
WMO เตือนเตรียมรับมือเอลนีโญรุนแรง ภาวะโลกร้อนซ้ำเติมวิกฤตโลก
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกชี้เอลนีโญมีโอกาสเกิดสูงถึง 90% และอาจรุนแรงกว่าปกติ นักวิทยาศาสตร์เตือนภาวะโลกร้อนจะเร่งภัยแล้ง น้ำท่วม และคลื่นความร้อนทั่วโลก
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกคำเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ (El Niño) รอบใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มจะก่อให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาคตลอดปีนี้ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศเตือนว่า ผลกระทบของปรากฏการณ์ดังกล่าวจะรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เนื่องจากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
WMO ระบุว่า มีโอกาสถึง 80% ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม และมีความเป็นไปได้สูงถึง 90% ที่จะดำเนินต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงเดือนพฤศจิกายน นับเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้ว่าโลกกำลังมุ่งเข้าสู่ภาวะอากาศแปรปรวนครั้งสำคัญ
เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุก 2-7 ปี จากการอ่อนกำลังลงของลมค้าในมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงขึ้นกว่าปกติ
ผลที่ตามมาคืออุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น รูปแบบฝนเปลี่ยนแปลง เกิดภัยแล้งในบางพื้นที่และฝนตกหนักผิดปกติในอีกหลายภูมิภาค รวมถึงส่งผลต่อการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนทั่วโลก
สิ่งที่ทำให้เอลนีโญในปีนี้น่ากังวลเป็นพิเศษมีอยู่ 2 ประการ
ประการแรก คือความเป็นไปได้ที่เอลนีโญรอบนี้จะมีความรุนแรงมากกว่าค่าเฉลี่ย แม้แบบจำลองสภาพอากาศบางส่วนยังมีความเห็นแตกต่างกัน แต่การประเมินของ WMO ระบุว่ามีโอกาสเกิด “เอลนีโญรุนแรง” ซึ่งหมายถึงภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 1.5 องศาเซลเซียส
ประการที่สอง คือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นแล้วประมาณ 1.3 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม
นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ระดับอุณหภูมิพื้นฐานที่สูงขึ้นนี้เปรียบเสมือนการเติมเชื้อเพลิงให้เอลนีโญ ส่งผลให้คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น ภัยแล้งยาวนานขึ้น ฝนตกหนักขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติต่าง ๆ ตั้งแต่ไฟป่า น้ำท่วม ไปจนถึงความเสียหายด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร
ศาสตราจารย์เพียร์ส ฟอร์สเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยลีดส์ของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า เมื่อเอลนีโญเกิดขึ้นบนพื้นฐานของโลกที่ร้อนขึ้นจากภาวะโลกร้อน ผลกระทบทุกด้านจะทวีความรุนแรงและสร้างความเสียหายมากกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
การผสมผสานระหว่างภาวะโลกร้อนกับเอลนีโญยังทำให้ WMO เตือนว่า ปี 2027 อาจกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยบันทึกมา แซงหน้าสถิติเดิมที่เกิดขึ้นในปี 2024 ซึ่งเป็นปีที่เผชิญเอลนีโญรุนแรงเช่นกัน
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า แม้ผลกระทบของเอลนีโญจะแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค แต่โดยทั่วไปพื้นที่ตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้และบางส่วนของเอเชียกลางมักได้รับฝนมากขึ้น ขณะที่อเมริกากลาง ออสเตรเลีย และบางส่วนของแอฟริกามักเผชิญภาวะแห้งแล้งรุนแรง
นอกจากนี้ เอลนีโญยังเพิ่มความรุนแรงของคลื่นความร้อนในหลายภูมิภาค แม้จะอยู่ห่างไกลจากมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ
ผลกระทบเหล่านี้อาจสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม พลังงาน และความมั่นคงด้านอาหาร
ตัวอย่างที่ชัดเจนเกิดขึ้นในปี 2024 เมื่อรัฐรีโอกรันดีดูซูล ทางตอนใต้ของบราซิล เผชิญน้ำท่วมครั้งรุนแรง คร่าชีวิตประชาชนมากกว่า 180 ราย และทำให้ประชาชนกว่า 600,000 คนต้องอพยพ นักวิทยาศาสตร์สรุปว่า ทั้งเอลนีโญและภาวะโลกร้อนมีส่วนร่วมในการเพิ่มความรุนแรงของฝนที่ก่อให้เกิดภัยพิบัติดังกล่าว
ฟรานซิสโก อากีโน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสภาพภูมิอากาศแห่งมหาวิทยาลัยรีโอกรันดีดูซูล เตือนว่า หากเอลนีโญปีนี้อยู่ในระดับรุนแรง บราซิลอาจเผชิญสถานการณ์คล้ายเดิมอีกครั้ง
“เมื่อเอลนีโญเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะโลกร้อน ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นมหาศาล โลกกำลังร้อนขึ้นต่อเนื่อง และอุณหภูมิน้ำทะเลก็ยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ” เขากล่าว
ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ นักวิจัยเตือนว่าภาวะโลกร้อนจะทำให้ผลกระทบของเอลนีโญรุนแรงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะการขาดแคลนฝนในฤดูเพาะปลูก ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตร การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ และความมั่นคงด้านอาหารของประชาชนหลายล้านคน
ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ในยุโรปเตือนว่ามหาสมุทรแปซิฟิกที่อุ่นขึ้นมากกว่าปกติอาจเพิ่มโอกาสการเกิดพายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากน้ำทะเลที่อุ่นจัดเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของการก่อตัวและขยายตัวของพายุ
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า เอลนีโญในปีนี้อาจเป็นภาพสะท้อนของอนาคตที่โลกกำลังมุ่งไป แม้ไม่มีเอลนีโญเกิดขึ้นก็ตาม โดยสภาพอากาศสุดขั้วที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจกลายเป็นเรื่องปกติภายในเวลาเพียง 5 ปีข้างหน้า หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงดำเนินต่อไปในระดับปัจจุบัน
นักวิทยาศาสตร์จึงเตือนว่า เอลนีโญรอบใหม่นี้ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นวัฏจักร แต่เป็นบททดสอบสำคัญของโลกในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเร่งให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน







