
CAAT จับมือ สธ. ยกระดับสกัดอีโบลา คุมเข้มสายการบินรับมือ WHO
CAAT บูรณาการ สธ. และสายการบิน ยกระดับมาตรการคัดกรองผู้โดยสารจากพื้นที่เสี่ยง คองโก-ยูกันดา สกัดไวรัสอีโบลาเข้าไทย หลัง WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินโลก
KEY
POINTS
- กพท. ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขและสายการบิน ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันเชื้อไวรัสอีโบลาในระบบการบินพลเรือน
- การยกระดับมาตรการนี้เป็นผลมาจากการที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของอีโบลาในคองโกและยูกันดาเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข
- มีการออกมาตรการ 3 ด้านเพื่อคุมเข้มสายการบินในเส้นทางเสี่ยง เช่น การคัดกรองผู้โดยสาร และขอความร่วมมือผู้เดินทางกรอกข้อมูลผ่านระบบ Thai Health Pass และ TDAC
CAAT จับมือกระทรวงสาธารณสุข-ภาคการบิน ยกระดับมาตรการเข้มสกัด "อีโบลา" รับมือ WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินโลก
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ประกาศบูรณาการความร่วมมือครั้งใหญ่กับกระทรวงสาธารณสุข สายการบิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในระบบการบินพลเรือนอย่างสูงสุด
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่นานาชาติกังวล” (PHEIC) เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะแพร่กระจายข้ามพรมแดน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ประกาศให้ทั้งสองประเทศเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายแล้ว
เปิดมาตรการ 3 ด้าน คุมเข้มสายการบินเส้นทางเสี่ยง
CAAT ได้เข้าร่วมประชุมซักซ้อมความเข้าใจกับกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติในภาคการบินให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยได้ประสานให้สายการบินที่มีเส้นทางเชื่อมต่อกับพื้นที่เสี่ยงดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวดใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
การประชาสัมพันธ์และแจ้งข้อมูลข้อกำหนดด้านสาธารณสุขแก่ผู้โดยสารตั้งแต่ก่อนเดินทาง
การคัดกรองผู้โดยสารตั้งแต่ต้นทาง พร้อมตรวจสอบการลงทะเบียน และดำเนินการตามมาตรการสาธารณสุขทันทีหากพบผู้มีอาการต้องสงสัย
การสนับสนุนข้อมูลการเดินทางและที่นั่งของผู้โดยสารแก่เจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคเพื่อการติดตามโรคอย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ กองด่านควบคุมโรคติดต่อฯ ยังได้ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุกรณีพบผู้ป่วยต้องสงสัย ทั้งกรณีตรวจพบบนอากาศยานและกรณีแสดงอาการหลังเข้าประเทศ โดยมีการวางระบบประสานงานระหว่างสายการบิน ท่าอากาศยาน และหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินงานด้านการบินให้เหลือน้อยที่สุด
วอนประชาชนงดเดินทางพื้นที่ระบาด - ย้ำต่างชาติต้องกรอก TDAC
ในเบื้องต้น กระทรวงสาธารณสุขขอความร่วมมือให้ประชาชนพิจารณาหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สาธารณรัฐยูกันดา และพื้นที่ใกล้เคียง หากจำเป็นต้องเดินทาง จะต้องลงทะเบียนข้อมูลผ่านระบบ Thai Health Pass (https://thaihealthpass.com) สำหรับผู้สมัครสัญชาติไทย ส่วนชาวต่างชาติจะต้องกรอกข้อมูลในระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) ตามความเป็นจริง เพื่อประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง
ผู้แทนสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กล่าวว่า:
"CAAT ได้ขานรับนโยบายและเร่งบูรณาการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและภาคการบินทันที เพื่อวางแนวทางปฏิบัติให้เป็นเนื้อเดียวกัน เราขอย้ำให้ผู้โดยสารและผู้ประกอบการสายการบินให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสารและผู้ร่วมเดินทางทุกคน รวมถึงเพื่อรักษาความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของระบบการบินพลเรือนของประเทศไทย ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ"
ผู้แทนกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า: "การประกาศให้คองโกและยูกันดาเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย ทำให้เราต้องยกระดับการเฝ้าระวังสูงสุด การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุร่วมกับภาคการบินในครั้งนี้ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนเข้าใจบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน หากพบผู้ป่วยต้องสงสัยไม่ว่าจะบนจัดบินหรือหลังจากเข้าเมืองมาแล้ว เรามีกระบวนการจัดการที่ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพแน่นอน นอกจากนี้ ขอความร่วมมือผู้เดินทางทุกคนกรอกข้อมูลในระบบ Thai Health Pass และ TDAC ตามจริง เพื่อประโยชน์ในการติดตามควบคุมโรค"
ผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและสายการบิน ร่วมแถลงว่า: "สายการบินทุกสายพร้อมให้ความร่วมมือกับ CAAT และกระทรวงสาธารณสุขอย่างเต็มที่ โดยเราได้เริ่มมาตรการคัดกรองตั้งแต่ต้นทางและการแจ้งเตือนผู้โดยสารล่วงหน้าแล้ว รวมถึงพร้อมสนับสนุนข้อมูลด้านการบินและผังที่นั่งแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบการคัดกรองของประเทศไทยมีความรัดกุมและปลอดภัยสูงสุด"







