหน้างานยังมีช่องโหว่ขนาดใหญ่ 3 ประการ

 

1. ความไม่พร้อมของเครื่องมือและการเข้าถึงจุดดูแลผู้ป่วย (Point of Care)

การตรวจมาตรฐานในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเสมหะด้วยอณูชีววิทยา หรือการตรวจเลือด IGRA ล้วนมีขั้นตอนการเก็บและส่งตรวจที่ซับซ้อน น้ำยาตรวจทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาอยู่ในหลักร้อยถึงหลักพันบาท และโรงพยาบาลชุมชนหลายแห่งยังไม่มีนักเทคนิคการแพทย์ที่ผ่านการอบรมเพียงพอ

 

“ทุกอย่างนี้ไม่สามารถมาใช้ที่ Point of Care ได้จริงๆ โครงการวัณโรคต้องการที่จะมาใช้ที่จุดที่แพทย์ดูแลผู้ป่วย แล้วก็ให้การรักษาได้ การเข้าถึงสิทธิไม่ใช่ว่ามันจะสามารถทำได้ทันที เพราะว่าโรงพยาบาลก็ต้องพร้อมที่จะตรวจด้วย”  ศ.พญ.วิภา ระบุ โดยกล่าวเพิ่มเติมว่า

 

กว่าจะได้ผลตรวจก็ต้องรอ 1-2 วัน บางครั้งนานหลายสัปดาห์ ระหว่างนั้นผู้ป่วยกลับไปอยู่ในชุมชนและยังแพร่เชื้อต่อได้ วงจรนี้จึงไม่มีวันสิ้นสุด

 

 

2. วิกฤตงบประมาณและการขาดพลังเสียงของผู้ป่วย

เมื่อเปรียบกับ HIV ที่ประเทศไทยลงทุนงบประมาณสูงถึง 7,000 ล้านบาท งบประมาณสำหรับวัณโรคกลับได้รับเพียง 300 ล้านบาทเท่านั้น

พญ.ผลิน กมลวัทน์ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้อำนวยการกองทุนโลก  ผู้ซึ่งผลักดันประเด็นวัณโรคในไทยมาหลายสิบปี ระบุว่า

 

“ทำไม HIV ถึงลงทุนได้เยอะ เพราะว่าผู้ป่วยติดเชื้อที่เขาอยู่ เขาส่งพลัง ส่งเสียง แล้วคนที่ป่วยเป็นวัณโรคส่งพลังไหม? คนที่ป่วยเป็นวัณโรคอายตัวเอง เขาไม่อยากให้ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นวัณโรค พลังกลุ่มนี้จึงไม่เข้มแข็ง”

 

พญ.ผลิน ระบุว่า การติดเชื้อ HIV ต้องดูแลตลอดชีวิต ทำให้ส่งผลกระทบต่อผู้ติดเชื้อจนทำให้คนกลุ่มนี้ต้องออกมาเรียกร้อง แต่สำหรับผู้ป่วยวัณโรค หากทานยาติดต่อกันก็สามารถหายขาดได้ จึงไม่ค่อยมีผู้ป่วยออกมาพูดว่าเคยติดวัณโรค ส่วนหนึ่งเพราะวัณโรคยังถูกมองว่าเป็น “ตราบาปในสังคม”  ผู้ป่วยจึงมักปกปิดข้อมูลทั้งๆ ที่เป็นโรคติดเชื้อเช่นเดียวกับ HIV แต่ความเข้าใจต่อโรคนี้ยังน้อย

 

“ถ้าวันนี้บอกว่าคุณติดเชื้อวัณโรค คุณจะไม่บอกญาติพี่น้องเลย เพราะกลัว ถ้าเป็นเจ้าของบริษัทเขาไล่ออกจากงานนะ เขาเชิญคุณออกนะ หรือเขาบอกให้คุณไปพักยาว ”

 

“วัณโรค” แฝงอยู่ในตัวคนไทยราว 22 ล้านคนโดยไม่รู้ตัว!

 

3. ยารักษาโบราณและผลข้างเคียงรุนแรง

นอกจากนี้ พญ.ผลิน ยังชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญอีกประการซึ่งต่อเนื่องจากการที่ “วัณโรค” ถูกละเลยว่า

 

ยารักษาวัณโรคส่วนใหญ่ยังคงเป็นยาเก่าแก่ที่ใช้มานานกว่า 50-60 ปี

 

“คนไข้วัณโรคกินยาแล้วมีผลข้างเคียง  เพราะเราไม่มียาตัวใหม่ๆ ไม่ใช่ประเทศไทยไม่มีนะ ทั่วโลก ไม่ยอมผลิตยาตัวใหม่ๆ ขึ้นมา”

 

ทั้งนี้ การกินยาวัณโรคนั้น ต้องรับประทานต่อเนื่อง 6 เดือน หากทานไม่ครบจะเกิดกรณี “วัณโรคดื้อยา” ซึ่งสร้างความทุกข์ทรมานให้ผู้ป่วยเพราะมีผลข้างเคียงรุนแรง

 

ล่าสุด WHO คาดการณ์ว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะมีวัคซีนป้องกันวัณโรคตัวใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงผ่านการทดลองเฟสแรกๆ และพร้อมลงสู่พื้นที่จริง

 

อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันนี้ ข้อสรุปที่ต้องทำให้รวดเร็วที่สุดคือ การตรวจเชื้อวัณโรคแฝง ให้ได้เร็วที่สุด และการคัดกรองเชิงรุก ซึ่งจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการกำจัดวัณโรคให้ลดลง!

 

 

โมเดลเชิงรุก ‘ศรีนครินทร์-กาฬสินธุ์

 

เมื่อการตรวจเชื้อวัณโรคแฝง และการคัดกรองเชิงรุกสำคัญ

 

ในเขตภาคอีสาน จึงได้จัดทำแนวทางเชิงรุกขึ้น เริ่มต้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งได้วางแนวทางไว้ว่า หากพบผู้ป่วยวัณโรค 1 ราย จะตามตัวผู้สัมผัสร่วมบ้านมาคัดกรองทันที เข้าสู่กระบวนการ 3 ขั้นตอน คือ ตรวจพบวัณโรคแฝง, ให้ยาป้องกัน และ ติดตามให้กินครบ 100%

 

“3 ขั้นตอนคือ ตรวจวัณโรคแฝง ให้ยาป้องกัน และกินยาครบ ไม่ใช่ตรวจอย่างเดียวแล้วก็จบ ตอนนี้คลินิกวัณโรคแฝง โรงพยาบาลศรีนครินทร์ (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) เราทำ 3 ขั้นตอนได้จบหมดแล้ว แล้วก็ได้ผลค่อนข้างดี 80-90% คนไข้กินยาครบ” ศ.พญ.วิภา รีชัยพิชิตกุลให้ข้อมูล

 

ปัจจุบันมีสูตรยาป้องกันระยะสั้นเพียง 12 ครั้งก็จบกระบวนการ อย่างไรก็ดี ยังมีผู้ป่วยราว 20-25% ที่ขอเลื่อนหรือปฏิเสธการกินยา เนื่องจากกังวลเรื่องผลข้างเคียงต่อสุขภาพ

 

“เราไม่อยากให้ทานๆ หยุดๆ เพราะไม่ได้ผล อันที่ 2 คือ ถ้ากินๆ หยุดๆ อนาคตอาจจะดื้อยาบางตัว เพราะฉะนั้นเขามีโอกาสคิดก่อนได้ แต่ถ้าตัดสินใจจะทาน ต้องทานให้ครบ”

 

อีกประเด็นที่สำคัญ คือ การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก โดยโรงพยาบาลร้อยเอ็ดและเครือข่าย 7 โรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 7 เป็นตัวอย่างที่ดี ในการดำเนินการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก (Active Case Finding) ร่วมกับ อสม. และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ระบุจุดเสี่ยง

 

หนึ่งในความพยายามล่าสุดที่ถูกนำมาใช้เกิดจาก ความร่วมมือของ สวทช. (เนคเทค) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเครือข่ายโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 7 ที่กำลังทดสอบภาคสนาม นวัตกรรมตรวจคัดกรองวัณโรคแฝงจากเลือดแบบพกพา SERS-TB ในจังหวัดร้อยเอ็ด

 

นวัตกรรม SERS-TB

 

การทดสอบนี้มุ่งแก้ปัญหาหลักที่คนหน้างานสะท้อนมาตลอดนั่นคือ ระบบตรวจเดิมต้องส่งตัวอย่างกลับไปที่ห้องแล็บ รอผลเป็นวัน ผู้ป่วยกลับบ้านไปก่อนและไปปล่อยเชื้อ

 

แนวทางใหม่ คือ มุ่งไปสู่การตรวจ ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care) โดยตรง โดยการตรวจจากเลือดเพียงหยดเดียว ร่วมกับการใช้เทคนิคการอ่าน “สัญญาณรามาน” เพื่อให้สามารถอ่านสารในเลือดได้ และสามารถคัดกรองได้ว่าผู้ป่วยดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการเป็น “วัณโรค” เพียงใด

 

“วัณโรค” แฝงอยู่ในตัวคนไทยราว 22 ล้านคนโดยไม่รู้ตัว!

 

“ถ้าในอนาคตเราสามารถใช้เลือดเพียงหยดเดียว เข้าสู่ชุมชนได้ แล้วก็ตรวจภายใน 30 นาที บอกได้เลยว่าคนนี้เป็นคนป่วยเป็นวัณโรค คนนี้น่าเป็นวัณโรคแฝง ก็จะได้รับการป้องกัน ซึ่งจะช่วยแพทย์หน้างานในการที่จะตรวจวินิจฉัยแล้วก็รักษาได้เร็วขึ้น” ศ.พญ.วิภา ระบุ

 

ทั้งนี้ าหัวใจสำคัญคือเทคโนโลยีใหม่ต้องไม่สร้างภาระงานเพิ่มให้เจ้าหน้าที่ และต้องเชื่อมโยงเข้ากับระบบฐานข้อมูลติดตามผู้ป่วยที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร้รอยต่อ

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโครงการกำลังเดินหน้าเก็บตัวอย่างในชุมชน ตั้งเป้าราว 1,300 ราย ผ่านเครือข่าย 7 โรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 7 เพื่อนำข้อมูลที่ได้ตอกย้ำประสิทธิภาพของนวัตกรรม และผลักดันเชิงนโยบายต่อไป

 

.....

 

ภาพที่ปรากฏจากพื้นที่ภาคอีสานชี้ให้เห็นว่า โจทย์ของการยุติวัณโรคในประเทศไทยไม่ได้ขาดแค่ยาหรือหมอ แต่ขาด “ระบบสนับสนุน” ที่มีประสิทธิภาพ

ตั้งแต่การตรวจคัดกรองที่เร็วและเข้าถึงได้จริงในระดับชุมชน ไปจนถึงการสนับสนุนผู้ป่วยให้กินยาได้ครบ และการลดตราบาปทางสังคมที่ยังทำให้ผู้ป่วยหลายคนเลือกปกปิดมากกว่าเข้ารับการรักษา

 

พญ.ผลิน กมลวัทน์ มองว่า “ประเทศไทยต้องยืนด้วยขาตัวเอง กองทุนโลกให้เราปีนึงไม่มากเลยนะ  เพราะฉะนั้นประเทศไทยเราต้องลงทุนกับโรคนี้แบบจริงจัง”

 

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองและลงทุนด้วยตัวเอง ทั้งการสนับสนุนงบประมาณค่าน้ำยาตรวจ จัดซื้อยาสูตรใหม่ เพิ่มศักยภาพบุคลากรด่านหน้าอย่าง อสม. และดูแลด้านโภชนาการรวมถึงค่าใช้จ่ายแฝงของผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม

เพราะนอกจากมิติสุขภาพแล้ว ปัญหาวัณโรคยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ (Wellness Economy) และอาจกระทบความเชื่อมั่นในการเดินทางระหว่างประเทศ โดย พญ.ผลินให้ข้อสังเกตว่า

 

“ก่อนที่จะไปเรียนอเมริกา สิ่งที่ต้องตรวจคือวัณโรค เพราะอะไร? เพราะเรามาจากแหล่งรังโรคของวัณโรค เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้ารัฐบาลไม่ลงทุน”

ข่าวล่าสุด

อนุทินเช็กไทยช่วยไทยพลัส ชี้เงินสะพัด-ไม่แก้เกณฑ์บัตรคนจน

อนุทินเช็กไทยช่วยไทยพลัส ชี้เงินสะพัด-ไม่แก้เกณฑ์บัตรคนจน